|
บทนำ
“เป็นเจ้าสาวของฉันนะ แก้มบุ๋ม ฉันสัญญา กลับมาเมื่อไหร่เราจะแต่งงานกัน”
“ได้จ้ะ ยู ฉันจะรอยูนะ”
…
…
“พี่... พี่”
รีบ ๆ กลับมานะยู
“ตื่นได้แล้วน่า ! มัวแต่ฝันหวานอยู่ได้ อยากไปโรงเรียนสายหรือไงหา !”
ฉันค่อย ๆ ปรือตามองเจ้าของเสียงดัง ต๊อตติน้องชายฉันกำลังยืนทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ข้างเตียง
“เช้าแล้วเหรอ” ฉันถามเสียงัวเงีย กำลังนึกเสียดายฝันเมื่อครู่นี้ ยิ่งใกล้วันกลับของยูมากเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งฝันถึงเขาบ่อยเท่านั้น
“จะแปดโมงเช้าอยู่แล้ว ผมไม่อยากไปโรงเรียนสายเพราะพี่หรอกนะ”
พูดจบน้องชายสุดที่รักก็สะบัดหน้าออกไปจากห้อง ทิ้งให้ฉันทำหน้าจ๋อยมองตามหลัง
ฉันพลิกตัวอยู่บนเตียง แล้วยิ้มอย่างมีความสุขเมื่อหวนนึกถึงคำพูดของเพื่อนสนิทในวัยเด็ก ความฝันเมื่อครู่นี้เคยเกิดขึ้นจริงเมื่อเจ็ดปีก่อน ฉันกับยูโรเป็นเพื่อนบ้านที่สนิทสนมกันมาก เรามักไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ ๆ แม้แต่ห้องนอนของเรายังอยู่ติดกัน เพียงแค่ปีนข้ามระเบียงก็เข้าไปห้องฝั่งตรงข้ามได้แล้ว
เจ็ดปีแล้วสินะ เจ็ดปีแล้วที่ฉันเอาแต่คิดถึงเธอ เจ็ดปีแล้วที่เราไม่ได้เห็นหน้าเห็นตากันเลย ไม่รู้ว่าป่านนี้ยูจะเปลี่ยนแปลงไปยังไงบ้าง ไม่รู้ว่าวันเวลาที่ผ่านไปจะทำให้เขาลืมคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับฉันหรือเปล่า
หึ จะยังไงก็แล้วแต่ อีกแค่อาทิตย์เดียวเท่านั้นที่เราจะได้พบกันแล้ว
ความคิดนั้นทำให้ใบหน้าของฉันฉาบไปด้วยรอยยิ้ม สมองจินตนาการถึงวันที่เราได้เจอกันหลังจากที่ไม่พบกันเลยถึงเจ็ดปี เราได้คุยกันแค่ไม่กี่ครั้งผ่านทางโทรศัพท์ ฉันยังจำได้แม่นเลยล่ะ ว่ายูพูดยังไงบ้างตอนที่เขาต้องย้ายไปเรียนที่เมืองนอก และเพราะคำสัญญานั้น ที่ทำให้ฉันยังจดจำและอยู่อย่างฝันหวานจนถึงทุกวันนี้
อายุสิบเจ็ดแล้ว แต่ฉันยังดำรงตนอยู่โดยปราศจากคำว่าแฟน ฉันไม่เคยแม้แต่จะยอมให้ผู้ชายคนอื่นเข้าใกล้เกินกว่าความเป็นเพื่อน นั่นก็เพราะฉันยังจำคำพูดของยูได้ และฉันก็ให้สัญญากับตัวเองไว้แล้วว่า ร่างกายและหัวใจของฉันจะไม่มีวันมอบให้ชายอื่น นอกจากนายเท่านั้น
ยูโร... ใจของฉันมันเป็นของเธอ ไม่ว่านานเท่าไร และจะยังเป็นของเธอตลอดไป...
นี่เป็นประโยคส่วนหนึ่งในไดอารี่ของฉันเองแหละ หวานหยดย้อยเลยใช่ไหมล่ะ อิอิ
ฉันยิ้ม แล้วหยิบเอารูปถ่ายของเราสองคนในวัยเด็กมาดู ในภาพเราสองคนต่างก็ยิ้มกว้างอย่างมีความสุข ความสนิทสนมของเราสองคนและมิตรภาพในวัยเยาว์ของเรานั้นช่างมั่นคงและลึกซึ้งเหลือเกิน ตั้งแต่จำความได้ ไม่ว่าจะยามกิน ยามนอน หรือยามเล่น พวกเราก็อยู่ด้วยกันเสมอ ๆ ตอนที่รู้ว่ายูจะต้องย้ายไปอยู่กับปู่และย่าที่เมืองนอก ฉันงี้ร้องไห้จนตาบวมฉึ่ง แล้วเอาแต่เศร้าเป็นเดือน ๆ
ฉันไม่เคยลืมสัญญาระหว่างเรา
รักครั้งแรกของฉัน นายกำลังจะกลับมาเพื่อทำตามสัญญานั้นใช่ไหม
ยินดีต้อนรับกลับเมืองไทยนะจ๊ะ ยูโร!
ตอนที่ 1
“ถูกลอตเตอรี่หรือไง ยัยแก้ม นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ได้ เห็นแล้วน่าขนลุกชะมัด”
ฉันที่กำลังฉีกยิ้มจนหน้าบาน จำต้องหุบลงเพื่อหันมาตอบคำถามเพื่อนสาวคนสนิทที่ทั้งแสบ เซี้ยว และเปรี้ยวจี๊ดทั้งตัว
“เปล่าซะหน่อย ฉันแค่กำลังมีความสุขต่างหากล่ะ”
“ความสุขอะไรอีกล่ะยะ อย่างเธอขนาดแมวจรจัดคลอดลูกยังเหมาว่าเป็นความสุขของตัวเองได้เลย ผู้หญิงซื่อที่มองโลกในแง่ดีอย่างเธอคงจะมองทุกอย่างเป็นความสุขไปหมดนั่นแหละ”
“ก็บอกว่าไม่ใช่แบบนั้นไงล่ะ คราวนี้เป็นเรื่องดีจริง ๆ นะ ชะเอม”
“ฮึ ! ฉันไม่อยากจะเถียงกับเธอแล้ว ซื่อบื้ออย่างเธอเถียงไปก็เท่านั้น”
อา~ เจ็บปวดใจเหลือเกิน ทั้ง ๆ ที่ชะเอมก็ว่าฉันอย่างนี้แทบจะทุก ๆ สิบนาทีอยู่แล้ว แต่ทำไมฉันถึงยังไม่ชินสักทีนะ
“แล้วเธอจะบอกฉันได้หรือยัง ว่าไอ้ที่ทำให้เธอยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เนี่ยมันเรื่องอะไร”
“อ๋อ !” ฉันร้องอย่างนึกขึ้นได้ รอยยิ้มผุดพรายทั่วใบหน้าอีกครั้ง “จำที่ฉันพูดถึงเพื่อนสมัยเด็กได้มั้ย คนที่อยู่ข้างบ้านฉัน แล้วไปเรียนต่อเมืองนอกตอนสิบเอ็ดขวบน่ะ”
“อ๋อ ไอ้เด็กลูกครึ่งที่เป็นรักแรกอะไรนั่นน่ะเหรอ”
“อื้อ~”
ฉันพยักหน้าหงึก ๆ แล้วฉีกยิ้มจนหน้าแดง ขณะที่ชะเอมทำหน้าไร้อารมณ์
“เขาจะกลับมาแล้ว”
“เธอรู้ได้ไง”
“รู้สิ ก็ยูโทรศัพท์มาบอกเมื่ออาทิตย์ก่อน คงจะมารับฉันไปเป็นเจ้าสาวตามสัญญาแน่ ๆ เลยล่ะ”
“เฮ้อ~ ยัยแก้มบุ๋มผู้แสนซื่อของฉัน คงจะมีแต่เธอเท่านั้นแหละที่ยังจำเรื่องพวกนั้น ไอ้ลูกครึ่งนั่นป่านนี้คงมีแฟนแล้วเป็นโขยง อยากถูกเด็กเมืองนอกหลอกเอาหรือไง ยัยติ๊งต๊อง”
“ยูไม่ได้หลอกฉันสักหน่อย ! เราโทร. คุยกันบ่อยจะตาย”
“ไอ้ที่บอกว่าสองเดือนครั้งน่ะเหรอ นั่นเขาเรียกว่านาน ๆ ทีย่ะ ไม่ใช่บ่อย”
ฉันหน้าจ๋อยสนิท ได้แต่เม้มปากแน่นอย่างเถียงไม่ออก
“แล้วอีกอย่าง หมอนั่นเคยพูดถึงเรื่องแต่งงานหรือเปล่า”
ฉันส่ายหัว เริ่มจนมุม
“เห็นมั้ยล่ะ หมอนั่นลืมแล้วชัวร์ เธออย่าไปคาดหวังให้เสียเวลาเปล่าเลย”
“ไม่จริงหรอก ! ยูเป็นคนดี จะต้องรักษาสัญญาแน่ ๆ ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว... เขาไม่เคยผิดคำพูดเลยนะ !”
ฉันโวยอย่างไม่ยอมแพ้ ใบหน้าเริ่มบูดบึ้ง ขณะที่ชะเอมยังเฉยเป็นทองไม่รู้ร้อนก่อนจะโบกมือโบกไม้เป็นสัญญาณให้ฉันรีบนั่งลง
“เออ ๆ เป็นคนดีก็ดี เธอรีบนั่งลงเหอะ คนทั้งโรงอาหารมองมาที่เราหมดแล้ว”
นั่นสินะ ฉันลืมไปได้ไงว่ากำลังนั่งอยู่ท่ามกลางฝูงนักเรียนที่กำลังกินข้าวเที่ยง
“ยังไงก็เถอะ เย็นนี้ฉันจะไปรับยูที่สนามบิน ไปเป็นเพื่อนหน่อยสิ นะ ชะเอม”
ฉันพูดพร้อมกับเกาะแขนเพื่อนรักไว้ และไม่ลืมที่จะส่งสายตาเป็นประกายวิบวับอย่างอ้อนวอนขอความเห็นใจ
“เธอเคยเห็นหน้าหมอนั่นเหรอ”
“เคยสิ”
“ตอนไหน”
“ล่าสุดก็ตอนสิบเอ็ดขวบไงล่ะ”
พอฉันพูดจบชะเอมก็ปฏิเสธทันที
“ไม่”
“ทำไมล่ะ !”
“ไปรับคนที่ไม่เคยเจอหน้าตั้งเจ็ดปีเนี่ยนะ ให้พ่อแม่เขาไปรับน่ะดีแล้ว”
“แต่ฉันอยากไปเซอร์ไพรส์ยูนี่นา แม้แต่คุณป้ายังไม่รู้เลยนะ ว่าฉันจะไปรับยูที่สนามบิน นะ ๆ~ ไปด้วยกันหน่อยสิ เธอก็รู้ว่าถ้าฉันไปคนเดียวต้องหลงแน่เลย”
พูดจบหยดน้ำใส ๆ ก็เริ่มคลอสองเบ้า ทำเอาชะเอมถึงกับรีบเบือนหน้าหนีทันที
“ไม่เด็ดขาด !”
“ฮึก~” (เสียงเริ่มมา)
“เอาอีกแล้ว ยัยแก้ม ! อย่าคิดว่ามุกนี้จะได้ผลนะ”
“ฮือ...” (สเตปสอง)
“โอเค ! ก็ได้” (ในที่สุดก็พ่ายแพ้)
“เย้~” (ฉันเอง)
เมื่อคำขอสัมฤทธิ์ผล ฉันก็กระโดดตัวลอยด้วยความดีใจ แต่ก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเรียกของเพื่อนร่วมห้องที่เดินตรงเข้ามา
“ยัยแก้ม มีผู้ชายมาถามหาแน่ะ”
ฉันกับชะเอมหันมามองหน้ากันด้วยความข้องใจ
ใคร ? ผู้ชายที่ไหนจะมาถามหาฉัน เพราะทั้งโรงเรียนนี้ไม่มีใครไม่รู้จักแก้มบุ๋มผู้แสนซื่อบื้ออย่างฉันสักคน
“กำปั้นหรือเปล่า ที่ตามหาเธอน่ะ”
ชะเอมออกความเห็น และยังไม่ทันที่เพื่อนร่วมห้องของฉันจะพูดต่อว่าเป็นใคร เสียงของผู้ชายที่คุ้นหูก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“แก้ม อยู่นี่เองเหรอ”
ฉันหันไปมอง และพบกำปั้น เดือนเด่นประจำโรงเรียนเดินตรงมาที่เรา
“เธอ อยู่ด้วยเหรอ”
กำปั้นพูดพร้อมกับชะงัก เมื่อหันไปเห็นชะเอม ผู้ได้รับฉายาว่าสาวแสบประจำโรงเรียน ไม่มีใครสักคนในโรงเรียนที่กล้าหือหากับเพื่อนสาวของฉันคนนี้ เพราะเธอทั้งบู๊และดุดันสุด ๆ จะมีก็แต่กำปั้นนี่แหละ ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับชะเอมมาตั้งแต่วันแรกที่เข้าเรียน
ไม่น่าเชื่อว่าผู้หญิงที่คนทั้งโรงเรียนต่างเกรงใจอย่างชะเอม จะมาเป็นเพื่อนสนิทกับผู้หญิงที่อ่อนแอและถูกรังแกเป็นประจำอย่างฉัน ที่สำคัญ ฉันยังมีฉายายัยซื่อบื้อแถมมาด้วยอีกต่างหาก
ถึงแม้จะไม่ชอบ แต่ฉันก็จำต้องก้มหน้ายอมรับความจริงอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ถ้าฉันอยู่ด้วยแล้วมันจะเป็นยังไง ทำไม เห็นฉันเป็นก้างหรือไง”
“พะ...พูดอะไรของเธอ !”
“คิดว่าฉันดูไม่ออกหรือไง ว่าทำไมนายชอบมาป้วนเปี้ยนอยู่กับเพื่อนฉัน ฉันไม่ได้ซื่อบื้อจนไม่รู้อะไรเลยอย่างยัยแก้มหรอกนะ กำปั้น”
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ ! ยัยตัวแสบ”
“พูดอย่างนี้ อยากจะมีปัญหากับฉันมากใช่มั้ย”
เฮ้อ~ เริ่มอีกแล้ว สองคนนี้
ฉันได้แต่มองทั้งสองคนเถียงกันไปมา แล้วก็ได้แต่นิ่วหน้าเพราะไม่รู้ว่าทั้งสองคนทะเลาะกันด้วยเรื่องอะไร และพูดถึงอะไร (ซื่อบริสุทธิ์จริง ๆ)
“แล้ว ตามหาฉันทำไมเหรอ”
ฉันถาม ทำให้สงครามน้ำลายระหว่างกำปั้นและชะเอมชะงักลง
“อ๋อ ใช่ ! กุหลาบที่เธอเอามาปลูกในสวนเมื่ออาทิตย์ก่อน ดอกมันบานแล้วนะ”
“หา ! จริงเหรอ”
“อื้อ ไปดูด้วยกันมั้ย”
“ไปสิ ไปด้วยกันนะชะเอม”
ฉันที่กำลังยิ้มหน้าบานหันไปชวน แต่ชะเอมตีหน้าตายแล้วเหลือบตามองไปที่กำปั้นเพียงแวบเดียวเท่านั้น ก่อนตอบกลับมาว่า
“อย่าเลย บางคนคงไม่อยากให้ฉันไปขัดคอน่ะ”
“เอ๋...?”
“เธอคงหมายถึง ไม่ชอบกลิ่นดอกไม้ล่ะสิ ใช่มั้ย”
กำปั้นถามหน้าตาย ขณะที่ฉันรีบหันไปที่ชะเอม
“ไม่ชอบเหรอ ?”
“ช่างเถอะ รีบไปดูกันดีกว่านะ แก้ม”
ฉันยังไม่ทันได้ฟังคำตอบจากชะเอมก็ถูกกำปั้นกึ่งลากกึ่งจูงมาที่สวนหลังโรงเรียน และเมื่อมาถึงก็ไม่ผิดหวัง เพราะฉันพบพุ่มดอกกุหลาบออกดอกบานสะพรั่ง มันช่างสวยงามเสียซะจนฉันไม่อาจหุบยิ้มลงได้
“น่ารักที่สุด”
“อื้อ~ เป็นเพราะแก้มคอยรดน้ำ พรวนดิน มันถึงได้ออกดอกงามขนาดนี้”
“ไม่หรอก กำปั้นก็ช่วยด้วย”
ฉันพูดยิ้ม ๆ และก้มลงไปดมกลิ่นดอกไม้พวกนั้น มันช่างหอมชื่นใจซะจริงเลย
อา~ สดชื่นที่สุด~
ในขณะที่ฉันกำลังเพลิดเพลินอยู่นั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นขัดจังหวะ เมื่อมองรายชื่อที่ขึ้นอยู่หน้าจอก็พบว่าเป็นชะเอมที่โทร. เข้ามา ฉันกดรับสายทันที
“มีอะไรเหรอ เปลี่ยนใจอยากตามมาด้วยกันแล้วล่ะสิ”
“ไม่ใช่ย่ะ ฉันแค่จะโทร. มาบอกว่า คนที่ตามหาเธอน่ะ ไม่ใช่กำปั้นหรอกนะ แต่เป็น...”
แล้วฉันก็ไม่ได้ยินอะไรอีกเลย
ฉันลองกดโทร. หาชะเอม แต่กลับกลายเป็นว่าไม่มีสัญญาณตอบรับ คงจะเป็นเพราะแบตเตอรี่หมด ก็เลยไม่รู้กันพอดีว่าชะเอมจะบอกอะไร
แต่ฉันก็แค่ปล่อยให้ความสงสัยนั้นอยู่ในใจ อีกเดี๋ยวก็จะเข้าเรียนตอนบ่ายแล้ว ถึงเวลานั้นค่อยถามก็ได้
แต่ทว่าเมื่อกลับเข้าห้องก็ไม่พบชะเอมเสียแล้ว ยัยเพื่อนสาวของฉันคงจะโดดร่มอีกตามเคย
ตลอดช่วงบ่ายของวันนั้น ฉันเรียนด้วยใจที่ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไหร่ คงเพราะมัวพะว้าพะวงและเฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อว่าเมื่อไหร่จะถึงเวลาเลิกเรียนเสียที เพราะฉันแทบอดใจรอไม่ไหวที่จะได้เจอยูโรไงล่ะ
และในที่สุดเวลานั้นก็มาถึง ทันทีที่ออดเลิกเรียนดังขึ้น ฉันก็แทบจะลอยออกมานอกห้อง แต่ยังไม่ทันจะพ้นประตูห้องเรียนเลยด้วยซ้ำ ตอนที่กำปั้นวิ่งเข้ามา
“แก้ม เลิกเรียนแล้วไปหาอะไรเย็น ๆ กินกันนะ”
“ตอนนี้เลยเหรอ คงไม่ได้หรอก กำปั้น วันนี้ฉันมีธุระน่ะ”
“ธุระสำคัญเหรอ”
“อื้อ ไปก่อนนะ”
ฉันพูดพร้อมรอยยิ้ม พลางโบกมือหย็อย ๆ ในขณะที่กำปั้นมองตามด้วยสีหน้าที่ดูเจื่อน ๆ ยังไงไม่รู้ ฉันเองก็รู้สึกผิดที่ทิ้งกำปั้นไว้คนเดียว เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา นอกจากชะเอมที่คอยดูแลฉัน ก็มีกำปั้นนี่แหละ ที่เป็นเพื่อนสนิทและพึ่งพาได้
นอกนั้นเกินกว่าครึ่งของพวกในโรงเรียน ต่างก็เห็นฉันเป็นยัยซื่อบื้อผู้อ่อนโลก โดยเฉพาะพวกนักเรียนชาย ที่มักจะชอบแกล้งและหาเรื่องมาอำฉันแรง ๆ อยู่เรื่อย
และที่ดูจะไม่ชอบหน้าฉันจนถึงขั้นตั้งตนเป็นศัตรูถาวร ก็คือผู้หญิงคนนี้
“นี่ ! ยัยซื่อบื้อ ! จะรีบไปตามควายหรือไงยะ เธอเดินชนฉันมาได้ยังไง ยัยซุ่มซ่าม”
ฉันได้แต่หันไปทำหน้าเหวอใส่เจ้าของเสียงที่เดินสวนกันเมื่อครู่ มิลา สาวสวยประจำโรงเรียนที่ทั้งเริ่ด เชิด แล้วยังไฮโซสุด ๆ ไม่รู้ว่าทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงเกลียดฉันนักหนา เพราะตั้งแต่วันแรกจนกระทั่งถึงวินาทีนี้ที่เรารู้จักหน้าค่าตากัน มิลาก็คอยหาเรื่องฉันตลอด
“ขะ...ขอโทษ ฉันรีบน่ะ”
ฉันได้แต่พูดเสียงอ่อย แล้วก้มหน้าปลก ๆ
คงเพราะฉันเป็นอย่างนี้ล่ะมั้ง ที่ทำให้มิลาได้ใจเหลือเกินที่จะคอยหาเรื่องกัน
“ขอโทษแล้วคิดว่ามันจะจบง่าย ๆ เรอะ !”
“แต่ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ ที่จริง เธอเดินชนฉันเองนะ มิลา”
“กล้าโยนความผิดให้ฉันงั้นเหรอ เธอก็รู้นี่ว่าฉันเป็นใคร”
“เป็นใครเหรอ...?”
ใบหน้าของฉันเต็มไปด้วยความเอ๋อ ทำเอามิลาหน้าแดงจัดด้วยความโกรธ
ฉันเปล่ากวนสักหน่อย ใคร ๆ ก็รู้ว่าผู้หญิงคนนี้ชื่อมิลานี่นา อ๊ะ ! หรือฉันจะจำชื่อผิด !
คิดได้ดังนั้นฉันก็ทำตาโตแล้วมองคนตรงหน้าอย่างพินิจ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงไม่สบายใจว่า
“หรือว่าเธอไม่ได้ชื่อมิลา ! ขะ...ขอโทษนะที่ฉันจำชื่อเธอผิด แต่ว่า หน้าเธอเหมือนกับมิลามากเลย ฉันก็เลยสับสนน่ะ”
“นี่ ! จะกวนประสาทกันหรือไง !”
“อ้าว ก็...”
“ฉันนี่แหละ ! มิลาดาวประจำโรงเรียน ! อย่าคิดว่าแกล้งโง่แล้วฉันจะตลกด้วยนะ”
“เปล่าสักหน่อย ฉันไม่ได้แกล้งโง่นะ”
จริงนะ ฉันไม่ได้แกล้งเลยสักนิด
“คิดว่าทำหน้าอย่างนั้นแล้วฉันจะยกโทษให้หรือไง !”
พอได้ยินอย่างนั้น จากใบหน้าจ๋อยสนิท ฉันก็เลยฉีกยิ้มให้ แต่ก็โดนวีนกลับมาอยู่ดี
“ยัยนี่ ! ยั่วโมโหจริง ๆ เลย !”
พูดจบมิลาก็เงื้อฝ่ามือขึ้น แล้วฟาดลงมา ฉันเห็นดังนั้นก็ได้แต่ยืนตัวแข็งแล้วหลับตาปี๋ แต่ทว่า แทนที่จะมีเสียงเพียะบนใบหน้า ก็กลับกลายเป็นเสียงพูดของคนคนหนึ่งดังขึ้นข้าง ๆ หูฉัน
“จะทำอะไร...”
เสียงทุ้มต่ำนั้นทำให้ฉันชะงัก แล้วค่อย ๆ ลืมตามอง
ภาพใบหน้าของคนข้าง ๆ ทำเอาใจฉันเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ หนุ่มร่างสูงผิวขาวสะอาดสะอ้านยืนอยู่ข้างกายฉัน ฝ่ามือข้างหนึ่งของเขาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของมิลาที่ก่อนที่กำลังจะเงื้อลงมา และโชคดีที่เขาหยุดไว้ทัน ไม่อย่างนั้น ฉันคงจะหน้าแดงเป็นรอยห้านิ้วไปแล้ว
“ว่าไง คิดจะทำอะไรผู้หญิงคนนี้”
เสียงของเขาดังขึ้นอีกครั้ง และมิลาก็เอาแต่ยืนนิ่งด้วยดวงตาที่เบิกโพลง ใบหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงเสียจนไม่อยากเชื่อว่าจะมาจากความโกรธ
ฉันไม่แปลกใจหรอกที่เธอจะยืนอึ้งอย่างนั้น เพราะผู้ชายคนนี้มีใบหน้าหล่อราวกับถอดแบบมาจากบอยแบนด์ชื่อดังหลาย ๆ วงมารวมกัน ใบหน้าสวยได้รูป จมูกโด่งแบบฝรั่ง คิ้วเข้ม ดวงตาเรียว ปากเป็นรูปกระจับ และเส้นผมสีดำสนิท
ที่สำคัญ เขาเป็นลูกครึ่งซะด้วย
นั่นทำให้ฉันคิดถึงยูโรขึ้นมาจับใจ...
ยูโรจ๋า ฉันคิดถึงนายใจจะขาดอยู่แล้ว
เฮ้อ~ แต่คงไม่ใช่ผู้ชายคนนี้แน่ เพราะยูโรเท่าที่ฉันจำได้ห่างไกลจากผู้ชายคนนี้ลิบ ใบหน้าตกกระ รูปร่างผอมกะหร่อง ตัวเล็กนิดเดียว แต่ ถึงแม้ว่าเขาจะดูธรรมดาสักแค่ไหน นั่นก็ไม่สามารถเปลี่ยนใจที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความคิดถึงที่ฉันมีต่อเขาได้ เพราะฉันเชื่อว่า ถึงแม้เวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหน ยูโรก็ยังคงเป็นยูโรอยู่วันยังค่ำ เขายังคงเป็นเด็กผู้ชายที่แสนใจดีและอ่อนโยนสำหรับฉันเสมอ
แต่ผู้ชายคนนี้ ทำไมถึงทำให้ฉันตื่นเต้นจนอยู่ไม่สุขขนาดนี้กันนะ
ตึกตัก ตึกตัก~
บ้าจริง ! อย่าอ่อนไหวนะแก้มบุ๋ม ! เธอมียูโรอยู่แล้วทั้งคนนะ
“เป็นผู้หญิง ใช้ความรุนแรงมันคงไม่เหมาะ”
คำพูดต่อมาของเขาทำให้ฉันหยุดความคิด แล้วเพ่งสายตาไปที่บุคคลข้าง ๆ อีกครั้ง สายตาดุดันที่แฝงไปด้วยความเย็นชาของเขาเพ่งตรงไปยังมิลาที่ดูเหมือนจะจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไรนัก เธอไม่ได้พูดจาร้ายกาจใส่ผู้ชายคนนี้เหมือนกับที่ทำกับฉัน แต่กลับตอบรับด้วยน้ำเสียงที่เบาแสนเบาว่า
“ค่ะ...”
อะไรกัน ทีก่อนหน้าไม่เห็นอ่อนปวกเปียกอย่างนี้เลยนี่นา
สงสัยฉันต้องลองทำตาขวาง ๆ แบบผู้ชายคนนี้หน่อยแล้ว (ว่าแล้วก็ลองซะเลย แต่ดูเหมือนจะยิ่งทำให้ตัวเองดูปัญญาอ่อนเสียมากกว่า)
ขณะที่ฉันกำลังลองทำหน้านิ่วคิ้วขมวดใส่มิลาที่ไม่แลสายตามาทางฉันเลยนอกจากชายตรงหน้า ผู้ชายคนที่เข้าช่วยฉันไว้ก็หันหลังเดินหนีไปทางอื่นแล้ว ทิ้งให้ฉันยืนเซ่ออยู่ที่เดิม โดยมีมิลาทำตาลอยมองตามหลังเขาไป
ฉันหันกลับไปมองที่เขาบ้าง ก่อนจะนึกขึ้นได้รีบวิ่งตามหลัง พลางร้องเรียก
“เดี๋ยวก่อนสิ !”
เสียงของฉันไม่แม้แต่จะทำให้เขาชะงัก
“รอฉันด้วยค่ะ !”
ทำไมมองดูเหมือนผู้ชายใจดีคนนั้นจะยิ่งเดินเร็วขึ้นกันนะ
“คุณฝรั่ง...!”
ฉันยังพูดไม่ทันจบ เขาก็หยุดเดินทันที ก่อนจะหันมาทำตาขวาง ทำเอาฉันถึงกับชะงักด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
“เธอเรียกฉันว่าอะไรนะ”
“คุณฝรั่ง” (ดันตอบหน้าตาเฉย)
“รู้มั้ยว่าสำหรับฉัน การเรียกอย่างนี้ถือว่าหยาบคาย”
“ขอโทษค่ะ”
“ขอโทษเหรอ”
“เอ๊ะ ?”
พูดขอโทษก็ผิดด้วยหรือเนี่ย แล้วทำไมเขาต้องทำหน้าดุใส่ฉันด้วยนะ
“ทำไมถึงพูดขอโทษง่าย ๆ อย่างนี้”
“ก็...”
“ยังหัวอ่อน ว่าง่ายเหมือนเดิมเลยนะ”
“หา...!”
“แต่ว่า แบบนี้ก็ดี...”
พูดจบเขาก็กระตุกยิ้มนิด ๆ ที่มุมปากด้วยสีหน้าและแววตาเจ้าเล่ห์ชอบกล ฉันได้แต่มองดูชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความไม่เข้าใจ
“เธอ ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ...”
หา !
ฉันได้แต่งุนงงกับคำพูดเป็นปริศนานั้น แต่ยังไม่ทันได้ตั้งคำถามหรือไขข้อข้องใจใด ๆ เขาก็เดินแหวกกลุ่มนักเรียนชายหญิงที่พร้อมใจกันเปิดทางให้ สายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องเหลียวมองตามหลังเขาจนกระทั่งลับหาย เป็นผู้ชายที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์จนต้องเหลียวหลังจริง ๆ
ว่าแต่ ทำไมเขาถึงพูด เหมือนกับรู้จักฉันมาก่อนอย่างนั้นนะ
ตอนที่ 2
ฉันมีเวลาสงสัยได้ไม่นานก็ต้องตกใจกับเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้น ฉันแปลกใจเล็กน้อยตรงที่มันเป็นเบอร์ตู้ และเมื่อกดรับ เสียงที่กรอกมาตามสายก็ทำให้ฉันหายงง
“ฉันเอง”
“เอมเหรอ อยู่ไหนน่ะ ฉันจะไปสนามบินแล้วนะ”
“ขอโทษนะ ฉันคงไปกับเธอไม่ได้แล้วล่ะ”
“ทำไมล่ะ ! จะทิ้งกันเหรอ” (เสียงเริ่มสั่น)
“ฉันมีธุระย่ะยัยต๊อง ! แล้วอีกอย่าง สนามบินก็อยู่ไม่ไกลเลย ถ้าแค่นี้เธอหลงก็ให้มันรู้ไปสิยะ”
“ตะ แต่ว่า...”
“เลิกงอแงได้แล้วน่า ยัยแก้ม”
“ฮึก~”
“เฮ้อ~ ให้ตายสิ เมื่อไหร่จะโตสักทีนะ แก้มบุ๋ม”
“ฉันสิบแปดแล้วนะ”
“สมองเธอล่ะ”
“แง้~ ใจร้าย~”
“โอเค ฉันจะวางสายแล้ว เอาเป็นว่าเธอกลับไปบ้านก่อนสิ ชวนน้องชายตัวแสบของเธอไปเป็นเพื่อนก็ได้นี่ ไอ้เด็กนั่นมันแก่แดดจะตายชัก คงไม่เซ่อซ่าซื่อบื้อเหมือนเธอหรอก”
นั่นสินะ ฉันลืมต๊อตติน้องรักไปได้ยังไง
แต่แหม~ น้องฉันเพิ่งจะสิบสามขวบเองนะ ยังไงฉันก็เป็นพี่แล้วโตกว่าด้วย จะให้ขอร้องน้องที่อ่อนกว่าตั้งห้าปีพาไปได้ยังไงกัน
“แต่ว่า...”
ฉันยังไม่วายพยายามต่อรอง แต่ชะเอมก็วางสายไปเรียบร้อยแล้ว
ดังนั้น ฉันก็เลยได้แต่ยืนเศร้าแล้วจ้องไปที่หน้าจอโทรศัพท์ ก่อนตัดสินใจกลับไปที่บ้านเพื่อทำตามคำแนะนำของเพื่อน
ต๊อตติจ๋า~ ช่วยพี่สาวคนนี้ด้วยน้า~
“ต๊อตติ~!”
ทันทีที่วิ่งปรู๊ดกลับมาถึงบ้าน ฉันก็ตะโกนเรียกชื่อนี้ตั้งแต่ยังไม่ทันจะเปิดประตูด้วยซ้ำ และเมื่อเข้ามาในบ้าน ฉันก็วุ่นไปทั่ว ปากก็ตะโกนเรียกน้องชายสุดที่รักไปด้วย
“ต๊อตติ ! อยู่ไหนอ่ะ !”
“กลับมาก็เสียงดังเลยนะ พี่”
เสียงของน้องรักดังมาจากหน้าทีวีที่ฉันวิ่งผ่านไปมาตั้งหลายรอบ (แต่ทำไมถึงมองไม่เห็นนะ) เมื่อฉันชะโงกใบหน้ามองข้ามโซฟา ก็พบว่าน้องรักกำลังเอกเขนกนอนอ่านการ์ตูนเล่มโปรดอยู่
“พี่มีเรื่องจะขอร้องล่ะ”
“รู้ตั้งแต่ได้ยินเสียงตะโกนเรียกแล้วล่ะ คราวนี้อะไรอีกล่ะ ให้สอนการบ้านภาษาอังกฤษอีกแล้วใช่มั้ย เมื่อไหร่พี่จะฉลาดขึ้นสักทีนะ มัวแต่เอาเวลาไปเล่นกับหมาแมวที่สนามเด็กเล่นอยู่ได้”
ฉันได้แต่ทำหน้าบูดเมื่อได้ยินอย่างนั้น
ถึงฉันจะหัวไม่ดีจริง ๆ ก็เถอะ แต่ไม่เห็นจะต้องพูดแบบนั้นเลยนี่ น้องบ้า !
“ไม่ใช่ซะหน่อย”
“โดนใครรังแกมาอีกหรือไง”
“เปล่านะ !”
“ขอยืมเงินอีกแล้วสิ”
“ม่ายช่าย~!”
ยิ่งต๊อตติเดาส่งเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งรู้สึกอับอายมากเท่านั้น เพราะแต่ละเรื่องที่ถูกสงสัยไม่เห็นจะน่าจดจำสักนิด
“เอ้า ! งั้นอะไรล่ะ ไม่ทำเรื่องติ๊งต๊องให้หรอกนะ”
“ไปสนามบินเป็นเพื่อนหน่อยสิ”
“เครื่องเล่นใหม่ที่สนามเด็กเล่นเหรอ”
น้องชายคนนี้เห็นฉันเป็นยังไงกันนะ
“ไม่ใช่ ที่สนามบินจริง ๆ พี่จะไปรับคนน่ะ”
“ใคร”
“ยูโรไง”
“ไม่รู้จัก”
“จำไม่ได้เหรอ เพื่อนข้างบ้านของพี่ไง”
“ข้างบ้านไหน”
“บ้านคุณป้าไงล่ะ”
ฉันพูดพร้อมกับชี้ไปบ้านข้าง ๆ
“อ๋อ ไอ้ฝรั่งนั่นน่ะเหรอ”
“ลูกครึ่งไทย ฝรั่งเศสต่างหาก”
“จำไม่เห็นได้”
ฉันได้แต่ทำหน้ามุ่ยกับท่าทีเฉยเมยของน้องรัก ไม่มีทางที่ต๊อตติจะจำยูโรไม่ได้ เพราะสองคนนี้เป็นไม้เบื่อไม้เมาและไม่ถูกกันมาตั้งแต่เด็กแล้ว สาเหตุก็เพราะยูโรไม่ชอบที่ต๊อตติติดฉันแจ ขณะที่ต๊อตติก็ไม่ชอบที่ยูโรสนิทสนมกับฉันมากกว่าเขาที่เป็นน้องแท้ ๆ เพราะเหตุนี้พวกเขาสองคนจึงไม่ชอบหน้ากันเท่าไหร่ ฉันที่เป็นคนกลางได้แต่ลำบากใจ ทำยังไงพวกเขาก็ไม่ญาติดีกันซะที
“นะ ไปด้วยกันหน่อยสิ ขอร้องล่ะ~”
“ขนาดว่ามันอยู่เมืองนอกพี่ยังไม่ลืมมันอีก...ผมรู้นะว่าพี่แอบใช้โทรศัพท์บ้านโทร. หามันน่ะ ไม่รู้หรือไงว่าโทร. ไปเมืองนอกมันแพง พ่อกับแม่กลับมาเมื่อไหร่ผมจะฟ้องให้หมด”
“…”
ฉันได้แต่จ๋อยสนิท
“ไปด้วยกันหน่อยเถอะนะ” ฉันยังดึงดัน ไม่ยอมแพ้
“…”
“น่านะ~ ทำเพื่อพี่สาวคนนี้ไม่ได้เลยเหรอ ต๊อตติ”
แล้วฉันก็ลงไปเกาะแข้งเกาะขาของต๊อตติที่ยังทำเฉย อ่านหนังสือต่ออย่างไม่สนใจ ฉันเห็นดังนั้นก็ยิ่งรุกเร้าออดอ้อนต่ออย่างไม่ยอมแพ้
“ฟังพี่อยู่หรือปล่า ต๊อตติ ไปด้วยกันหน่อยนะ แล้วสัญญาว่าจะไม่ขอร้องอะไรอีกแล้ว”
“พี่ก็พูดอย่างนี้ทุกทีแหละ”
“ฮือ~” ฉันเริ่มงอแง
“วิธีนี้มันไม่ได้ผลแล้ว เลิกทำเถอะ”
“พี่จะไม่บอกพ่อว่าต๊อดติโดดเรียน”
“…”
แล้วน้องชายสุดรักก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะปิดหนังสือในมือแล้วหันมามองหน้าฉัน
“โอเค ก็ได้...”
“เย้~!”
ที่สนามบิน หนึ่งชั่วโมงกับอีกยี่สิบห้านาทีต่อมา
“แน่ใจนะ ว่าหมอนั่นกลับมาวันนี้ เที่ยวบินนี้”
“แน่สิ ก็พี่ถามคุณป้ามาแล้วนะ”
ฉันบอกอย่างมั่นใจ คุณแม่ของยูโรคงไม่โกหกฉันหรอกน่า เพราะท่านรักและเอ็นดูฉันอย่างกับลูกในไส้ แน่นอนว่าตั้งแต่ยูโรไปอยู่เมืองนอกก็มีแต่ฉันนี่แหละที่ไปกินขนมฝีมือคุณป้าแล้วไปเล่นที่บ้านนั้นบ่อย ๆ นั่นก็เพราะว่าพ่อกับของฉันก็ต้องไปทำงานต่างจังหวัดไม่ค่อยอยู่กับที่ อาทิตย์หนึ่งจะได้กลับมานอนที่บ้านแค่ไม่กี่ครั้ง ดังนั้น ตั้งแต่เล็ก ๆ ฉันกับต๊อตติจึงถูกฝากเลี้ยงเป็นประจำ โดยมีคุณแม่ของยูโรคอยดูแล
“เรามารอตั้งนานแล้วนะ บางทีหมอนั่นอาจจะเปลี่ยนใจไม่กลับมา”
“ไม่หรอก ! ต้องกลับมาสิ ! ยูจะกลับมาเรียนต่อม.6 ที่นี่ คุณป้าไม่หลอกเราหรอกน่า”
ฉันพูดอย่างมั่นใจ แต่น้ำตาเริ่มคลอเบ้าซะแล้ว
“เฮ้อ~ ถูกหลอกล่ะสิ หน้าตามันเป็นยังไงผมยังจำไม่ได้เลย ไหนเอารูปมาดูดิ๊”
พูดจบต๊อตติก็ดึงเอารูปถ่ายที่ฉันพกติดตัวมา เขามองอย่างพินิจครู่หนึ่งก็พูดขึ้นว่า
“แน่ใจนะว่าจะจำหมอนั่นได้ ไม่เห็นมีคนที่คล้าย ๆ ในรูปนี้ผ่านมาสักคน”
“แน่สิ”
ฉันบอก แต่ก็แอบกังวลนิด ๆ เพราะว่าฉันแทบจะนึกใบหน้าตอนโตของเขาไม่ออกเลย โธ่เอ๊ย ! ก็มันผ่านมาตั้งเจ็ดปีแล้วนี่นา
“ไม่มีรูปอื่นแล้วเหรอ แล้วทำไมตอนเด็กมันน่าเกลียดอย่างนี้”
ต๊อตติยังคงวิพากษ์วิจารณ์ไม่หยุด
“ไม่น่าเกลียดสักหน่อย”
ฉันบอก พร้อมดึงเอารูปกลับคืนมา
“โดนหลอกแหง ๆ”
“…”
“แล้วไม่ได้เจอกันเลยตั้งเจ็ดปี ไอ้หมอนั่นจะจำพี่ได้หรือเปล่าก็ไม่รู้”
“ต้องจำได้สิ เราสัญญาว่าจะแต่งงานกันด้วยนะ !”
“เฮ้อ~ พี่นี่จริง ๆ เล้ย เอาเรื่องตอนเด็กมาคิดจริงจังได้ยังไง เพราะอย่างนี้แหละถึงได้โดนหลอกอยู่เรื่อย...ผู้หญิงที่ไม่รู้จักแม้แต่ไฮไฟว์อย่างพี่จะตามคนทันได้ยังไง โดนหลอกก็ไม่แปลกหรอก บ้าจริง…”
ต๊อตติยังบ่นไปเรื่อย ขณะที่ฉันเอาแต่เพ่งสายตาไปข้างหน้า มองหาคนที่พอจะดูคล้ายกับผู้ชายในรูป
ฮึ่ม ! ต้องกลับมาสิ ! ก็คุณป้าบอกว่าจะกลับวันนี้นี่นา แต่ว่า ทำไมจนป่านนี้เขาถึงยังไม่มาสักทีนะ
ทว่า เราสองคนทนรอจนถึงสองทุ่มก็ยังไม่เห็นแม้วี่แววว่าจะเจอคนอย่างในรูปภาพโผล่ออกมาสักคน ฉันได้แต่นั่งเศร้ามองรูปถ่ายในมือด้วยใบหน้าที่เริ่มบิดเบี้ยว ดวงตาทั้งสองข้างเอ่อท้นไปด้วยหยดน้ำ ความเศร้ากำลังถาโถมเข้ามาในจิตใจจนตัวฉันเริ่มสั่น
“ทำอะไรน่ะ ! จะร้องไห้เหรอ !”
ต๊อตติที่ก่อนหน้านั่งหมดอาลัยตายอยากเอ่ยถามด้วยหน้าตาตื่น เป็นเพราะฉันไม่ฟังเขาตั้งแต่แรก ถึงต้องมานั่งเสียใจแบบนี้
“ปละ เปล่า ไม่ได้ ร้อง ฮึกกก~”
แย่จริง น้ำตาดันไหลออกมาซะแล้ว
“ไม่เอาน่าพี่ อย่าร้องไห้ที่นี่นะ ! เดี๋ยวผมจะเลี้ยงไอศกรีมเอง”
“จริงนะ...”
ฉันถาม พร้อมพยายามกล้ำกลืนฝืนทนน้ำตาไว้
“พี่ต้องสัญญาก่อนว่าจะไม่ร้องไห้”
“อื้อ...”
ฉันพูดแล้วพยักหน้ารับ ก่อนจะรีบปาดน้ำตาบนใบหน้าทิ้ง ไม่ใช่เพราะว่าฉันเห็นแก่กินหรอกนะ แต่เพราะฉันไม่อยากให้ต๊อตติไม่สบายใจต่างหากล่ะ
“เอาเค้กสตรอเบอร์รี่ด้วยได้มั้ย”
นี่ฉันไม่ได้เห็นแก่กินจริง ๆ น้า~
กว่าเราสองพี่น้องจะกลับถึงบ้านก็โต๋เต๋อยู่ข้างนอกเสียนาน ฉันแอบปลื้มเล็ก ๆ ที่พวกเด็กผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกับต๊อตติมองมาที่เขาด้วยสายตาชื่นชม และแอบเหล่มาที่ฉันอย่างหมั่นไส้ คงจะคิดว่าเราเป็นแฟนกันละมั้ง แบบว่ารักต่างวัยอะไรทำนองนั้น เพราะถึงแม้ว่าต๊อตติจะเป็นเด็กอายุสิบสาม แต่เขาก็สูงกว่าเด็กวัยเดียวกัน ขณะที่ฉันตัวเล็กนิดเดียวพ่อบอกว่าฉันถอดแบบจากแม่มาทุกกระเบียดนิ้ว ทั้งรูปร่างหน้าตาและนิสัยแบบนี้ด้วย (บางทีฉันก็สงสัยว่านิสัยแบบไหนกันนะ)
ผิดกับต๊อตติที่ถอดแบบพ่อมาเป๊ะ ๆ นอกจากจะส่วนสูงที่เป็นจุดเด่นแล้ว เขายังหน้าตาคมคายฉายแววหล่อเหลามาตั้งแต่เด็ก ยิ่งโตก็ยิ่งเปล่งประกายเด่นชัด แล้วยังใจดีกับพี่สาวไม่เอาไหนอย่างฉันมาก ๆ ด้วย
ฉันถึงได้ปลื้มกับน้องชายคนนี้สุด ๆ ไปเลยยังไงล่ะ
“ให้ตายสิ เกลียดสายตาแบบนั้นชะมัด”
ต๊อตติบ่นอุบเมื่อกลับมาถึงบ้าน ขณะที่ฉันเริ่มหม่ำเค้กที่ซื้อกลับมากิน
“ทำไมล่ะ เด็กผู้หญิงพวกนั้นเขามองด้วยสายตาชื่นชมนะ”
“น่าอายสิไม่ว่า”
“ฮ่า ๆ ๆ~ เขินล่ะสิ ยังเด็กจริง ๆ ด้วยนะเรา”
ฉันแซวแล้วยิ้มกว้าง ขณะที่คนถูกแซวมองกลับมาด้วยสายตาเบื่อหน่าย
“ก่อนจะว่าใครว่าเด็ก หัดมองดูตัวเองก่อนดีกว่าน่า รีบ ๆ เช็ดครีมที่เลอะรอบปากนั่นออกซะทีเหอะ”
“อ๊ะ...!”
ฉันร้องแล้วรีบใช้ทิชชู่เช็ดปากอย่างเขิน ๆ
“กินเสร็จแล้วก็ขึ้นไปนอนซะ... แล้วก็อย่าคิดมากล่ะ บางทีหมอนั่นอาจจะกลับมาโดยที่เราไม่รู้ก็ได้ หรือไม่อย่างนั้น ก็คงจะเลื่อนเที่ยวบินเป็นวันพรุ่งนี้...เอาเป็นว่าอย่าเพิ่งตีโพยตีพายแล้วร้องไห้ฟูมฟาย ผมไม่มานั่งปลอบหรอกนะจะบอกให้”
ต๊อตติพูดทิ้งท้ายอย่างพยายามจะให้ฉันรู้สึกดี และเมื่อเห็นว่าฉันยิ้มรับ เขาจึงเดินขึ้นบันไดไปที่ห้องของตัวเอง
เฮ้อ~ ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะ แต่ฉันก็อดเศร้าไม่ได้อยู่ดี คิดว่าจะได้เจอกันแล้วแท้ ๆ ทำไมถึงกลายเป็นอย่างนี้ไปได้นะ
เมื่อกลับขึ้นมาบนห้อง ฉันก็วางกระเป๋า และกระโดดขึ้นไปบนเตียงของตัวเอง พลางเอารูปของยูโรมานอนดูด้วยความคิดถึงจับขั้วหัวใจ
เมื่อไหร่เราจะได้เจอกันสักทีล่ะ ยู ฉันคิดถึงนายจะแย่อยู่แล้วรู้มั้ย
ฉันถอนหายใจซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับรูปใบนั้น ก่อนจะนึกขึ้นได้ เดินไปที่หน้าต่างซึ่งอยู่ตรงข้ามกับหน้าต่างห้องของยูโรพอดิบพอดี ตอนเล็ก ๆ เราสองคนมักจะออกมาพูดคุยกันตรงนี้ จนกระทั่งถึงเวลานอนเสมอ
เจ็ดปีแล้ว ที่ฉันเปิดม่านแล้วพบกับความว่างเปล่า วันนี้ก็เหมือนกันสินะ
ฉันคิด ขณะที่เลื่อนผ้าม่านออกแล้วรับเอาลมเย็น ๆ ของยามค่ำคืน แต่ทว่า จู่ ๆ ฉันก็ต้องเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ก่อนจะรีบดึงผ้าม่านกลับที่เก่า แล้วเบือนหน้าออกมาจากตรงนั้น
มีใครก็ไม่รู้นั่งอยู่ขอบหน้าต่างห้องยูโร !
ฉันคิดด้วยหัวใจเต้นตุบตับ พาลนึกไปถึงโจรขโมยที่แอบบุกรุกบ้านของคุณป้ายามวิกาล และกำลังจะขโมยของในห้องของยูโร
ไม่ได้การ ต้องรีบโทร. บอกคุณป้า ! อ๊ะ ! หรือว่าจะโทร. แจ้งตำรวจดีล่ะ ! ไม่ได้ ๆ อย่าเพิ่งหุนหัน เราต้องดูให้แน่ใจก่อนสิว่าเป็นโจรแน่ ๆ หรือเปล่า !
ฉันเร่งสมองคิดอย่างตื่นตระหนก ก่อนจะตัดสินใจค่อย ๆ เลื่อนผ้าม่านเปิดออกอีกครั้ง และชายผู้นั้นยังนั่งอยู่ที่เดิม
เขาหันหน้ามาที่ฉัน และนั่นทำให้เราสบตากันพอดี
ฉันอ้าปากหวอ แล้วชี้นิ้วไปข้างหน้า
“คุณ ! คนที่ช่วยฉันไว้เมื่อตอนเย็นนี่นา !”
ฉันพูดเสียงดังอย่างนึกขึ้นได้ ขณะที่คนตรงหน้าไม่มีอาการแปลกใจแม้แต่นิด
“มาทำอะไร ที่บ้านหลังนี้น่ะ !”
“มาทำอะไร... เธอถามฉันเหรอ”
“ก็ใช่น่ะสิ ! คุณมาทำอะไรที่ห้องของยูโร แล้วคุณป้ารู้หรือเปล่าว่าคุณเข้ามาในนี้ ! ไม่ได้... ไม่ได้เป็นขโมยใช่มั้ย !”
“พูดพล่ามอะไรของเธอ ไม่รู้จริง ๆ เหรอว่าฉันเป็นใคร”
“เป็นใคร...” ฉันทวนคำด้วยสีหน้าใช้ความคิด ก่อนจะพูดต่อไปว่า “หรือว่า...อ๊ะ คุณเป็นเพื่อนของยูโรใช่มั้ย ! เย้~ ยูโรกลับมาแล้วจริง ๆ ด้วย ! ยูนายอยู่ที่ไหน อยู่ในห้องใช่มั้ย ! เดี๋ยวฉันข้ามไปหานะ !”
ฉันบอกด้วยความดีใจ และตั้งท่าจะปีนหน้าต่างข้ามไปที่ฝั่งตรงข้าม แต่ก็ถูกชายตรงหน้าหยุดเอาไว้
“หยุดอยู่ตรงนั้นเลย เธอคิดจะทำอะไร”
“ก็ไปหายูน่ะสิ เขากลับมาแล้วใช่มั้ยล่ะ”
“ใช่ เขากลับมาแล้ว”
“เย้~!”
ฉันร้องด้วยความดีใจอีกครั้ง
“แต่เขาไม่อนุญาตให้เธอเข้ามาที่นี่”
“หา...? ทำไมล่ะ ยูยังไม่ได้บอกสักหน่อยว่าไมให้ฉันเข้าไปน่ะ เขาต้องอยากเจอฉันมากแน่ ๆ เชื่อสิ”
“ใครบอกว่าเขาอยากเจอเธอ”
“ก็ฉันไงล่ะ !”
ฉันยืนกรานเสียงแข็ง และเพื่อนของยูโรก็ทำหน้าครุ่นคิดขณะมองกลับมา เขาไล่สายตามองฉัน ก่อนจะพ่นลมหายใจ
“นี่เธอไม่รู้จริง ๆ ใช่มั้ยเนี่ย”
“ไม่รู้...อะไรเหรอ”
“ฉันนี่แหละ ยูโร”
“…”
หา ?!
ฉันได้แต่เบิกตากว้าง
ยูโรเหรอ...
ฉันขมวดคิ้วแล้วเพ่งสายตามองหนุ่มหล่อตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อเท่าไรนัก
ไม่จริง ! ก็ในรูปกับที่ยืนอยู่ตรงหน้ามันคนละคนกันเลยนี่นา !
“ไม่จริงอ่ะ ! โกหกกันใช่มั้ย ! ไม่เห็นเหมือนในรูปเลย !”
ฉันพูด พร้อม ๆ กับชูรูปที่ถืออยู่ในมือขึ้น ยูตัวปลอมชะโงกหน้าออกมามองที่รูป จากนั้นก็เลื่อนสายตามามองที่ฉันอย่างหงุดหงิด
“เธอนี่ซื่อบื้อยังไงก็ซื่อบื้ออยู่อย่างนั้นไม่เปลี่ยนเลยนะ”
อ๊ะ ! จู่ ๆ มาว่าฉันอย่างนั้นได้ยังไงกัน ! ตาคนไม่มีมารยาท !
แต่เมื่อฟังคำที่เขาพูดต่อ ฉันก็ถึงกับเถียงไม่ออก
“เธอคิดว่าฉันจะมีหน้าตาเหมือนเดิมได้ไงตั้งแต่เด็กยันโต !”
“แต่ แต่ว่าอย่างน้อยก็น่าจะมีส่วนคล้ายบ้างสิ แต่นี่มัน...”
ฉันพูดพร้อมกับเพ่งดูรูปในมือกับตัวจริงที่ยืนอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง
ทำไมถึงไม่เหมือนกันเลยสักนิดล่ะ อ๊ะ ! ไม่สิ จะว่าไปก็มีส่วนคล้ายบ้างนิดหน่อย แต่ว่า ตัวฉันเองผ่านมาตั้งเจ็ดปีแล้วก็ไม่เห็นจะเปลี่ยนไปจากเดิมสักเท่าไหร่เลย ตัวเล็กยังไงก็ตัวเล็กอยู่อย่างนั้น ผิดกับยูโรที่เปลี่ยนไปมากจนแทบไม่เหลือเค้าคนเดิมเลยสักนิด แม้แต่เสียงก็เปลี่ยนไปด้วย
“เป็นไง พอจะจำฉันได้หรือยัง แก้มบุ๋ม”
แก้มบุ๋มเหรอ...
แก้มบุ๋ม ชื่อเต็มของฉันที่มีแต่ยูโรเท่านั้นที่จะเรียก...
ฮือ ๆ ๆ~ ยูโรจ๋า ใช่นายจริง ๆ ด้วยอ่ะ แง้~
ฉันถึงกับบ่อน้ำตาแตกด้วยความดีใจที่ในที่สุดก็ได้เจอกับยูโรแล้วจริง ๆ
“นั่นเธอร้องไห้ทำไม”
“ฮือ ๆ ๆ~ ฉันดีใจน่ะสิ ฮึก ๆ~ ดีใจที่ได้เจอนายอีกครั้ง~ ตั้งเจ็ดปีแน่ะที่เราไม่ได้เจอกัน ดีใจ...ดีใจที่สุดเล้ยยย~!”
พูดจบฉันก็กระโดดข้ามหน้าต่างไปหาเขาด้วยความดีใจ โชคดีที่หน้าต่างห้องเขากับฉันห่างกันไม่เท่าไหร่ ไม่อย่างนั้นฉันอาจตกลงไปคอหักตายก็ได้
“บ้าเอ๊ย ! จู่ ๆ กระโดดเข้ามาได้ยังไง อยากจะตกลงไปตายเรอะ !”
ถึงแม้จะถูกดุแต่ฉันก็ไม่สนใจ หันมากระโดดกอดยูโรด้วยความรักอย่างสุดซึ้ง
“นายกลับมาหาฉันแล้ว กลับมาเพื่อทำตามสัญญาของเราใช่มั้ยยู”
นึกอยู่แล้วว่านายต้องไม่มีทางลืมสัญญาที่ให้ไว้กับฉัน ยังเป็นผู้ชายที่แสนดีเหมือนเดิมสินะ ยูโร...
“สัญญา...”
“อื้อ”
“อะไร”
หา
ฉันถึงกับชะงัก แล้วค่อย ๆ ถอยออกมาเพื่อมองคนตรงหน้าให้เห็นเต็มตาอีกครั้ง
“ก็สัญญาที่ยูให้ฉันไว้ ก่อนไปเรียนเมืองนอกไงล่ะ”
ยูโรมองหน้าฉันนิ่ง ท่าทางเขาเหมือนกำลังใช้ความคิด แล้วจู่ ๆ ก็พูดขึ้นมา
“จำไม่เห็นได้”
ว่าไงนะ... ล้อกันเล่นใช่หรือเปล่า ! จะบอกว่ามีแต่ฉันที่จำได้อย่างนั้นเหรอ !
แง้~! ฉันไม่ยอมนะ ตาบ้ายูโร !
“ก็ ก็ที่ยูบอกว่า กลับมาเมืองไทยเมื่อไหร่จะมารับฉันไปเป็นเจ้าสาวไงล่ะ”
ฉันบอก และบ่อน้ำตาก็เริ่มแตก
“ฉันเคยพูดอย่างนั้นด้วยเหรอ”
“ฮือ ๆ ๆ~”
“เลิกร้องไห้สักทีเถอะน่า เธอยังขี้แยอีกเหรอเนี่ย”
“แง้ ๆ~”
“บ้าจริง หยุดร้องเดี๋ยวนี้นะ !”
ยู ยูโรที่ไม่เคยดุฉันเลย กำลังขึ้นเสียงใส่ฉันด้วยอ่ะ !
“ฮือ~ ทำไมต้องดุกันด้วยอ่ะ ยูโรของฉันไม่เคยทำอย่างนี้เลยนะ ฮือ ๆ แง ๆ~”
ฉันยิ่งตีโพยตีพายแล้วงอแงหนักกว่าเดิม ทำเอายูโรถึงกับขมวดคิ้วมุ่น ท่าทางเขาหงุดหงิดอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน
“ฟังนะ แก้มบุ๋ม เราไม่ใช่เด็ก ๆ กันแล้ว ฉันโตขึ้น แล้วก็ไม่ได้เป็นเหมือนเมื่อก่อนแล้วด้วย”
“โฮ ๆ ๆ~ ใจร้ายที่สุด~ ยูบ้า! บ้า ๆ ๆ !” (ไม่ได้ฟังที่พูดเลยสักนิด)
“นี่เธอ เงียบเดี๋ยวนี้ !”
จู่ ๆ ยูก็ตะโกน ทำเอาฉันถึงกับสะดุ้งเฮือก และหยุดร้องไห้ทันที
“กลับห้องเธอไปซะ ฉันไม่อยากเห็นน้ำตาอีก”
------
ติดตามเรื่องราวต่อไปได้ในรูปแบบรูปเล่ม "โฉมงาม (ทรามวัย) กับเจ้าชาย (ใจ) อสูร" โดย nj venus ค่ะ
|