1168 News

Bigbanner02 ..B_promotion01... B_minigame02... b_freestyle08

ค้นหาผลงานนักเขียน 1168



1168 Talk

สวัสดีค่าเหล่านักอ่านและนักเขียนที่รักทุกคน *o*

กลับมาอีกครั้งเมื่อย่างเข้าฤดูฝน ฝนตกแดดออกอย่างนี้เพื่อน ๆ รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ ถ้าเพื่อน ๆ ไม่อยากออกไปไหน แนะนำให้อยู่บ้านและหยิบหนังสือคุณภาพคับเล่มของ 1168 ขึ้นมาอ่านค่ะ >_< ถ้าอ่านจบแล้วก็แวะเข้ามาเยี่ยมชมหรือจะพูดคุยกันก็ได้ที่เว็บไซต์ของเรานะคะ เตรียมพบกับกิจกรรมต่าง ๆ มากมายให้เพื่อน ๆ ได้ร่วมสนุกกันตลอดทั้งเดือนเช่น โปรโมชั่นพิเศษ เกมลุ้นรางวัล คุยกับนักเขียนคนโปรด แล้วติดตามหนังสือออกใหม่ร้อน ๆ จากแท่นพิมพ์ได้เร็ว ๆ นี้ค่า~~

ทีมงาน 1168

Online Status

เรามี 17 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

tw

 

fb

เสียงจากนักอ่าน

  • สนุกมากเลย...นี่แค่เรื่องย่อ นะคะ :-)
  • น่าอ่านเจ้าค่ะ :lol:
  • สนุก...มั้ง! :D
  • น่าอ่านมากๆค่ะ ชอบๆ แนวจีนๆนี่
  • สนุกดีอ่ะ ซื้อแน่นอนค๊า

ตัวอย่างเนื้อเรื่อง : Marry me จัดรักมัดใจนายซาตาน

 

ts76-marryme

Marry me จัดรักมัดใจ

นายซาตาน

 

ผู้แต่ง  เทมปุระ

ราคา  169 บาท

จำนวน  256 หน้า

ISBN   978-616-520-024-0

 

Download ตัวอย่างเนื้อเรื่อง


 

Love is blind. But It's ok.

ความรักทำให้คนตาบอด...แต่ฉันยอม


บทนำ


 

เสียงเพลงแนวป๊อบแดนซ์ถูกเปิดดังไปทั่วห้องซ้อม หญิงสาวสี่คนกำลังขะมักเขม้นซ้อมเต้นอยู่หน้ากระจกรอบแล้วรอบเล่าเหมือนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นจากการซ้อมเต้นอย่างหนักติดต่อกันจนกระทั่งความอดทนของฉันสิ้นสุดลง

โครม !!

“ไม่ไหวแล้วนะ พอเหอะ !” ฉันพูดแล้วปาดเหงื่อที่ไหลย้อยเต็มหน้าหลังจากทุบเครื่องเล่นเพลงเสียก่อนที่มันจะวนรอบไปมากกว่านี้

“อะไรของแกฮะยัยซอรี่”

“แล้วใครบอกให้ปิดเครื่องเล่นแบบนั้นฮึ ยัยเถื่อน”

“วุ่นวายจริง ๆ”

เสียงบ่นต่อว่าของพวกพี่ในวงอีกสามคนตอกย้ำฉันกันใหญ่ แต่พวกนั้นก็ยอมทิ้งตัวนั่งลงพักแต่โดยดีทั้ง ๆ ที่เพิ่งรุมว่าฉันไปหยก ๆ

“ชอบรุมว่าซออยู่เรื่อย เห็นว่าซอเด็กสุดเลยรุมกันแบบนี้ใช่มั้ย” ฉันเอ่ยขึ้นอย่างเคือง ๆ แต่พวกพี่ทั้งสามกลับไม่สนใจคำพูดน้อยอกน้อยใจของฉันเลยสักนิด

“ไม่ใช่ซะหน่อย ก็แกชอบใช้อารมณ์อ่ะ”

“เป็นพวกหัวรุนแรง”

“เอาแต่ใจจริง ๆ”

ฉันมองหน้าพี่สามคนที่เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยอย่างเอือมระอา วง Baby Boy ของฉันพึ่งจะเปิดตัวได้ไม่นาน ถือเป็นน้องใหม่ไฟ (ไม่) แรงของวงการหลังจากมีงานเปิดตัวอัลบั้มไปประมาณสามสี่เดือนที่แล้ว และฉันเป็นหนึ่งในสมาชิกของวงนี้

สมาชิกคนแรกที่ชอบเรียกฉันว่า แก เหมือนเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันแต่กลับอายุมากกว่าฉันเกือบสี่ปีได้คือพี่มิกกิ ผมซอยสั้นสีน้ำตาลทองรับกับใบหน้าเฉี่ยวคมนั่นเป็นอย่างดี ดวงตาเรียว จมูกโด่งรั้นนิด ๆ แสดงถึงความทะนงตัว ที่แน่ ๆ ถ้าเห็นพี่มิกกิเมื่อไรขนตา (ปลอม) นี่เด้งมาแต่ไกลเชียวแหละ คนที่สองคือพี่ข้าว ผมสีดำขลับของเธอยาวถึงกลางหลังรับกับใบหน้าสวยหวานซึ่งขัดกับนิสัยที่ชอบด่าว่าฉันต่าง ๆ นานา และคนสุดท้าย มามิ เธอตัวเล็กกว่าฉันเสียอีก ผมสีน้ำตาลอ่อนของเธอถูกซอยประบ่าขนาดพอดี ดวงตากลมโตเหมือนถอดแบบราวกับตุ๊กตาไม่มีผิด มามิอายุมากกว่าฉันแค่ไม่กี่เดือน เราก็เลยเหมือนเป็นเพื่อนกัน มีนิสัยไม่ค่อยชอบพูดเท่าไร

“สัปดาห์หน้ามีไปออกรายการ Teenage แล้วมีงานอะไรอีกนะแก” พี่มิกกิถาม

“อืม...จำไม่ได้แฮะ ถามยัยซอสิ” พี่ข้าวตอบ

“มีงานเดียวตั้งแต่แรกนิ” มามิสรุป

ทุกคนเหมือนเสวนากันเองในเมื่อฉันยังไม่ได้ตอบอะไรสักคำ ฉันถอนหายใจพรืดพลางล้มตัวลงนอนมองเพดาน เปิดตัวมาไม่ทันไรก็ดับซะแล้ว ทำไมไม่มีงานเข้ามาน้า

แกร๊ก !

ไม่ทันให้ฉันได้คิดฟุ้งซ่านได้นาน พี่โบว์พี่ที่คอยดูแลวงเราก็เดินเข้ามาในห้องซ้อมเสียก่อน พวกเราต่างผุดลุกขึ้นนั่งพลางหันหน้าไปมองตามเสียงที่ดังขึ้น

“ตายแล้วสาว ๆ ทำไมนอนเกลื่อนพื้นแบบนี้ล่ะคะ ไม่ง้ามไม่งาม”

ฉันทำหน้าแหยแทนคำตอบ

พี่โบว์ส่งยิ้มกว้างอย่างปิติยินดีมาทางพวกเรา “ทำไมไม่ซ้อมเต้นกันต่อล่ะคะ”

“ซ้อมจนแขนขาปวกเปียกแล้วค่ะพี่ขา ไม่ไหวแล้วค่า” ฉันทำหน้าโอดโอยเต็มแก่ พี่โบว์จึงได้แต่มองพลางส่ายศีรษะเหมือนเอือม ๆ

“มีแค่งานเดียวซ้อมมากไปทำไม” มามิทำหน้าเซ็ง

“ข้าวซ้อมแล้วนะ ยัยซอน่ะสิมาปิดเครื่องเล่นทำไมไม่รู้ ข้าวก็เลย...” พี่ข้าวยักไหล่พลางส่งสายตามาทางฉัน

ยัยพี่ข้าวนี่เอาแต่กัดฉันอยู่ได้ไม่รู้ว่าไม่ชอบขี้หน้าอะไรกันนักหนา แต่ตอนนี้ฉันก็พยายามปรับตัวให้ชิน ๆ ไปซะ

“ไม่เป็นไรค่ะคุณน้องขาตอนนี้พี่คาบข่าวดีมาบอก โดยเฉพาะน้องซอรี่น้องต้องดีใจจนเนื้อเต้นแน่นอน”

เราทั้งสี่คนต่างมองหน้าพี่โบว์อย่างจดจ่อกับข่าวใหม่ล่าสุดที่เธอจะมาบอก โดยเฉพาะฉันที่ตอนนี้ขมวดคิ้วจนหัวคิ้วแทบจะชนกันได้อยู่แล้ว

“น้องซอรี่ได้รับเลือกจากรายการเรียลลิตี้ชื่อดัง Marry me ! ให้เข้าร่วมรายการ แถมคู่ของน้องคือคุณเคียร์นักแสดงสุดหล่อขวัญใจพี่ด้วยนะคะ กรี๊ดดดดดด !”

 

 

1


ฉันนั่งฟังพี่โบว์เล่ารายละเอียดข้อตกลงเกี่ยวกับรายการให้ฟังพลางอ้าปากหาวหวอด ๆ อย่างเบื่อหน่าย สิ่งที่พี่โบว์พูดมันเข้าหูฉันครึ่งหนึ่ง ลอยไปเฝ้าพระอินทร์พร้อมกับฉันครึ่งหนึ่ง สรุปก็คือ...ฉันแทบไม่ได้ฟังสิ่งที่พี่โบว์พูดเลยสักนิดในเมื่อหนังตาฉันมันทำท่าจะปิดเอาอยู่ท่าเดียว

“น้องซอรี่ขาฟังพี่โบว์พูดอยู่มั้ยคะเนี่ย”

“ฟังค่า” ฉันตอบเสียงยานคาน มองหน้าพี่โบว์ตาปรือ

“ในเมื่อน้องซอรี่ตกลงทางสังกัดก็ได้ประชุมกันเรียบร้อยแล้วนะคะ สรุปคือน้องซอรี่ต้องเข้าร่วมรายการเรียลลิตี้เป็นเวลาหนึ่งเดือน โดยใช้ชีวิตแบบคู่รักสวีทวี้ดวิ้วคู่กับคุณเคียร์สุดหล่อของพี่นะคะ เพราะงั้นถนอม ๆ หน่อยนะคะ เผื่อแผ่มาให้พี่บ้าง ฮี่ ๆ” พี่โบว์หัวเราะแบบคนโรคจิตทำให้ฉันได้แต่มองอย่างระแวง

ความจริงคือฉันก็ไม่ได้ติดตามรายการเรียลลิตี้นี่สักเท่าไรแต่ก็พอรู้ธีมของรายการนี้อยู่บ้าง มันก็คือการจับคู่เอาคนดังที่น่าสนใจมาใช้ชีวิตแบบคู่รักระยะเวลาหนึ่งเดือนรวมทั้งหมดสิบสองคู่ โดยในหนึ่งปีนี้คู่รักคู่ไหนที่ชนะโหวตมากที่สุดจะได้เงินรางวัลพิเศษจากทางรายการถึงสองล้านเพียว ๆ ซึ่งฉันกับคุณเคียร์อะไรนั่นก็ดันเป็นคู่สุดท้ายของปีพอดี

พอพูดถึงผลพลอยได้เท่านั้นแหละ พวกพี่ ๆ ในวงก็คะยั้นคะยอฉันกันใหญ่ ขืนปฏิเสธฉันก็คงจะโดนทับถมจนซี้แหงแก๋ไปข้างแน่ แล้วพอคิดถึงผลประโยชน์ดูแล้วมันก็ไม่ได้แย่สักเลยสักนิด ถ้าฉันได้ไปออกรายการชื่อดังแบบนั้นวง Baby Boy ต้องเป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้นแน่ แถมคุณเคียร์ของพี่โบว์ก็ดูดังใช่เล่นฉันคงเกาะ (ดัง) ได้สบายแฮ แต่มันก็ยังน่าแปลกใจอยู่ดีที่ฉันได้รับเลือก ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะเข้าวงการได้ไม่นานแท้ ๆ

“ทำไมเขาถึงได้เลือกซอล่ะคะในเมื่อคู่ก่อน ๆ ก็เป็นคนดัง ๆ ทั้งนั้นที่จับมาคู่กัน” ฉันถามพี่โบว์อย่างสงสัย เธอหันหน้ามามองฉันตาโต

“จริงสิข่าวล่ามาไวคุณน้องขา พี่ไม่อยากจะบอกว่าคุณเคียร์เป็นคนเลือกน้องเองเลยนะคะ” พี่โบว์หัวเราะคิกคักพลางมองหน้าฉันอย่างมีเลศนัย แต่คำตอบของเธอกลับทำฉันขมวดคิ้วอย่างสงสัย

คุณเคียร์ของพี่โบว์เนี่ยนะเลือกฉันเองกับมือ เขารู้จักฉันด้วยหรือไงกัน ฉันก็พอเคยเห็นหน้าเขาตามสื่ออยู่บ้างหรอก ก็หล่อดีล่ะนะ แต่ทำไมถึงมาเลือกฉันนี่น่าสงสัยชะมัด

“กรี๊ด ! ตายแล้ว ได้เวลาแล้วนี่คุณน้องขา เดี๋ยวไปออกรายการ Teenage ไม่ใช่เหรอคะ”

“อ๊า ! จริงด้วย !”

พอได้ยินว่าพี่โบว์พูดแบบนั้น ฉันกับพี่โบว์จึงรีบกุลีกุจอเก็บข้าวของแล้วเตรียมเดินทางไปยังสตูดิโอกันทันที พวกพี่ ๆ ทั้งสามคนนั่งรอฉันอยู่ในรถของบริษัทอยู่แล้ว ระหว่างทางฉันก็นั่งฟังรายละเอียดสคริปต์ของรายการที่พี่โบว์ช่วยจัดแจงบอกอย่างคร่าว ๆ

เมื่อมาถึงที่หมายเราทั้งสี่คนจึงรีบตรงไปยังห้องแต่งตัวทันที ฉันเป็นคนแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยคนแรกหลังจากนั่ง ๆ นอน ๆ รอมาพักใหญ่ ฉันเลยเดินออกไปนอกห้องเพื่อสูดอากาศแล้วก็สำรวจสตูดิโอที่พึ่งมาเป็นครั้งแรกไปในตัว ตัวตึกสูงประมาณสี่ถึงห้าชั้น โดยชั้นสองจัดเป็นที่ถ่ายทำรายการ

ฉันส่งยิ้มทักทายให้พี่สตาฟฟ์ที่เดินผ่านมาคนแล้วคนเล่าเพื่อเป็นการแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนของศิลปิน ฉันเดินลงไปยังชั้นล่าง ชั้นนี้ก็ไม่มีอะไรมากนอกจากจัดเป็นสำนักงานเฉย ๆ พอเดินสำรวจจนพอใจแล้วฉันจึงวกกลับจะเดินขึ้นบันไดไปชั้นสองอีกครั้ง เพราะคิดว่าป่านนี้คงได้เวลาถ่ายทำแล้วล่ะมั้ง


ตึก ๆ ๆ !!!

เสียงโหวกเหวกโวยวายและเสียงฝีเท้าของคนจำนวนมากกำลังวิ่งมาทางที่ฉันยืนอยู่ แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะได้หันไปมองเต็ม ๆ ตา ทุกอย่างก็เกิดขึ้นเร็วมากจนตั้งตัวไม่ทัน จู่ ๆ ก็มีผู้ชายจากไหนไม่รู้มาถอดเสื้อตัวนอกออกต่อหน้าต่อตาฉันแล้วโยนทิ้งไปอีกทาง เหลือเพียงแต่เสื้อกล้ามสีดำพอดีตัว เท่านั้นยังไม่พอเขายังฉุดฉันเข้าไปหาพลางก้มหน้าลงมาจนชิดจนฉันแทบหยุดหายใจ

ฉันเบิกตาโพลงมองการกระทำของผู้ชายตรงหน้าอย่างตื่นตระหนก แขนทั้งสองข้างของฉันถูกจับเอาไว้แน่นพร้อมกับโดนโอบให้เข้าใกล้ชิดเขามากขึ้นจนได้กลิ่นหอมรสมินต์อ่อน ๆ มาจากตัวของเขา

กลุ่มกองทัพคนกลุ่มนั้นวิ่งผ่านไปโดยไม่ทันเห็นเราสองคนที่ยืนอยู่ตรงบันได ผู้ชายตรงหน้าฉันกำลังหมุนศีรษะไปทางซ้ายที ขวาที ทั้ง ๆ ที่ริมฝีปากของเราห่างกันแค่คืบจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ ของเขาที่รดอยู่ตรงหน้า

ผัวะ !!!

“โอ๊ย !”

ฉันต่อยหน้าเขาที่เคลื่อนเข้ามาใกล้อย่างเต็มแรงทันทีที่ได้สติพลางถอยหลังชนกับผนัง มองหน้าเขาอย่างตื่น ๆ

เขาตวัดสายตากลับมองหน้าฉันทันทีด้วยสีหน้าที่บอกไม่ถูกว่าโกรธหรือเรียบเฉยดี

“หนะ...นาย ! ทำบ้าอะไร ! นึกว่าเล่นละครอยู่เหรอไง”

“เออ !”

สั้น ง่าย ได้ใจความ ไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม แล้วแบบนี้ฉันจะเข้าใจได้ยังไง !

ฉันขบริมฝีปากตัวเองเบา ๆ ขณะจ้องมองหน้าเขา รู้สึกคุ้นหน้าอย่างบอกไม่ถูก แต่ที่แน่ ๆ ผู้ชายตรงหน้าถือว่าหน้าตาดีทีเดียว นี่ถ้าเป็นพวกหน้าปลากระโห้ฉันคงเข็ดขยาดไปกับสัมผัสนั้นแน่นอน

“ช่วยอธิบายมากกว่านี้ได้มั้ย อย่างขอโทษครับที่ทำแบบนั้นเพราะอะไร หรือขอบคุณครับที่ช่วยผมเล่นละคร !” ฉันยักคิ้วกลับมองเขาอย่างเคือง ๆ แต่เขากลับยิ้มมุมปากเหมือนดูแคลนเสียอย่างนั้น แล้วกดเสียงต่ำถามขณะจ้องหน้าฉัน

“แล้วเธอต่อยหน้าฉันทำไม”

“ทำไมจะต่อยไม่ได้ ในเมื่อนายกำลังจะจูบฉัน !”

“ฉันแค่แกล้งทำเพื่อหลบนักข่าว ไม่เคยเห็นเหรอไงเวลาพระเอกหนีการตามล่าน่ะ” เขาตอบเสียงเรียบ

ให้ตาย...หมอนี่คงดูละครหลังข่าวมากไปมั้ง !

“แล้วที่ทำแบบนั้นเธอก็ได้อานิสงส์จากฉันไม่ใช่เหรอ” คงเพราะสีหน้างุนงงของฉัน เขาเลยช่วยขยายความให้ “ก็เกือบได้คิสจากฉันไง”

กะ...เกือบได้งั้นเหรอ... จะบ้าตาย !

ริมฝีปากที่เหยียดยิ้มบวกกับสายตาคมที่จ้องมองมาไม่เคยทำให้ฉันรู้สึกหมั่นไส้ใครเท่านี้มาก่อน แต่ยังไม่ทันให้ฉันได้เถียงกลับไป พี่โบว์ก็รีบวิ่งมาตามฉันพร้อมกับดันให้วิ่งขึ้นบันไดเข้าไปในสตูดิโอโดยด่วน

“โอ๊ย อยู่นี่เองน้องซอรี่ พี่ตามหาน้องให้ควั่กเลยคุณน้องขา อย่าทำพี่ใจเสียสิคะรีบไปเลยเร็ว ๆ”

“ซอรี่... ?”

ฉันได้ยินผู้ชายคนนั้นรำพึงชื่อฉันออกมาเบา ๆ พอหันกลับไปมองก็พบว่าเขาก็กำลังมองฉันอยู่เช่นกัน สีหน้าของเขาเหมือนจะครุ่นคิดอะไรบางอย่างก่อนที่เขาจะเอามือกุมแก้มที่พึ่งโดนฉันต่อยแล้วเดินไปเก็บเสื้อตัวนอกที่เขาโยนทิ้งไว้ ก่อนจะเดินจากไปเสียเฉย ๆ

ว่าแต่หมอนั่นจะเรียกชื่อฉันทำไม ?


“โอ๊ยย เหนื่อยยย” ฉันทิ้งตัวลงบนโซฟาทันทีที่กลับเข้ามาถึงบริษัท

รายการบ้าอะไรก็ไม่รู้มีแต่ใช้กำลังทั้งรายการเล่นเอาเหนื่อยเลย จะแข่งเกมอะไรกันนักหนา นักร้องนะยะไม่ใช่นักกีฬาถึงได้ให้มาออกกำลังกายวัดความแข็งแกร่งกันน่ะ !

พี่มิกกิ พี่ข้าวและมามิเดินตามหลังฉันมาติด ๆ แล้วก็มีสภาพเดียวกันกับฉันคืออ่อนระโหยโรยแรง

“คราวหลังไม่รับแล้วนะแกงานแบบนี้ เล่นเอาหอบ” พี่มิกกิพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อน

“เล่นตัว ทำอย่างกับงานเยอะงั้นแหละ” มามิตอบด้วยน้ำเสียงเอื่อย ๆ ด้วยสีหน้าเฉยเมยตามแบบฉบับของเธอ แต่พี่มิกกิกลับไม่คิดอะไรมากกับคำพูดของมามิเลยสักนิด

พี่โบว์เดินรั้งท้ายเข้ามาหลังสุดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสเสียเหลือเกิน ทั้ง ๆ ที่เราสี่คนหน้าตาบอกบุญไม่รับสุด ๆ

ก็แหงล่ะ คนนั่งดูเราอัดรายการอย่างนั้นมันจะไปได้ใช้แรงอะไรเล่า

“ว่าแต่น้องซอรี่เตรียมของรึยังคะเนี่ย” พี่โบว์หันมาถามฉัน

“ของอะรายค้า” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงยานคางพลางหยิบช็อกโกแลตบาร์ออกจากกระเป๋ามากิน แต่ยังไม่ทันจะเอาเข้าปากพี่โบว์ก็รีบคว้าหมับไปทันใดทำเอาฉันได้แต่มองอย่างเหวอ ๆ

“ข้อห้ามนะคะ น้องซอรี่อย่ากินช็อกโกแลตเด็ดขาด”

“หา...”

“แหม...ตอนนี้เข้าวงการแล้วจะมากินจุบกินจิบแบบนี้ได้ไงคะ ไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วนะ อีกอย่างจะเข้าร่วมรายการ Marry me ด้วยห้ามเอาไปกินเด็ดขาดเลยนะคะ”

“ห๊า...” ฉันขมวดคิ้วยุ่ง มองหน้าพี่โบว์อย่างไม่สบอารมณ์เท่าไรนัก “รายการบ้านั่นห้ามแม้แต่คนจะกินช็อกโกแลตเหรอไงไม่เห็นมีในข้อตกลง”

“ไม่ได้ห้ามค่าแต่พี่ห้าม”

“ทำไม” ฉันทำปากบู้พลางพยายามจะคว้าเอาช็อกโกแลตคืนแต่พี่โบว์ก็รีบเอาหลบฉากไปทันใด

“แหม...ก็คุณเคียร์ของพี่เขาไม่ชอบผู้หญิงกินจุบจิบนี่คะ”

“ฮึ ประสาท” ฉันว่าพลางเอามือกอดอกตัวเอง ไม่ชอบแล้วไง อยู่ร่วมโลกกันไม่ได้เหรอไง

“อ๊าย อย่าว่าคุณเคียร์ของพี่แบบนั้นสิคะ”

“แล้วซอกินช็อกโกแลตมันเกี่ยวอะไรกับเขาอ่ะ ขี้ไม่ออกเหรอไง”

“ต๊ายย แรงง คุณเคียร์เขาแค่ไม่ชอบเสียงเคี้ยวเสียงดังเท่านั้นแหละค่ะ !” พี่โบว์กรีดร้องเสียงแหลม เริ่มบอกเป็นลางว่าขืนเถียงกับเธอไปมากกว่านี้นางมารออกแน่ ฉันเลยได้แต่บ่นอุบอิบกับตัวเอง

“ไม่เคยเคี้ยวเสียงดังเหรอไง” เฮอะ คุณเคียร์อะไรนี่แตะต้องไม่ได้...

พี่โบว์หรี่ตามองฉันเล็กน้อยก่อนที่เธอจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแจ่มใสอย่างเคย “เอาเป็นว่ารีบจัดของนะคะน้องซอรี่ กำหนดการจะเริ่มสัปดาห์หน้าแล้วนะคะ”

ฉันทำหน้าห่อเหี่ยวเสียเต็มประดา พี่มิกกิที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หันหน้ามามองฉันพลางเอ่ย

“ไม่ชอบเหรอ ได้ออกรายการดังด้วยนะแก”

“ไม่เห็นจะชอบเลย” ฉันทำเสียงเล็กเสียงน้อยกลับ

“เอาน่า ทำเพื่อวงเราแล้วกัน รายการนี้เรตติ้งดีจะตาย อย่าไปตกม้าตายทำตัวเป็นมารร้ายซะล่ะ” พี่ข้าวที่นั่งอยู่อีกฝั่งเอ่ยสมทบ

ฉันได้แต่ถอนหายใจแรง ๆ กับตัวเองอย่างปลงตกพลางกลอกตามองเพดานไปมาอย่างเบื่อหน่าย


เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ฉันยังไม่ทันได้เตรียมใจ วันที่ต้องเข้าร่วมรายการ Marry me ก็มาถึง

ข้าวของพวกของใช้ เสื้อผ้า ของกิน พวกพี่ ๆ ในวงรวมทั้งพี่โบว์ก็ช่วยจัดการให้ ฉันก็เลยไม่ต้องเหนื่อยมากเท่าไร แต่การต้องใช้ชีวิตร่วมกับคุณเคียร์อะไรนั่นเนี่ยสิทำเอาฉันเหนื่อย (ใจ) ไปสามวันแปดวัน คิดยังไงก็คิดไม่ตกว่าชีวิตคู่แบบหลอก ๆ ออกรายการนี่มันจะออกมายังไง

พี่โบว์ช่วยขนของมายังบ้านหลังหนึ่งที่ใช้ถ่ายทำรายการ Marry me ประจำเดือนนี้ ดูจากสภาพบ้านแล้วมันค่อยทำให้ฉันยิ้มออกหน่อยเพราะมีเนื้อที่กว้างขวางสุด ๆ อย่างน้อยก็กว้างกว่าบ้านที่ฉันต้องอยู่ร่วมกับพวกพี่ ๆ ในวงอีกสามคน รวมทั้งพี่โบว์ด้วย

ทีมงานจำนวนหนึ่งมาปักหลักรอเรียบร้อยแล้ว ฉันเข้าไปทักทายพอเป็นพิธีเล็กน้อยก่อนจะเริ่มเดินสำรวจภายในตัวบ้านกับพี่โบว์รวมทั้งพี่สตาฟฟ์อีกคนหนึ่งที่ช่วยบอกรายละเอียดรวมทั้งบอกสคริปต์รายการคร่าว ๆ มาให้ซึ่งบริเวณบ้านจะมีกล้องติดอยู่รอบบ้านยกเว้นห้องนอนและห้องน้ำเท่านั้น

ฉันเข้าไปจัดของในห้องนอนและเตรียมตัวรอเรียบร้อยแล้ว แต่คุณเคียร์ของพี่โบว์ก็ยังไม่มาเสียที ดูท่าว่าคนที่ตื่นเต้นเกินกว่าใครก็คือพี่โบว์นั่นแหละ เห็นเดินเป็นหนูติดจั่นอยู่ตั้งนานสองนาน

“เดี๋ยวเขาก็มาแหละ ทำอย่างกับคนไม่เคยเจอไปได้” ฉันพูดเพราะเริ่มเวียนหัวไปกับการเดินไปเดินมาของพี่โบว์

“ก็ไม่เคยน่ะสิคะคุณน้อง หรือว่าน้องซอรี่เคยเจอล่ะ” พี่โบว์หันมาถามกลับ

“ไม่เคยหรอกเคยเห็นแต่ในทีวีแค่นั้นแหละ” ฉันไหวไหล่น้อย ๆ เหมือนไม่ใส่ใจ “แต่ทำงานมาตั้งนานแล้วพี่โบว์ยังไม่เคยเจออีกเหรอคะ แปลกใจจัง”

“พี่ก็ไม่ได้กว้างขวางอะไรขนาดนั้นนี่คะ แล้วพี่ก็ดูแลนักร้องนะคะคุณน้อง โอกาสของพี่ก็เจอแต่พวกนักร้องทั้งนั้นแหละค่ะ อย่างคุณเคียร์เขาเป็นดาราจะไปเจอได้ไง”

ฉันพยักหน้าหงึกหงักแล้วล้วงช็อกโกแลตห่อเล็ก ๆ ออกมาแกะกิน

ทันทีที่พี่โบว์หันหน้ามาเห็นเธอก็มองฉันตาโต “น้องซอรี่ ! พี่บอกแล้วว่าอย่าเอามากินไงคะเสียภาพพจน์หมด เกิดพี่ผู้กำกับมาเห็นแล้วอยากปลดน้องออกจากรายการจะทำยังไงล่ะคะเนี่ย”

ฉันเคี้ยวกร้วม ๆ ลอยหน้าลอยตาอย่างไม่สนใจ จะบ้ากันไปหมดเหรอไง คุณเคียร์ไม่ชอบเสียงเคี้ยวดังก็เลยห้ามฉันกิน พี่ผู้กำกับไม่ชอบเพราะมันดูเสียภาพพจน์ เหตุผลแบบนี้ใครเชื่อก็บ้าแล้ว !

“พี่ไหว้ล่ะนะคะ อย่ากินระหว่างรายการ...”

“เฮ้ย ! คุณเคียร์มาแล้...”

เสียงพี่สตาฟฟ์พูดไม่ทันจบ พี่โบว์ก็ร่อนไปจ่อหน้ารถตู้สีดำสนิทที่แล่นมาจอดบริเวณบ้านที่ใช้ถ่ายทำทันใด ไม่รู้ว่าทำไมพวกทีมงานถึงได้กุลีกุจอวิ่งไปหาเขากันยกใหญ่ แค่ดังเหรอไงกัน เฮอะ !

“เอ่อ...น้องซอรี่ใช่ไหมคะ คือว่ามีข้อผิดพลาดนิดหน่อยน่ะค่ะ ห้องนอนของน้องอยู่อีกห้องหนึ่งนะคะ สงสัยพี่สตาฟฟ์จะบอกผิด เมื่อกี้พี่ไปเช็กมาแล้วถ้ายังไงรบกวนน้องช่วยไปดูหน่อยนะคะว่ามีของหลงเหลืออยู่ในห้องนอนรึเปล่า จะได้ย้ายมาห้องที่ถูกให้หมด”

ฉันพยักหน้ารับแล้วเดินตามหลังพี่สตาฟฟ์ขึ้นไปที่ห้องนอนห้องเดิมอีกครั้ง แต่การที่เขาถามซ้ำว่าฉันคือซอรี่ใช่ไหมเนี่ยช้ำใจชะมัด ฉันไม่ดังขนาดนั้นเลยหรือ ฮือ…

หลังจากสำรวจดูทั่วแล้วก็ไม่เห็นว่าจะลืมอะไร ฉันเลยเดินเข้าไปห้องนอนห้องใหม่ที่ทีมงานช่วยขนย้ายของเข้ามาให้ ก็ไม่รู้ว่าจะยุ่งยากไปทำไมทั้ง ๆ ที่ห้องนอนที่ให้ย้ายไปมันก็อยู่ข้าง ๆ กันแท้ ๆ

ฉันทิ้งตัวลงนอนบนเตียงหนานุ่มพลางหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน หลังจากหลับตาลงได้ไม่กี่นาทีพี่โบว์ก็เปิดประตูเข้ามาแล้วทิ้งตัวนั่งลงสะดีดสะดิ้งข้าง ๆ ฉัน

“หล่อมากค่ะคุณน้องขา กรี๊ดดด พี่อิจฉาจังเลย น้องทำบุญด้วยอะไรเนี่ย” พี่โบว์ยังคงพร่ำเพ้อหาคุณเคียร์ไม่เลิก ฉันที่ยังไม่ได้เห็นหน้าคุณเคียร์จะจะเลยไม่รู้จะพูดตอบอะไรไปมากกว่าการยิ้มแหย

“นี่ย้ายของมาหมดแล้วใช่มั้ยคะ พี่ก็พึ่งรู้ว่าเข้าผิดห้อง”

“อ๋อ เรียบร้อยดีค่ะ”

“อ่า...ถ้างั้นพี่ไปก่อนนะคะ จริง ๆ ไม่อยากไปเลยนะเนี่ยแต่มีงานต้องทำต่อ ส่วนเรื่องตารางงานของน้องก็เหมือนเดิมทุกประการนะคะแค่ย้ายมาใช้ชีวิตที่บ้านหลังนี้เฉย ๆ ไม่มีอะไรผิดแปลกไปจากเดิมแม้แต่นี้ดดดดเดียว” พี่โบว์เอ่ยพร้อมกับยิ้มหวาน

นิดเดียวบ้าอะไรเล่า ! อยู่ ๆ ก็ต้องมาใช้ชีวิตกับผู้ชายหน้าไหนก็ไม่รู้ ประหลาดสุด ๆ ไม่รู้ว่าใครเป็นคนคิดรายการนี้ขึ้นมา แต่ที่น่าแปลกใจทำไมเรตติ้งดีซะมากมายขนาดนี้

“พี่ไปนะคะแล้วเจอกันพรุ่งนี้ค่ะน้องซอรี่” พี่โบว์บอกลาพร้อมกับเดินตรงไปยังประตูห้อง แต่ยังไม่ทันก้าวออกไป เธอก็หันหลังกลับมาบอกฉันอีกครั้งว่า

“ทะนุถนอมคุณเคียร์ด้วยนะคะ~”

คุณเคียร์เป็นของใช้เหรอคะคุณพี่…

ฉันคิดอย่างปลงตกก่อนจะพยักหน้าส่ง ๆ ให้ หลังจากนั้นไม่นานเสียงบทสนทนาที่ดังขึ้นภายนอกห้องก็ดังขึ้นบ่งบอกว่ากำลังมีคนเดินขึ้นมา เสียงนุ่มทุ้มที่ดังขึ้นทำให้ฉันขมวดคิ้วอย่างสงสัย

“ห้องนี้เหรอครับ”

“ครับ เราจัดการให้คุณเคียร์เรียบร้อยแล้ว โอเคใช่มั้ยครับ”

“ครับ ก็ไม่มีปัญหาอะไร”

“ถ้างั้นขอตัวนะครับ ขอบคุณที่ยอมเข้าร่วมรายการเรานะครับ”

แอ๊ด ~

ฉันเปิดประตูห้องนอนตัวเองออกพลางแง้มหน้าออกไปมองแล้วถึงกับผงะเมื่อเห็นผู้ชายร่างสูงยืนอยู่หน้าห้องข้าง ๆ ห้องนอนของฉัน

เขาเป็นผู้ชายที่มีรูปร่างสูงโปร่งได้มาตรฐานนายแบบ ผมสีดำสนิทซอยไล่ถึงระดับลำคอ ผิวขาวผ่อง จมูกโด่งรับกับริมฝีปากบางเฉียบสีอมชมพูนิด ๆ ดวงตาสีดำสนิทจ้องมองมาทางฉัน

ฉันถึงกับผงะไปข้างหลัง ไม่ใช่เพราะความหล่อของเขานะ แต่เป็นเพราะเราเคยเจอกันมาก่อนหน้านี้แล้วฉันยังไปต่อยหน้าเขาอีกน่ะสิ !!

“เวรเอ๊ย...เธอเองเหรอ !”

สีหน้าของผู้ชายตรงหน้าไม่ต่างไปจากฉันเลยสักนิด เราต่างมองหน้ากันทั้งตกใจทั้งงุนงง ถึงว่าคราวก่อนที่เจอกันที่สตูดิโอนั่นฉันถึงรู้สึกคุ้นหน้าเขาอย่างบอกไม่ถูกก็เพราะเขาคือคุณเคียร์ของพี่โบว์นั่นเอง ! คงเพราะฉันไม่ทันสังเกตวันนั้นก็เลยนึกไม่ออก อีกอย่างฉันก็ไม่ได้หลงใหลได้ปลื้มอะไรขนาดนั้นเลยจำไม่ได้

“เป็นฉันแล้วมันทำไม” ฉันเอ่ยด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง เมื่อเขาสบถออกมาด้วยน้ำเสียงเหมือนไม่ยินดีเสียเหลือเกิน เป็นคนเลือกฉันให้มาเข้าร่วมรายการนี้แท้ ๆ แล้วทำไมไม่พอใจอะไรอย่างนี้ล่ะฮะ !

“ฮึ ! ฉันยังไม่ทันได้ชำระเรื่องคราวนั้นเธอก็ดันชิ่งไปซะก่อน”

“ใครชิ่ง !” ฉันมองหน้าเขาอย่างเอาเรื่อง วันนั้นแค่โดนพี่โบว์ลากไปอัดรายการต่างหาก อีกอย่างหมอนั่นก็ยอมเดินจากไปโดยไม่เอาเรื่องเองแท้ ๆ

“รู้อยู่แก่ใจ ไม่น่าถามเล้ย~” เขาส่ายศีรษะเหมือนระอาพลางปรายตามองฉัน “นี่เธออายุเท่าไรน่ะ แน่ใจนะว่าจบม. ปลาย ?”

“บ้าเอ๊ย ! ถามอะไร” ฉันแยกเขี้ยวใส่เขาทันทีเมื่อหมอนี่เล่นถามอะไรแปลก ๆ

“หุ่นอนุบาล” เขาจิ๊ปากพลางส่งยิ้มเหยียด ๆ มาให้

คำพูดของหมอนี่กระตุ้มต่อมเดือดของฉันชะมัดเลย ให้ตาย !

“แล้วนายล่ะ จะแก่กว่าฉันสักเท่าไรกัน !”

“ฉันยี่สิบสี่”

“ฉันก็ยี่สิบ...หะ...หา ว่าไงนะ...”

“ฉันอายุยี่สิบสี่” หมอนั่นย้ำชัด ๆ อีกครั้งพลางกระตุกยิ้มมุมปาก

ฉันได้แต่หุบปากฉับ ไม่กล้าเถียงออกไป ฉันยังอายุสิบเก้าอยู่เลย หมอนี่อายุยี่สิบสี่แล้ว แบบนี้เขาก็อายุมากกว่าฉันห้าปีแล้วสิ ไม่จริ๊งงงง ทำไมรูปลักษณ์ภายนอกมันหลอกตาแบบนี้ล่ะ ดูยังไงก็ไม่น่าจะถึงยี่สิบสี่ชัด ๆ

“เธอล่ะ สิบแปดจะถึงรึยังก็ไม่รู้”

“ฉันสิบเก้าแล้วย่ะ !!!” ฉันเถียงเขาหน้าดำหน้าแดง

“อ้อเหรอ” แต่เขากลับไม่ใส่ใจนอกจากปรายตามองฉันแล้วเอ่ยต่อว่า “เด็กกะโปโล”

ฉันถลึงตามองเขา แทบจะกรีดร้องลั่นบ้านเมื่อได้ยินคำพูดแบบนั้น หมอนี่เป็นใครมาถึงก็ว่าฉันเอา ๆ กรี๊ด ! ซอรี่เครียด กินช็อกโกแลตดีกว่า (เกี่ยวไหม ?)

“เดี๋ยวฉันจะไปอาบน้ำ แล้วหลังจากนั้นเราออกมากินข้าวด้วยกัน โอเคมั้ยยัยกะโปโล”

“ฉันชื่อซอรี่ !”

“เฮ้อ...จะฝากชีวิตหนึ่งเดือนไว้กับยัยกะโปโลนี่ได้มั้ยเนี่ย น่าคิดจริง ๆ”

นอกจากไม่สนใจคำพูดของฉันแล้ว อีตาคุณเคียร์อะไรนั่นยังเดินเข้าห้องนอนตัวเองหน้าตาเฉย แถมยังมาบ่นพึมพำเกี่ยวกับฉันส่งท้ายอีก ฉันสิต้องคิดหนักที่ต้องร่วมอยู่กับคนแบบนี้ไปอีกทั้งเดือน แถมห้องนอนของเขายังมาอยู่ข้าง ๆ ห้องฉันอีก แค่คิดก็ปวดหัวจะแย่แล้ว

คนแบบนี้มันซาตานมาเกิดชัด ๆ !

 

 

 

2


ฉันนั่งกินช็อกโกแลตที่แอบพี่โบว์ขนมาด้วยพลางดูรายการโทรทัศน์ที่อยู่เบื้องหน้า ภายในห้องนั่งเล่นมีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครันและทันสมัย โดยห้องนั่งเล่นตั้งอยู่ตรงกลางบ้านไม่ห่างจากห้องครัวและห้องนอนสักเท่าไร

แอ๊ด ตึก ๆ

เสียงเปิดประตูตามด้วยเสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นบอกให้รู้ว่าหมอนั่นเดินออกมาจากห้องนอนตัวเองแล้ว ฉันยังคงจดจ้องอยู่กับโทรทัศน์ตรงหน้าโดยไม่หันไปมองผู้มาใหม่เลยสักนิด

ฟึบ !

“อะไร ? อย่ามาบัง...อ๊ายยย !!!”

ฉันกรีดร้องลั่นบ้านเมื่อจู่ ๆ หมอนั่นก็หย่อนเสื้อชั้นในลงมาตรงหน้าฉัน แค่มองแวบเดียวก็รู้ทันทีว่าลายมิกกี้เมาส์แบบนี้มันของฉันชัด ๆ ฉันรีบคว้ามันไปจากมือเขาแล้วยัด ๆ ใส่กระเป๋ากางเกงอย่างไม่ต้องคิดพลางเงยหน้าขึ้นมองเคียร์ที่ตอนนี้แสยะยิ้มมองฉันอย่างชั่วร้าย

“ของเธอจริง ๆ เหรอเนี่ย”

“นาย ! ไปเอามาจากไหน !!” ฉันถามเขาด้วยสีหน้าแดงจัดอย่างระงับไม่อยู่

“คิดว่าฉันไปค้นมาจากห้องเธอเหรอไง มันอยู่นู่น ในตู้เสื้อผ้าห้องนอนฉัน” เขาบุ้ยปากไปทางห้องนอนของเขา “ฉันต่างหากที่ต้องถามเธอว่ามันมาได้ไง”

“ฉะ...ฉันก็ไม่รู้ !” ฉันแหวเสียงดังพลางขบคิดว่ามันไปอยู่ตรงนั้นได้ยังไงทั้ง ๆ ที่ฉันก็เข้าไปเช็กดูของแล้วตอนย้ายห้อง จะว่าไปพี่โบว์ก็มาช่วยจัดของด้วยนี่นา หรือว่าเธอจะเอาใส่ไว้ในนั้นกันนะ แล้วฉันก็ดันลืมเช็กดูตรงลิ้นชักพวกนี้ซะด้วย

“ยังไงก็อย่าลืมเอาที่เหลือไปล่ะ” เคียร์เอ่ยพลางยิ้มเหมือนขำ ๆ

ฉันที่ตอนนี้ทั้งร้อนรนทั้งอายอย่างบอกไม่ถูก ทำไมเขาจะต้องมาเห็นอะไรแบบนี้ด้วยนะ !

ไม่ทันให้เขาต้องเอ่ยซ้ำสองฉันก็รีบเตรียมตัวดิ่งไปห้องนอนเขาอย่างไม่ต้องคิด แต่ยังไม่ทันได้ก้าวเดิน

“จริง ๆ ด้วยแฮะ...” เสียงพึมพำของเขาก็ทำให้ฉันหันกลับไปมอง

“จริงอะไร” ฉันถามเสียงห้วน

เขาชายตามองไปยังกระเป๋ากางเกงของฉันที่ยัดชุดชั้นในเอาไว้พลางเอ่ยว่า “หุ่นอนุบาลจริง ๆ” แล้วก็เดินเข้าไปในห้องครัวอย่างหน้าตาเฉย

ฉันได้แต่ยืนอึ้งอยู่ที่เก่า แทบจะพ่นไฟออกมาได้อยู่แล้ว ชั่วร้ายที่สุดดดดด !!! หมอนี่ทำให้ฉันทั้งโกรธทั้งอับอาย ซอรี่ไม่ขอปล่อยเอาไว้แน่~ !!


หลังจากเข้าไปขนย้ายข้าวของลับส่วนตัวในห้องของเคียร์ออกมาจนหมดแล้ว ฉันก็ค่อย ๆ แง้มหน้าออกมามองจากห้องนอนตัวเองแล้วพบว่าเขากำลังนั่งไขว่ห้างดูโทรทัศน์อยู่กลางห้องนั่งเล่นแทนที่เดิมที่ฉันเคยนั่งอยู่

เฮ้อ...ไม่อยากออกไปเผชิญหน้ากับเขาตอนนี้เลยแฮะ แต่จะให้หลบอยู่ในห้องนอนตัวเองตลอดก็ทำไม่ได้ คิดอะไรไม่ออกแล้วตอนนี้ เล่นเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นซะได้ใครจะไปทำใจได้เล่า

“ยืนทำอะไรน่ะ”

เสียงของเขาทำให้ฉันที่กำลังยืนแอบอยู่หลังบานประตูสะดุ้ง เขาเอ่ยถามเสียงเรียบพลางขมวดคิ้วเข้ม ๆ นั่นขณะมองหน้าฉัน

“เปล่า”

“เปล่าแล้วยืนทำอะไร ออกมาสิ”

ฉันแลบลิ้นใส่เขาอย่างขุ่นเคืองใจพลางเดินตึงตังออกจากห้องนอนอย่างไม่สบอารมณ์นักแล้วหยุดยืนข้าง ๆ โซฟาที่เขานั่งอยู่

เคียร์เงยหน้าขึ้นมองฉันเล็กน้อยแล้วหันกลับไปมองรายการโทรทัศน์ที่กำลังออนแอร์อยู่ตรงหน้า

“ไปซื้อของกัน”

หืม ?...

ฉันหันซ้ายหันขวากำลังงงว่าเขาพูดอยู่กับใคร นอกจากฉันแล้วก็ไม่มีใครอื่น แต่สายตาที่จับจ้องอยู่กับจอตรงหน้านี่มันหมายความว่าพูดกับฉันรึเปล่าเนี่ย

“มองหาใครฉันพูดกับเธอนั่นแหละ ในตู้เย็นไม่มีอะไรสักอย่าง”

“ไม่เป็นไร ฉันเอามาม่ามาด้วยช็อกโกแลตก็มี ขนมถุงอีกเพียบ !” ฉันเอ่ยอย่างอารมณ์ดีพลางส่งยิ้มให้เขา แต่หมอนั่นกลับมองหน้าฉันนิ่ง ด้วยสีหน้าแสนเฉยชา

“เธอจะกินของแบบนั้นทั้งเดือนเหรอไง อยากเป็นเด็กขาดสารอาหารเหรอยัยกะโปโล”

“ไม่กินก็เรื่องของนายสิฉันไม่ง้อสักนิด ทำเป็นเรื่องมาก ชิ...เดี๋ยวจะอดอาหารตายซะก่อนล่ะจะหัวเราะให้”

“ฮึ ! คิดว่าคงไม่แฮะ” เขาบอกพลางยิ้มมุมปากขณะชายตาไปบนโต๊ะที่มีถุงจากห้างสรรพสินค้าหลากหลายเต็มไปหมด ฉันก็เบ้หน้าเล็ก ๆ แต่ก็แอบส่องตามอง

โห...อาหารดี ๆ ทั้งนั้น มีอาหารสำเร็จรูปบ้างล่ะขนมบ้างล่ะอาหารบำรุงสุขภาพก็มี

“นายพกมาด้วยเหรอ เฮอะ แล้วจะมาบอกให้ไปซื้อของกันทำไม”

“บอกแล้วไงว่ามันอาหารขยะทั้งนั้น”

“มีช็อกโกแลตด้วยแฮะ น่ากินจัง”

“อยากกินก็หยิบสิ”

“เอ่อ...จะดีเหรอ นายอุตส่าห์ซื้อมาน้า” ฉันถามเหมือนเกรงใจ แต่สายตาจับจ้องมองแต่แท่งช็อกโกแลตที่อยู่ในถุงอย่างเดียว ถามไปงั้น ๆ แหละรอเผลอเมื่อไรมีเนียน

“แฟนคลับให้มา” เคียร์ตอบเรียบ ๆ แล้วลุกขึ้นยืนเดินล้วงกระเป๋าออกไป ฉันอดมองตามหลังเขาไม่ได้

ชิ เป็นคนดังมันดีอย่างนี้นี่เอง อยากได้อะไรก็มีคนมาประเคนให้ถึงที่

“ตกลงจะไปได้รึยัง”

“หะ...หา ? ไปไหน” ฉันที่กำลังจะหยิบช็อกโกแลตในถุงของหมอนั่นชะงักทันควันพลางหันไปมองเคียร์ที่มองหน้าฉันอย่างเซ็งจัด

“อย่าเพิ่งล้วงตอนนี้ไปซื้อของก่อน เย็นนี้จะไม่กินข้าวเหรอไง”

“อืม รู้แล้วน่า ทำหน้าเข้มเสียงดุไปได้” ฉันบ่นอุบแล้วรีบหยิบกระเป๋าเดินตามหลังเขาออกจากบ้านไป แต่ก็เพิ่งนึกได้ว่าเราโดนปล่อยเกาะอยู่บ้าน Marry me แล้วจะไปกันยังไงล่ะทีนี้ แต่พอเดินออกจากบ้านไปได้ไม่กี่ก้าว สายตาของฉันก็เหลือบไปเห็นรถเก๋งสีดำดูโฉบเฉี่ยวจอดอยู่ที่โรงจอดรถข้าง ๆ ตัวบ้านโดยมีนายเคียร์เดินนำลิ่ว ๆ ไปนู่นแล้ว

“...นี่รถนายเหรอ”

“อืม”

“อ้าว แต่ตอนนายมาเห็นมารถตู้ไม่ใช่เหรอ”

“ฉันเพิ่งให้ผู้จัดการเอามาให้ จะไปกันได้รึยัง” เคียร์ถามเหมือนไม่สบอารมณ์เท่าไรนักเพราะคิ้วเข้ม ๆ ของเขาเริ่มขมวดเป็นปมเหมือนรำคาญเต็มที ฉันก็เลยต้องรีบเด้งตัวเข้าไปในรถของเขาอย่างช่วยไม่ได้

ใช้เวลาไม่นานนักเราก็เดินทางมาถึงห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่ง ฉันกำลังจะเปิดประตูลงจากรถ แต่ปฏิกิริยาของคนข้าง ๆ ทำให้ฉันอดมองไม่ได้ เขาควานหาเสื้อฮู้ทแขนยาวสีดำสนิทออกมาใส่พลางหยิบแว่นกันแดดอันใหญ่ ๆ ขึ้นมาปิดใบหน้าเขาด้วย

“ไม่เห็นต้องพรางตัวเว่อเลย”

“กันไว้ก่อนก็ดี ฉันไม่ชอบเวลาโดนคนรุมเยอะ ๆ” พูดจบเขาก็เปิดประตูรถลงไปเลย

เฮอะ เป็นฉันหน่อยไม่ได้ ไม่เห็นต้องพรางตัวอะไรเลย อยากให้คนมารุมล้อมจะตายไม่เห็นมีสักคน มิน่า...วันที่เจอเขาครั้งแรก ถึงได้วิ่งหนีแฟนคลับกับนักข่าวหูดับตับไหม้แล้วมาใช้ฉันเป็นกำบัง

เพราะมัวแต่ยืนคิดอะไรอยู่ หมอนั่นก็เล่นเดินลิ่ว ๆ ไม่รอฉันสักนิด ฉันเลยต้องรีบเดินเร็ว ๆ เพื่อไล่ให้ทันเขา กว่าจะมาถึงข้างในซูเปอร์มาร์เก็ตได้เล่นเอาเหนื่อยแทบขาดใจ

ฉันหอบแฮกขณะยืนข้าง ๆ เขาที่กำลังเลือกซื้ออาหารสดอยู่

“นายจะรีบเดินไปไหนฮะ”

“รีบซื้อรีบกลับ ยิ่งอยู่นานก็ยิ่งเสี่ยง” เขาบอกแล้วก็หยิบผักใส่รถเข็นเหมือนไม่ได้เลือกเฟ้นเลยสักนิด

ไม่อยากอยู่นานเพราะกลัวตกเป็นข่าวสินะ อืม...เป็นข่าวงั้นหรือ... ฮ้า ! จริงสิ เหมือนหลอดไฟผุดขึ้นกลางสมองใส ๆ ของฉันทันใด เขาไม่อยากตกเป็นข่าว แต่สำหรับพวกอยู่ในหลืบอย่างฉันไอ้เรื่องตกเป็นข่าวนี่ดีนักแหละ ยิ่งเป็นข่าวกับคนดังอย่างเขาก็ยิ่งดี คิก...แค่คิดก็ดังแล้วเรา~

โครม !!!

“โอ๊ย !”

เสียงข้าวของหล่นกระจัดกระจายเต็มพื้นพร้อมกับเสียงร้องโอดโอยทำให้ฉันหลุดจากภวังค์แห่งความคิดแล้วหันหน้าไปมองทันใด

อีตาคุณเคียร์กำลังเข้าไปพยุงคุณป้าที่มาจับจ่ายซื้อของขึ้นจากพื้นพร้อมกับกล่าวขอโทษ คุณป้าตอนแรกก็ดูท่าจะเอาเรื่องอยู่หรอก แต่จู่ ๆ แกก็มองหน้าเคียร์อย่างตะลึงหน่อย ๆ พลางชี้นิ้วไปที่หน้าเขา

“กรี๊ด !!! น้องเคียร์ ! น้องเคียร์ตัวเป็น ๆ จ้า !!”

ฉันเห็นหมอนั่นทำหน้าเหวอไปเลย ก็เพราะไอ้แว่นที่หมอนั่นใช้อำพรางดันหล่นลงมาซะได้ เขาก็เลยโดนเห็นหน้าไปเต็ม ๆ เลยไง ยังไม่ทันที่จะเตรียมเผ่น คนมากมายมาจากที่ไหนก็ไม่รู้วิ่งพึ่บพั่บ ๆ มาทางเราทันที จนฉันที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ โดนชนจนปลิวครั้งแล้วครั้งเล่าเล่นเอามึนหัวไปหมด

“ขอลายเซ็นหน่อยคะ ไม่น่าเชื่อว่าจะเจอตัวจริงตามที่แบบนี้ !”

“พี่ชอบเรื่องคุณชายเย็นชาของน้องเคียร์มากเลยค่า แสดงได้ดีมาก พี่ร้องไห้เลยนะคะ”

เฮ้อ...ดูท่าว่าคงอีกนาน...

เคียร์หันหน้ามามองฉันพลางทำหน้าทำตาเหมือนบอกให้ฉันทำอะไรสักอย่าง แต่ฉันก็ได้แต่ยืนอยู่เฉย ๆ ไม่รู้จะทำยังไง แต่พอเห็นหมอนั่นโดนรุมทึ้งนาน ๆ เข้าก็ชักสงสาร

ช่วยไม่ได้ งั้นก็สงเคราะห์สักหน่อยละกัน...

“โอ๊ย ๆ ๆ ขอทางหน่อยค่า รุมอะไรแฟนคนอื่นเขาคะ เผลอเป็นไม่ได้จริง ๆ” ฉันจีบปากจีบคอพูดพลางแหวกตัวเองให้เข้าถึงตัวเขาให้มากที่สุด แล้วเอามือคล้องแขนของเขาเอาไว้ “แค่ไปดูนมให้ลูกเราแปบเดียวคุณก็โดนรุมอีกละ ผู้หญิงสมัยนี้น่ากลัวจริง ๆ เล้ย” ฉันส่ายศีรษะเหมือนรับไม่ได้เสียเหลือเกิน

แอ็กติ้งบวกบทละคร (ด้น) สดของฉันพลอยทำให้พวกคนที่รุมล้อมอยู่ค่อย ๆ ถอยห่างออกไปพลางมองมาทางพวกเราเหมือนยังงุนงงอยู่ ฉันก็เลยต้องขยายความเพิ่มให้คนพวกนี้ได้ตาสว่าง

“ไปกันรึยังคะลูกสองคนที่รออยู่คงเบื่อแย่แล้ว แถมตอนนี้ฉันรู้สึกไม่ค่อยดีเลยค่ะ รีบกลับดีกว่าเดี๋ยวจะเป็นอันตรายต่อลูกในท้องอีกคนนะคะ”

ลูกสาม ! ฮู่ววว นายนี่ไม่เลวเลยนะเนี่ย

ฉันแนบหน้าลงบนต้นแขนเขาพลางถูไปถูมาเหมือนออดอ้อน พวกคนที่รุมล้อมเราในตอนแรกค่อย ๆ แตกวงไปทีละคนสองคนโดยที่มีสีหน้าไม่ต่างกันคือเหวอสุด ๆ แม้แต่นายเคียร์ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ฉันตอนนี้ยังอดมองหน้าฉันเหมือนอึ้ง ๆ ไม่ได้

“เอ๊ะ นี่ไม่ใช่น้องเคียร์เหรอคะ” ป้าคนเก่าที่นายเคียร์ชนล้มเอ่ยเหมือนยังคาใจอยู่

ฉันยิ้มหวานใส่ป้าเขาพลางเอ่ยเน้น ๆ ว่า “ไม่ใช่หรอกค่ะป้า นี่แฟนหนูค่ะ”

“อ๋อ...แหะ ๆ จ้า งั้นป้าขอโทษด้วยนะที่ทำให้เดือดร้อน”

“ไม่เป็นไรค่า ชอบมีคนทักว่าเขาหน้าเหมือนเคียร์เหมือนกัน” ฉันเอ่ยแล้วยิ้มให้อย่างใจดี คุณป้าคนนั้นก็ยิ้มแหย ๆ ส่งท้ายก่อนจะจรลีจากไป

ฉันถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยใจสุด ๆ พลางเงยหน้าขึ้นมองคนข้าง ๆ แล้วพบว่าเขากำลังมองฉันอยู่เหมือนกัน ก่อนที่เขาจะหัวเราะหึ ๆ ออกมาเสียเฉย ๆ

“ประสาท ฉันเหนื่อยแทบตายแต่นายหัวเราะเยาะฉันเหรอฮะ”

“เปล่า...ฉันกำลังอึ้ง นี่เธอลูกสามแล้วเหรอเนี่ย ไวไฟจริง ๆ ยัยกะโปโล” เคียร์ขยับยิ้มมุมปากบาง ๆ เห็นแบบนี้น่าจะปล่อยให้โดนทึ้งซะให้เข็ด

“นายก็คุณพ่อลูกสามนั่นแหละ ไม่เห็นสีหน้าแฟนคลับนายเหรอไง เหวอเลยตอนรู้ว่านายมีลูกมีเมียแล้ว คิก ๆ”

“นั่นสิ แถมภรรยาดันเป็นยัยกะโปโลคนนี้ซะได้”

ฉันหุบยิ้มทันทีแล้วแยกเขี้ยวใส่เขา แต่จู่ ๆ หมอนั่นก็เอามือมาบีบจมูกฉันอย่างมันเขี้ยว

“ปล่อยนะ !!”

“ไม่ปล่อย”

“เอ๊...หน้าคุ้น ๆ นี่ใช่...”

ขณะที่ฉันกำลังปัดมือของเคียร์ออกไป จู่ ๆ ก็มีเด็กสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาทำท่าจะทักนายเคียร์อีกแล้ว ฉันเลยรีบเอ่ยดักคอไปว่า

“ไม่ใช่พี่เคียร์ค่ะน้อง นี่แฟนพี่นะอย่าเข้าใจผิด”

“เอ๊ะ ไม่ใช่ค่ะ หมายถึงพี่ไม่ใช่พี่ซอรี่วง Baby Boy เหรอคะ หนูเป็นแฟนพันธุ์แท้ของพี่เลยนะคะทั้งการแต่งตัวทั้งแนวเพลงโดนใจหนูสุด ๆ”

“หา…”

“ว่าแต่พี่มีแฟนแล้วเหรอคะ ไม่เห็นรู้เลย แต่แฟนพี่ก็หล่อดีนะคะหน้าเหมือนพี่เคียร์จริง ๆ ด้วย”


ฉันยืนพูดคุยกับน้องแฟนคลับคนนั้นต่ออีกเล็กน้อย หรือมันอาจจะนานไปหน่อยเพราะมันทำให้คุณเคียร์ดาราดังใหญ่ของทุกคนถึงกับยืนหน้าหงิกรอฉันอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไรนัก พอหลุดจากน้องคนนั้นที่เป็นแฟนคลับของฉันไปได้ เราก็รีบบึ่งรถกลับบ้าน Marry me กันทันที

ความจริงฉันยังไม่อยากจะกลับเท่าไรหรอก แต่คุณเคียร์ของพี่โบว์นี่ช่างเอาแต่ใจจริง ๆ ทำหน้าบูดเป็นตูดลิงจะกลับเสียให้ได้ ฉันก็พลอยต้องรีบกระโจนขึ้นรถตามมาด้วย ไม่อย่างนั้นต้องนั่งแท็กซี่กลับแหงเลย

พอคิดถึงเหตุการณ์เมื่อกี้ฉันก็เผลอยิ้มออกมา ไม่คิดว่าเราก็มีแฟนคลับกับเขาเหมือนกันนะเนี่ย แค่คิดก็รู้สึกกระชุ่มกระชวยเป็นบ้า กลับบ้านไปต้องซ้อมเต้นซะหน่อยแล้ว คิก ๆ

“ยิ้มบ้าอะไร ตั้งแต่ขึ้นรถมานี่เธอยิ้มไม่หยุดเลยนะ ประสาทกลับแล้วเหรอไง”

ฉันหันหน้าไปมองเคียร์ที่กำลังขับรถอยู่ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไปนอกจากยิ้มอย่างเดียว

“ยัยกะโปโล ฉันว่าเธออยู่นะ ยังมายิ้มรับอีก”

“ก็ฉันดีใจนี่นา มีคนจำฉันได้ด้วยนี่”

“งี่เง่า” เคียร์ส่ายศีรษะอย่างละเหี่ยใจแล้วตั้งหน้าตั้งตาขับรถต่อไปไม่หันมามองมาทางฉันอีก

ทำไมหมอนี่ชอบปากร้ายด่าว่าฉันอยู่เรื่อย...?

ตลอดเส้นทางฉันเลยหันหน้าออกไปมองนอกหน้าต่างแล้วก็ยิ้มกับตัวเองเหมือนคนบ้า ก็น้องคนนั้นทำท่าว่าจะชอบฉันซะขนาดนั้นมันก็น่าปลื้มใจออก

“จะลงได้รึยัง มานั่งเป็นแป๊ะยิ้มอยู่ได้”

“รู้แล้วน่าใจร้อนจริง” ฉันทำปากขมุบขมิบก่อนจะเดินตัวปลิวเข้าบ้าน แต่กลับโดนอีตาคุณเคียร์เอามือรั้งคอเสื้อฉันเอาไว้ เล่นเอาหายใจแทบไม่ออก

“โอ๊ย...แค่ก ๆ ป่าเถื่อนมาจากไหนจ๊ะคุณสามี มากระชากคอเสื้อที่รักเนี่ย” ฉันทำปากยื่นปากยาวพูดพลางถลึงตามองผู้ชายตรงหน้าที่ยังไม่คลายมือที่จับคอเสื้อของฉันเอาไว้ “อยากคะแนนนิยมลดเหรอไงคะ อย่าลืมนะว่าตอนนี้ไม่ได้มีแค่เราน้า เรากำลังถูกออกอากาศอยู่ อย่าหาว่าซอรี่ไม่เตือนนะคะ”

เขากลับยิ้มเย็นพลางเอ่ย “เหรอจ๊ะที่รัก แต่ขอโทษนะที่ทีมงานไม่ได้ติดกล้องไว้ข้างนอกบ้าน แล้วอีกอย่างวันนี้เกมของเรามันยังไม่เริ่มหรอกนะ” พูดจบก็สะบัดมือออกจากคอเสื้อฉันพร้อมกับโน้มตัวเข้าไปในรถเพื่อหยิบข้าวของที่ซื้อมาแบ่งให้ฉันถือเข้าไปในบ้าน “ถือ !”

“เฮอะ...” ฉันทำหน้าบูดบึ้งแล้วรับข้าวของมาจากมือเขาพลางเดินเข้าไปในตัวบ้านอย่างทุลักทุเล ไม่รู้ว่าจะซื้อมาทำไมเยอะแยะ ทั้งน้ำมันพืชเป็นแกลลอน ๆ ซอสปรุงรสอีกหลายขวด ล้วนแต่หนัก ๆ ทั้งนั้น กะจะมาอยู่เป็นปีเลยเหรอไง

เกร๊ง !

เสียงขวดแก้วกระทบกันตอนที่ฉันวางลงบนโต๊ะอย่างแรง เคียร์หันมาทำตาดุใส่ฉันเล็กน้อยก่อนที่เขาจะเป็นฝ่ายหยิบไปเก็บไว้ในห้องครัวแทน

“เธออยากกินอะไร” จู่ ๆ เขาก็ถามขึ้นขณะที่ง่วนอยู่กับการจัดของ

ฉันเหลือบตามองเขาเล็กน้อยพลางเอ่ย “อืม...เป็ดปักกิ่ง หูฉลามน้ำแดง ขาหมูพะโล้ อะไรอีกดีนะ...”

“ไปภัตตาคารอาหารจีนเลยไป” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเซ็งจัดแล้วหันไปหยิบพวกอาหารสดใส่ตู้เย็นแทน ฉันที่ยืนอยู่กลางห้องครัวก็เลยต้องคอยหลบให้เขาจัดการนู่นจัดการนี่

“ก็นายเป็นคนถามเองแล้วมาบ่นอะไรล่ะ ว่าแต่นายทำอาหารเป็นด้วยเหรอ”

“ไม่เป็น”

“อ้าว...” แล้วถามทำ...อะไรฟะ

“ก็เธอเป็นคนทำอาหารฉันก็ต้องถามใจแม่ครัวสิ” เคียร์พูดแล้วไหวไหล่น้อย ๆ ขณะท้าวแขนกับประตูตู้เย็นที่เปิดค้างไว้อยู่พลางหันหน้ามาถามฉัน “ว่าไง ตกลงเย็นนี้กินอะไร”

“บ้าเหรอ ใครบอกฉันจะทำ” ฉันทำหน้าเหลอหลาขณะมองหน้าเขา

เคียร์ขมวดคิ้วพลางจ้องหน้าฉัน “อ้าว...อย่าบอกนะว่า...”

“อือ ฉันทำอาหารไม่เป็น”

“บ้าเอ๊ย !” อีตาเคียร์พ่นคำสบถออกมาทันที พลางขยี้เส้นผมตัวเองเหมือนระบายความหงุดหงิดที่ก่อตัวขึ้น “ผู้หญิงอะไรทำอาหารไม่เป็น”

“แค่ทำอาหารไม่เป็นแล้วไม่เป็นผู้หญิงเหรอไง เฮอะ ! มันจะไปยากอะไรแค่ทำอาหาร” ฉันทำหน้ามุ่ยเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทีไม่สบอารมณ์ของเขา “รออยู่นี่นะ แค่สามนาทีก็ได้กิน ฉันรับรอง”


“ฉิบ ! ว่าแล้วไงว่ามันคุ้น ๆ” เคียร์สบถดังลั่นกลางห้องครัวเมื่อฉันยกมาม่าคัพใส่น้ำปิดฝาเรียบร้อยเดินมาทางเขา ฮ้า...แค่กลิ่นหอมที่ลอยเตะจมูกก็พลอยน้ำลายสอแล้วแฮะ

“ไง ใครบอกว่าฉันทำไม่เป็น”

“มาม่าของเธอนี่มันเรียกการทำอาหารเหรอยัยกะโปโล !” เคียร์ถามเสียงเขียว แต่ฉันกลับยืนยิ้มหน้าระรื่น

“เอ้า นายจะไม่กินก็ได้นะ ไม่มีใครว่า” พูดจบฉันก็หยิบถ้วยมาม่าที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาสูดเส้นมาม่าเข้าปากทันที มันจะอะไรกันนักหนาเชียว แค่เป็นดาราใหญ่แล้วแตะมาม่าไม่เป็นเหรอไง

ในตอนแรกเขาก็ดูอึกอัก ๆ เหมือนไม่อยากจะกินมาม่าสูตรพิเศษที่ฉันทำสักเท่าไร แต่พอนาน ๆ เข้าความอดทนของหมอนั่นคงหมดลงล่ะมั้งถึงได้ยอมแตะถ้วยมาม่าที่ฉันวาง (ล่อ) เอาไว้ตรงหน้าเขาขึ้นมาทานในที่สุด

เฮอะ ! มาทำเป็นวางท่า

“ไงล่ะ อร่อยใช่มั้ย สูดเอา ๆ เชียว” ฉันถามพลางยิ้มมุมปากอย่างสะใจหน่อย ๆ ที่เห็นหมอนั่นนั่งกินไม่พูดไม่จา ท่าทางจะหิวจัดนะเนี่ย

“ฉันแค่ทนกินหรอกยัยกะโปโล”

“อื้ม~ ขนาดทนกินนะเนี่ย” ฉันพูดเสียงเล็กเสียงน้อยขณะมองหน้าเขา “ไหนว่ามันไร้สารอาหารไง สุดท้ายมันก็ประทังชีวิตล่ะน่า”

“เออ มันก็คงดีกว่าขนมในถุงนั่นแล้วกัน” เคียร์ไหวไหล่เหมือนไม่ใส่ใจ เขาคงหมายถึงถุงขนมที่แฟนคลับเอามาให้ ถ้าแฟนคลับรู้เข้าคงเสียใจแย่เลย

ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงได้เป็นที่นิยมนักทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ทำตัวได้ไม่เห็นดีตรงไหน แล้วก็ดูว่าเขาจะไม่แคร์อะไรเสียเลยถึงได้พูดจาห้วน ๆ ทำตัวน่ารังเกียจ ปากคอเราะร้ายกับฉันอยู่ตลอดเวลาเหมือนไม่กลัวว่าคะแนนนิยมจะตกแต่อย่างใด...

 

หลังจากนั่งกินไปได้สักพัก ความเงียบที่แผ่ซ่านเข้ามาก็เริ่มทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดแปลก ๆ ฉันเงยหน้าจากถ้วยมาม่าหลังจากสูดเส้นสุดท้ายเข้าปากเสร็จ แต่สายตากลับประสานกับผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเสียได้ ดวงตาสีดำเข้มสบตามองฉันนิ่งจนฉันเริ่มรู้สึกเก้ ๆ กัง ๆ ไม่รู้จะทำหน้ายังไงหรือแม้แต่ไม่รู้จะเอามือไปวางไว้ตรงไหนดี

ทำไมจู่ ๆ ถึงได้สบตากันได้ล่ะเนี่ย แถมยังไม่มีใครยอมถอนสายตาไปจากกันก่อนเสียด้วย ยิ่งมองหน้าผู้ชายคนนี้มากเท่าไรฉันกลับยิ่งรู้สึกว่าใบหน้าของฉันมันร้อนผ่าวขึ้นมาทีละนิด ๆ

“มองอะไร...เล่า...” ฉันแทบผงะเมื่อจู่ ๆ หมอนั่นก็ยืดตัวข้ามโต๊ะมาจนใบหน้าของเขาห่างจากฉันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คิ้วเข้มของเขาค่อย ๆ ขมวดเข้าหากันขณะที่ดวงตาสีดำสนิทยังคงจ้องมองฉันนิ่ง

“อะ...อะไร เข้ามาใกล้ทำไม”

“หึ ! ผักชีติดแก้มแน่ะยัยกะโปโล” เขาพูดพร้อมกับใช้นิ้วโป้งปาดเบา ๆ ที่ข้างแก้มฉัน ก่อนจะผละออกไปพร้อมกับมาม่าคัพในมือ โดยทิ้งฉันให้นั่งนิ่งหัวใจเต้นแรงอยู่ที่เก่า

ทำไมฉันต้องใจเต้นแรงด้วยนะ ?


------
ติดตามเรื่องราวต่อไปได้ในรูปแบบรูปเล่ม "Marry me จัดรักมัดใจนายซาตาน" โดย เทมปุระ ค่ะ

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 03 มิถุนายน 2010 เวลา 06:51 น.
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช