1168 News

Bigbanner02 ..B_promotion01... B_naiin... b_freestyle08

ค้นหาผลงานนักเขียน 1168



1168 Talk

สวัสดีค่าเหล่านักอ่านและนักเขียนที่รักทุกคน *o*

กลับมาอีกครั้งเมื่อย่างเข้าฤดูฝน ฝนตกแดดออกอย่างนี้เพื่อน ๆ รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ ถ้าเพื่อน ๆ ไม่อยากออกไปไหน แนะนำให้อยู่บ้านและหยิบหนังสือคุณภาพคับเล่มของ 1168 ขึ้นมาอ่านค่ะ >_< ถ้าอ่านจบแล้วก็แวะเข้ามาเยี่ยมชมหรือจะพูดคุยกันก็ได้ที่เว็บไซต์ของเรานะคะ เตรียมพบกับกิจกรรมต่าง ๆ มากมายให้เพื่อน ๆ ได้ร่วมสนุกกันตลอดทั้งเดือนเช่น โปรโมชั่นพิเศษ เกมลุ้นรางวัล คุยกับนักเขียนคนโปรด แล้วติดตามหนังสือออกใหม่ร้อน ๆ จากแท่นพิมพ์ได้เร็ว ๆ นี้ค่า~~

ทีมงาน 1168

Online Status

เรามี 20 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

tw

 

fb

เสียงจากนักอ่าน

  • :zzz
  • :oops: ชอบส.น.พ.นี้มากหนุกทุกเร ื่อง
  • สนุกมากเลย...นี่แค่เรื่องย่อ นะคะ :-)
  • น่าอ่านเจ้าค่ะ :lol:
  • สนุก...มั้ง! :D

ตัวอย่างเนื้อเรื่อง : โฉมงาม (ทรามวัย) กับเจ้าชาย (ใจ) อสูร

 

ts0078-beauty-and-the-b โฉมงาม (ทรามวัย) กับเจ้าชาย (ใจ) อสูร

 

ผู้แต่ง  nj venus

ราคา  169 บาท

จำนวน  256 หน้า

ISBN   978-616-520-022-6

 

Download ตัวอย่างเนื้อเรื่อง

 

 

 

บทนำ


“เป็นเจ้าสาวของฉันนะ แก้มบุ๋ม ฉันสัญญา กลับมาเมื่อไหร่เราจะแต่งงานกัน”

“ได้จ้ะ ยู ฉันจะรอยูนะ”

“พี่... พี่”

รีบ ๆ กลับมานะยู

“ตื่นได้แล้วน่า ! มัวแต่ฝันหวานอยู่ได้ อยากไปโรงเรียนสายหรือไงหา !”

ฉันค่อย ๆ ปรือตามองเจ้าของเสียงดัง ต๊อตติน้องชายฉันกำลังยืนทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ข้างเตียง

“เช้าแล้วเหรอ” ฉันถามเสียงัวเงีย กำลังนึกเสียดายฝันเมื่อครู่นี้ ยิ่งใกล้วันกลับของยูมากเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งฝันถึงเขาบ่อยเท่านั้น

“จะแปดโมงเช้าอยู่แล้ว ผมไม่อยากไปโรงเรียนสายเพราะพี่หรอกนะ”

พูดจบน้องชายสุดที่รักก็สะบัดหน้าออกไปจากห้อง ทิ้งให้ฉันทำหน้าจ๋อยมองตามหลัง

ฉันพลิกตัวอยู่บนเตียง แล้วยิ้มอย่างมีความสุขเมื่อหวนนึกถึงคำพูดของเพื่อนสนิทในวัยเด็ก ความฝันเมื่อครู่นี้เคยเกิดขึ้นจริงเมื่อเจ็ดปีก่อน ฉันกับยูโรเป็นเพื่อนบ้านที่สนิทสนมกันมาก เรามักไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ ๆ แม้แต่ห้องนอนของเรายังอยู่ติดกัน เพียงแค่ปีนข้ามระเบียงก็เข้าไปห้องฝั่งตรงข้ามได้แล้ว

เจ็ดปีแล้วสินะ เจ็ดปีแล้วที่ฉันเอาแต่คิดถึงเธอ เจ็ดปีแล้วที่เราไม่ได้เห็นหน้าเห็นตากันเลย ไม่รู้ว่าป่านนี้ยูจะเปลี่ยนแปลงไปยังไงบ้าง ไม่รู้ว่าวันเวลาที่ผ่านไปจะทำให้เขาลืมคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับฉันหรือเปล่า

หึ จะยังไงก็แล้วแต่ อีกแค่อาทิตย์เดียวเท่านั้นที่เราจะได้พบกันแล้ว

ความคิดนั้นทำให้ใบหน้าของฉันฉาบไปด้วยรอยยิ้ม สมองจินตนาการถึงวันที่เราได้เจอกันหลังจากที่ไม่พบกันเลยถึงเจ็ดปี เราได้คุยกันแค่ไม่กี่ครั้งผ่านทางโทรศัพท์ ฉันยังจำได้แม่นเลยล่ะ ว่ายูพูดยังไงบ้างตอนที่เขาต้องย้ายไปเรียนที่เมืองนอก และเพราะคำสัญญานั้น ที่ทำให้ฉันยังจดจำและอยู่อย่างฝันหวานจนถึงทุกวันนี้

อายุสิบเจ็ดแล้ว แต่ฉันยังดำรงตนอยู่โดยปราศจากคำว่าแฟน ฉันไม่เคยแม้แต่จะยอมให้ผู้ชายคนอื่นเข้าใกล้เกินกว่าความเป็นเพื่อน นั่นก็เพราะฉันยังจำคำพูดของยูได้ และฉันก็ให้สัญญากับตัวเองไว้แล้วว่า ร่างกายและหัวใจของฉันจะไม่มีวันมอบให้ชายอื่น นอกจากนายเท่านั้น

ยูโร... ใจของฉันมันเป็นของเธอ ไม่ว่านานเท่าไร และจะยังเป็นของเธอตลอดไป...

นี่เป็นประโยคส่วนหนึ่งในไดอารี่ของฉันเองแหละ หวานหยดย้อยเลยใช่ไหมล่ะ อิอิ

ฉันยิ้ม แล้วหยิบเอารูปถ่ายของเราสองคนในวัยเด็กมาดู ในภาพเราสองคนต่างก็ยิ้มกว้างอย่างมีความสุข ความสนิทสนมของเราสองคนและมิตรภาพในวัยเยาว์ของเรานั้นช่างมั่นคงและลึกซึ้งเหลือเกิน ตั้งแต่จำความได้ ไม่ว่าจะยามกิน ยามนอน หรือยามเล่น พวกเราก็อยู่ด้วยกันเสมอ ๆ ตอนที่รู้ว่ายูจะต้องย้ายไปอยู่กับปู่และย่าที่เมืองนอก ฉันงี้ร้องไห้จนตาบวมฉึ่ง แล้วเอาแต่เศร้าเป็นเดือน ๆ

ฉันไม่เคยลืมสัญญาระหว่างเรา

รักครั้งแรกของฉัน นายกำลังจะกลับมาเพื่อทำตามสัญญานั้นใช่ไหม

ยินดีต้อนรับกลับเมืองไทยนะจ๊ะ ยูโร!

 

 

ตอนที่ 1

 

“ถูกลอตเตอรี่หรือไง ยัยแก้ม นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ได้ เห็นแล้วน่าขนลุกชะมัด”

ฉันที่กำลังฉีกยิ้มจนหน้าบาน จำต้องหุบลงเพื่อหันมาตอบคำถามเพื่อนสาวคนสนิทที่ทั้งแสบ เซี้ยว และเปรี้ยวจี๊ดทั้งตัว

“เปล่าซะหน่อย ฉันแค่กำลังมีความสุขต่างหากล่ะ”

“ความสุขอะไรอีกล่ะยะ อย่างเธอขนาดแมวจรจัดคลอดลูกยังเหมาว่าเป็นความสุขของตัวเองได้เลย ผู้หญิงซื่อที่มองโลกในแง่ดีอย่างเธอคงจะมองทุกอย่างเป็นความสุขไปหมดนั่นแหละ”

“ก็บอกว่าไม่ใช่แบบนั้นไงล่ะ คราวนี้เป็นเรื่องดีจริง ๆ นะ ชะเอม”

“ฮึ ! ฉันไม่อยากจะเถียงกับเธอแล้ว ซื่อบื้ออย่างเธอเถียงไปก็เท่านั้น”

อา~ เจ็บปวดใจเหลือเกิน ทั้ง ๆ ที่ชะเอมก็ว่าฉันอย่างนี้แทบจะทุก ๆ สิบนาทีอยู่แล้ว แต่ทำไมฉันถึงยังไม่ชินสักทีนะ

“แล้วเธอจะบอกฉันได้หรือยัง ว่าไอ้ที่ทำให้เธอยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เนี่ยมันเรื่องอะไร”

“อ๋อ !” ฉันร้องอย่างนึกขึ้นได้ รอยยิ้มผุดพรายทั่วใบหน้าอีกครั้ง “จำที่ฉันพูดถึงเพื่อนสมัยเด็กได้มั้ย คนที่อยู่ข้างบ้านฉัน แล้วไปเรียนต่อเมืองนอกตอนสิบเอ็ดขวบน่ะ”

“อ๋อ ไอ้เด็กลูกครึ่งที่เป็นรักแรกอะไรนั่นน่ะเหรอ”

“อื้อ~”

ฉันพยักหน้าหงึก ๆ แล้วฉีกยิ้มจนหน้าแดง ขณะที่ชะเอมทำหน้าไร้อารมณ์

“เขาจะกลับมาแล้ว”

“เธอรู้ได้ไง”

“รู้สิ ก็ยูโทรศัพท์มาบอกเมื่ออาทิตย์ก่อน คงจะมารับฉันไปเป็นเจ้าสาวตามสัญญาแน่ ๆ เลยล่ะ”

“เฮ้อ~ ยัยแก้มบุ๋มผู้แสนซื่อของฉัน คงจะมีแต่เธอเท่านั้นแหละที่ยังจำเรื่องพวกนั้น ไอ้ลูกครึ่งนั่นป่านนี้คงมีแฟนแล้วเป็นโขยง อยากถูกเด็กเมืองนอกหลอกเอาหรือไง ยัยติ๊งต๊อง”

“ยูไม่ได้หลอกฉันสักหน่อย ! เราโทร. คุยกันบ่อยจะตาย”

“ไอ้ที่บอกว่าสองเดือนครั้งน่ะเหรอ นั่นเขาเรียกว่านาน ๆ ทีย่ะ ไม่ใช่บ่อย”

ฉันหน้าจ๋อยสนิท ได้แต่เม้มปากแน่นอย่างเถียงไม่ออก

“แล้วอีกอย่าง หมอนั่นเคยพูดถึงเรื่องแต่งงานหรือเปล่า”

ฉันส่ายหัว เริ่มจนมุม

“เห็นมั้ยล่ะ หมอนั่นลืมแล้วชัวร์ เธออย่าไปคาดหวังให้เสียเวลาเปล่าเลย”

“ไม่จริงหรอก ! ยูเป็นคนดี จะต้องรักษาสัญญาแน่ ๆ ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว... เขาไม่เคยผิดคำพูดเลยนะ !”

ฉันโวยอย่างไม่ยอมแพ้ ใบหน้าเริ่มบูดบึ้ง ขณะที่ชะเอมยังเฉยเป็นทองไม่รู้ร้อนก่อนจะโบกมือโบกไม้เป็นสัญญาณให้ฉันรีบนั่งลง

“เออ ๆ เป็นคนดีก็ดี เธอรีบนั่งลงเหอะ คนทั้งโรงอาหารมองมาที่เราหมดแล้ว”

นั่นสินะ ฉันลืมไปได้ไงว่ากำลังนั่งอยู่ท่ามกลางฝูงนักเรียนที่กำลังกินข้าวเที่ยง

“ยังไงก็เถอะ เย็นนี้ฉันจะไปรับยูที่สนามบิน ไปเป็นเพื่อนหน่อยสิ นะ ชะเอม”

ฉันพูดพร้อมกับเกาะแขนเพื่อนรักไว้ และไม่ลืมที่จะส่งสายตาเป็นประกายวิบวับอย่างอ้อนวอนขอความเห็นใจ

“เธอเคยเห็นหน้าหมอนั่นเหรอ”

“เคยสิ”

“ตอนไหน”

“ล่าสุดก็ตอนสิบเอ็ดขวบไงล่ะ”

พอฉันพูดจบชะเอมก็ปฏิเสธทันที

“ไม่”

“ทำไมล่ะ !”

“ไปรับคนที่ไม่เคยเจอหน้าตั้งเจ็ดปีเนี่ยนะ ให้พ่อแม่เขาไปรับน่ะดีแล้ว”

“แต่ฉันอยากไปเซอร์ไพรส์ยูนี่นา แม้แต่คุณป้ายังไม่รู้เลยนะ ว่าฉันจะไปรับยูที่สนามบิน นะ ๆ~ ไปด้วยกันหน่อยสิ เธอก็รู้ว่าถ้าฉันไปคนเดียวต้องหลงแน่เลย”

พูดจบหยดน้ำใส ๆ ก็เริ่มคลอสองเบ้า ทำเอาชะเอมถึงกับรีบเบือนหน้าหนีทันที

“ไม่เด็ดขาด !”

“ฮึก~” (เสียงเริ่มมา)

“เอาอีกแล้ว ยัยแก้ม ! อย่าคิดว่ามุกนี้จะได้ผลนะ”

“ฮือ...” (สเตปสอง)

“โอเค ! ก็ได้” (ในที่สุดก็พ่ายแพ้)

“เย้~” (ฉันเอง)

เมื่อคำขอสัมฤทธิ์ผล ฉันก็กระโดดตัวลอยด้วยความดีใจ แต่ก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเรียกของเพื่อนร่วมห้องที่เดินตรงเข้ามา

“ยัยแก้ม มีผู้ชายมาถามหาแน่ะ”

ฉันกับชะเอมหันมามองหน้ากันด้วยความข้องใจ

ใคร ? ผู้ชายที่ไหนจะมาถามหาฉัน เพราะทั้งโรงเรียนนี้ไม่มีใครไม่รู้จักแก้มบุ๋มผู้แสนซื่อบื้ออย่างฉันสักคน

“กำปั้นหรือเปล่า ที่ตามหาเธอน่ะ”

ชะเอมออกความเห็น และยังไม่ทันที่เพื่อนร่วมห้องของฉันจะพูดต่อว่าเป็นใคร เสียงของผู้ชายที่คุ้นหูก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

“แก้ม อยู่นี่เองเหรอ”

ฉันหันไปมอง และพบกำปั้น เดือนเด่นประจำโรงเรียนเดินตรงมาที่เรา

“เธอ อยู่ด้วยเหรอ”

กำปั้นพูดพร้อมกับชะงัก เมื่อหันไปเห็นชะเอม ผู้ได้รับฉายาว่าสาวแสบประจำโรงเรียน ไม่มีใครสักคนในโรงเรียนที่กล้าหือหากับเพื่อนสาวของฉันคนนี้ เพราะเธอทั้งบู๊และดุดันสุด ๆ จะมีก็แต่กำปั้นนี่แหละ ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับชะเอมมาตั้งแต่วันแรกที่เข้าเรียน

ไม่น่าเชื่อว่าผู้หญิงที่คนทั้งโรงเรียนต่างเกรงใจอย่างชะเอม จะมาเป็นเพื่อนสนิทกับผู้หญิงที่อ่อนแอและถูกรังแกเป็นประจำอย่างฉัน ที่สำคัญ ฉันยังมีฉายายัยซื่อบื้อแถมมาด้วยอีกต่างหาก

ถึงแม้จะไม่ชอบ แต่ฉันก็จำต้องก้มหน้ายอมรับความจริงอย่างเลี่ยงไม่ได้

“ถ้าฉันอยู่ด้วยแล้วมันจะเป็นยังไง ทำไม เห็นฉันเป็นก้างหรือไง”

“พะ...พูดอะไรของเธอ !”

“คิดว่าฉันดูไม่ออกหรือไง ว่าทำไมนายชอบมาป้วนเปี้ยนอยู่กับเพื่อนฉัน ฉันไม่ได้ซื่อบื้อจนไม่รู้อะไรเลยอย่างยัยแก้มหรอกนะ กำปั้น”

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ ! ยัยตัวแสบ”

“พูดอย่างนี้ อยากจะมีปัญหากับฉันมากใช่มั้ย”

เฮ้อ~ เริ่มอีกแล้ว สองคนนี้

ฉันได้แต่มองทั้งสองคนเถียงกันไปมา แล้วก็ได้แต่นิ่วหน้าเพราะไม่รู้ว่าทั้งสองคนทะเลาะกันด้วยเรื่องอะไร และพูดถึงอะไร (ซื่อบริสุทธิ์จริง ๆ)

“แล้ว ตามหาฉันทำไมเหรอ”

ฉันถาม ทำให้สงครามน้ำลายระหว่างกำปั้นและชะเอมชะงักลง

“อ๋อ ใช่ ! กุหลาบที่เธอเอามาปลูกในสวนเมื่ออาทิตย์ก่อน ดอกมันบานแล้วนะ”

“หา ! จริงเหรอ”

“อื้อ ไปดูด้วยกันมั้ย”

“ไปสิ ไปด้วยกันนะชะเอม”

ฉันที่กำลังยิ้มหน้าบานหันไปชวน แต่ชะเอมตีหน้าตายแล้วเหลือบตามองไปที่กำปั้นเพียงแวบเดียวเท่านั้น ก่อนตอบกลับมาว่า

“อย่าเลย บางคนคงไม่อยากให้ฉันไปขัดคอน่ะ”

“เอ๋...?”

“เธอคงหมายถึง ไม่ชอบกลิ่นดอกไม้ล่ะสิ ใช่มั้ย”

กำปั้นถามหน้าตาย ขณะที่ฉันรีบหันไปที่ชะเอม

“ไม่ชอบเหรอ ?”

“ช่างเถอะ รีบไปดูกันดีกว่านะ แก้ม”

ฉันยังไม่ทันได้ฟังคำตอบจากชะเอมก็ถูกกำปั้นกึ่งลากกึ่งจูงมาที่สวนหลังโรงเรียน และเมื่อมาถึงก็ไม่ผิดหวัง เพราะฉันพบพุ่มดอกกุหลาบออกดอกบานสะพรั่ง มันช่างสวยงามเสียซะจนฉันไม่อาจหุบยิ้มลงได้

“น่ารักที่สุด”

“อื้อ~ เป็นเพราะแก้มคอยรดน้ำ พรวนดิน มันถึงได้ออกดอกงามขนาดนี้”

“ไม่หรอก กำปั้นก็ช่วยด้วย”

ฉันพูดยิ้ม ๆ และก้มลงไปดมกลิ่นดอกไม้พวกนั้น มันช่างหอมชื่นใจซะจริงเลย

อา~ สดชื่นที่สุด~

ในขณะที่ฉันกำลังเพลิดเพลินอยู่นั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นขัดจังหวะ เมื่อมองรายชื่อที่ขึ้นอยู่หน้าจอก็พบว่าเป็นชะเอมที่โทร. เข้ามา ฉันกดรับสายทันที

“มีอะไรเหรอ เปลี่ยนใจอยากตามมาด้วยกันแล้วล่ะสิ”

“ไม่ใช่ย่ะ ฉันแค่จะโทร. มาบอกว่า คนที่ตามหาเธอน่ะ ไม่ใช่กำปั้นหรอกนะ แต่เป็น...”

แล้วฉันก็ไม่ได้ยินอะไรอีกเลย

ฉันลองกดโทร. หาชะเอม แต่กลับกลายเป็นว่าไม่มีสัญญาณตอบรับ คงจะเป็นเพราะแบตเตอรี่หมด ก็เลยไม่รู้กันพอดีว่าชะเอมจะบอกอะไร

แต่ฉันก็แค่ปล่อยให้ความสงสัยนั้นอยู่ในใจ อีกเดี๋ยวก็จะเข้าเรียนตอนบ่ายแล้ว ถึงเวลานั้นค่อยถามก็ได้

แต่ทว่าเมื่อกลับเข้าห้องก็ไม่พบชะเอมเสียแล้ว ยัยเพื่อนสาวของฉันคงจะโดดร่มอีกตามเคย


ตลอดช่วงบ่ายของวันนั้น ฉันเรียนด้วยใจที่ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไหร่ คงเพราะมัวพะว้าพะวงและเฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อว่าเมื่อไหร่จะถึงเวลาเลิกเรียนเสียที เพราะฉันแทบอดใจรอไม่ไหวที่จะได้เจอยูโรไงล่ะ

และในที่สุดเวลานั้นก็มาถึง ทันทีที่ออดเลิกเรียนดังขึ้น ฉันก็แทบจะลอยออกมานอกห้อง แต่ยังไม่ทันจะพ้นประตูห้องเรียนเลยด้วยซ้ำ ตอนที่กำปั้นวิ่งเข้ามา

“แก้ม เลิกเรียนแล้วไปหาอะไรเย็น ๆ กินกันนะ”

“ตอนนี้เลยเหรอ คงไม่ได้หรอก กำปั้น วันนี้ฉันมีธุระน่ะ”

“ธุระสำคัญเหรอ”

“อื้อ ไปก่อนนะ”

ฉันพูดพร้อมรอยยิ้ม พลางโบกมือหย็อย ๆ ในขณะที่กำปั้นมองตามด้วยสีหน้าที่ดูเจื่อน ๆ ยังไงไม่รู้ ฉันเองก็รู้สึกผิดที่ทิ้งกำปั้นไว้คนเดียว เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา นอกจากชะเอมที่คอยดูแลฉัน ก็มีกำปั้นนี่แหละ ที่เป็นเพื่อนสนิทและพึ่งพาได้

นอกนั้นเกินกว่าครึ่งของพวกในโรงเรียน ต่างก็เห็นฉันเป็นยัยซื่อบื้อผู้อ่อนโลก โดยเฉพาะพวกนักเรียนชาย ที่มักจะชอบแกล้งและหาเรื่องมาอำฉันแรง ๆ อยู่เรื่อย

และที่ดูจะไม่ชอบหน้าฉันจนถึงขั้นตั้งตนเป็นศัตรูถาวร ก็คือผู้หญิงคนนี้

“นี่ ! ยัยซื่อบื้อ ! จะรีบไปตามควายหรือไงยะ เธอเดินชนฉันมาได้ยังไง ยัยซุ่มซ่าม”

ฉันได้แต่หันไปทำหน้าเหวอใส่เจ้าของเสียงที่เดินสวนกันเมื่อครู่ มิลา สาวสวยประจำโรงเรียนที่ทั้งเริ่ด เชิด แล้วยังไฮโซสุด ๆ ไม่รู้ว่าทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงเกลียดฉันนักหนา เพราะตั้งแต่วันแรกจนกระทั่งถึงวินาทีนี้ที่เรารู้จักหน้าค่าตากัน มิลาก็คอยหาเรื่องฉันตลอด

“ขะ...ขอโทษ ฉันรีบน่ะ”

ฉันได้แต่พูดเสียงอ่อย แล้วก้มหน้าปลก ๆ

คงเพราะฉันเป็นอย่างนี้ล่ะมั้ง ที่ทำให้มิลาได้ใจเหลือเกินที่จะคอยหาเรื่องกัน

“ขอโทษแล้วคิดว่ามันจะจบง่าย ๆ เรอะ !”

“แต่ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ ที่จริง เธอเดินชนฉันเองนะ มิลา”

“กล้าโยนความผิดให้ฉันงั้นเหรอ เธอก็รู้นี่ว่าฉันเป็นใคร”

“เป็นใครเหรอ...?”

ใบหน้าของฉันเต็มไปด้วยความเอ๋อ ทำเอามิลาหน้าแดงจัดด้วยความโกรธ

ฉันเปล่ากวนสักหน่อย ใคร ๆ ก็รู้ว่าผู้หญิงคนนี้ชื่อมิลานี่นา อ๊ะ ! หรือฉันจะจำชื่อผิด !

คิดได้ดังนั้นฉันก็ทำตาโตแล้วมองคนตรงหน้าอย่างพินิจ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงไม่สบายใจว่า

“หรือว่าเธอไม่ได้ชื่อมิลา ! ขะ...ขอโทษนะที่ฉันจำชื่อเธอผิด แต่ว่า หน้าเธอเหมือนกับมิลามากเลย ฉันก็เลยสับสนน่ะ”

“นี่ ! จะกวนประสาทกันหรือไง !”

“อ้าว ก็...”

“ฉันนี่แหละ ! มิลาดาวประจำโรงเรียน ! อย่าคิดว่าแกล้งโง่แล้วฉันจะตลกด้วยนะ”

“เปล่าสักหน่อย ฉันไม่ได้แกล้งโง่นะ”

จริงนะ ฉันไม่ได้แกล้งเลยสักนิด

“คิดว่าทำหน้าอย่างนั้นแล้วฉันจะยกโทษให้หรือไง !”

พอได้ยินอย่างนั้น จากใบหน้าจ๋อยสนิท ฉันก็เลยฉีกยิ้มให้ แต่ก็โดนวีนกลับมาอยู่ดี

“ยัยนี่ ! ยั่วโมโหจริง ๆ เลย !”

พูดจบมิลาก็เงื้อฝ่ามือขึ้น แล้วฟาดลงมา ฉันเห็นดังนั้นก็ได้แต่ยืนตัวแข็งแล้วหลับตาปี๋ แต่ทว่า แทนที่จะมีเสียงเพียะบนใบหน้า ก็กลับกลายเป็นเสียงพูดของคนคนหนึ่งดังขึ้นข้าง ๆ หูฉัน

“จะทำอะไร...”

เสียงทุ้มต่ำนั้นทำให้ฉันชะงัก แล้วค่อย ๆ ลืมตามอง

ภาพใบหน้าของคนข้าง ๆ ทำเอาใจฉันเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ หนุ่มร่างสูงผิวขาวสะอาดสะอ้านยืนอยู่ข้างกายฉัน ฝ่ามือข้างหนึ่งของเขาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของมิลาที่ก่อนที่กำลังจะเงื้อลงมา และโชคดีที่เขาหยุดไว้ทัน ไม่อย่างนั้น ฉันคงจะหน้าแดงเป็นรอยห้านิ้วไปแล้ว

“ว่าไง คิดจะทำอะไรผู้หญิงคนนี้”

เสียงของเขาดังขึ้นอีกครั้ง และมิลาก็เอาแต่ยืนนิ่งด้วยดวงตาที่เบิกโพลง ใบหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงเสียจนไม่อยากเชื่อว่าจะมาจากความโกรธ

ฉันไม่แปลกใจหรอกที่เธอจะยืนอึ้งอย่างนั้น เพราะผู้ชายคนนี้มีใบหน้าหล่อราวกับถอดแบบมาจากบอยแบนด์ชื่อดังหลาย ๆ วงมารวมกัน ใบหน้าสวยได้รูป จมูกโด่งแบบฝรั่ง คิ้วเข้ม ดวงตาเรียว ปากเป็นรูปกระจับ และเส้นผมสีดำสนิท

ที่สำคัญ เขาเป็นลูกครึ่งซะด้วย

นั่นทำให้ฉันคิดถึงยูโรขึ้นมาจับใจ...

ยูโรจ๋า ฉันคิดถึงนายใจจะขาดอยู่แล้ว

เฮ้อ~ แต่คงไม่ใช่ผู้ชายคนนี้แน่ เพราะยูโรเท่าที่ฉันจำได้ห่างไกลจากผู้ชายคนนี้ลิบ ใบหน้าตกกระ รูปร่างผอมกะหร่อง ตัวเล็กนิดเดียว แต่ ถึงแม้ว่าเขาจะดูธรรมดาสักแค่ไหน นั่นก็ไม่สามารถเปลี่ยนใจที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความคิดถึงที่ฉันมีต่อเขาได้ เพราะฉันเชื่อว่า ถึงแม้เวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหน ยูโรก็ยังคงเป็นยูโรอยู่วันยังค่ำ เขายังคงเป็นเด็กผู้ชายที่แสนใจดีและอ่อนโยนสำหรับฉันเสมอ

แต่ผู้ชายคนนี้ ทำไมถึงทำให้ฉันตื่นเต้นจนอยู่ไม่สุขขนาดนี้กันนะ

ตึกตัก ตึกตัก~

บ้าจริง ! อย่าอ่อนไหวนะแก้มบุ๋ม ! เธอมียูโรอยู่แล้วทั้งคนนะ

“เป็นผู้หญิง ใช้ความรุนแรงมันคงไม่เหมาะ”

คำพูดต่อมาของเขาทำให้ฉันหยุดความคิด แล้วเพ่งสายตาไปที่บุคคลข้าง ๆ อีกครั้ง สายตาดุดันที่แฝงไปด้วยความเย็นชาของเขาเพ่งตรงไปยังมิลาที่ดูเหมือนจะจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไรนัก เธอไม่ได้พูดจาร้ายกาจใส่ผู้ชายคนนี้เหมือนกับที่ทำกับฉัน แต่กลับตอบรับด้วยน้ำเสียงที่เบาแสนเบาว่า

“ค่ะ...”

อะไรกัน ทีก่อนหน้าไม่เห็นอ่อนปวกเปียกอย่างนี้เลยนี่นา

สงสัยฉันต้องลองทำตาขวาง ๆ แบบผู้ชายคนนี้หน่อยแล้ว (ว่าแล้วก็ลองซะเลย แต่ดูเหมือนจะยิ่งทำให้ตัวเองดูปัญญาอ่อนเสียมากกว่า)

ขณะที่ฉันกำลังลองทำหน้านิ่วคิ้วขมวดใส่มิลาที่ไม่แลสายตามาทางฉันเลยนอกจากชายตรงหน้า ผู้ชายคนที่เข้าช่วยฉันไว้ก็หันหลังเดินหนีไปทางอื่นแล้ว ทิ้งให้ฉันยืนเซ่ออยู่ที่เดิม โดยมีมิลาทำตาลอยมองตามหลังเขาไป

ฉันหันกลับไปมองที่เขาบ้าง ก่อนจะนึกขึ้นได้รีบวิ่งตามหลัง พลางร้องเรียก

“เดี๋ยวก่อนสิ !”

เสียงของฉันไม่แม้แต่จะทำให้เขาชะงัก

“รอฉันด้วยค่ะ !”

ทำไมมองดูเหมือนผู้ชายใจดีคนนั้นจะยิ่งเดินเร็วขึ้นกันนะ

“คุณฝรั่ง...!”

ฉันยังพูดไม่ทันจบ เขาก็หยุดเดินทันที ก่อนจะหันมาทำตาขวาง ทำเอาฉันถึงกับชะงักด้วยสีหน้าไม่สู้ดี

“เธอเรียกฉันว่าอะไรนะ”

“คุณฝรั่ง” (ดันตอบหน้าตาเฉย)

“รู้มั้ยว่าสำหรับฉัน การเรียกอย่างนี้ถือว่าหยาบคาย”

“ขอโทษค่ะ”

“ขอโทษเหรอ”

“เอ๊ะ ?”

พูดขอโทษก็ผิดด้วยหรือเนี่ย แล้วทำไมเขาต้องทำหน้าดุใส่ฉันด้วยนะ

“ทำไมถึงพูดขอโทษง่าย ๆ อย่างนี้”

“ก็...”

“ยังหัวอ่อน ว่าง่ายเหมือนเดิมเลยนะ”

“หา...!”

“แต่ว่า แบบนี้ก็ดี...”

พูดจบเขาก็กระตุกยิ้มนิด ๆ ที่มุมปากด้วยสีหน้าและแววตาเจ้าเล่ห์ชอบกล ฉันได้แต่มองดูชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความไม่เข้าใจ

“เธอ ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ...”

หา !

ฉันได้แต่งุนงงกับคำพูดเป็นปริศนานั้น แต่ยังไม่ทันได้ตั้งคำถามหรือไขข้อข้องใจใด ๆ เขาก็เดินแหวกกลุ่มนักเรียนชายหญิงที่พร้อมใจกันเปิดทางให้ สายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องเหลียวมองตามหลังเขาจนกระทั่งลับหาย เป็นผู้ชายที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์จนต้องเหลียวหลังจริง ๆ

ว่าแต่ ทำไมเขาถึงพูด เหมือนกับรู้จักฉันมาก่อนอย่างนั้นนะ

 

 

ตอนที่ 2

 

ฉันมีเวลาสงสัยได้ไม่นานก็ต้องตกใจกับเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้น ฉันแปลกใจเล็กน้อยตรงที่มันเป็นเบอร์ตู้ และเมื่อกดรับ เสียงที่กรอกมาตามสายก็ทำให้ฉันหายงง

“ฉันเอง”

“เอมเหรอ อยู่ไหนน่ะ ฉันจะไปสนามบินแล้วนะ”

“ขอโทษนะ ฉันคงไปกับเธอไม่ได้แล้วล่ะ”

“ทำไมล่ะ ! จะทิ้งกันเหรอ” (เสียงเริ่มสั่น)

“ฉันมีธุระย่ะยัยต๊อง ! แล้วอีกอย่าง สนามบินก็อยู่ไม่ไกลเลย ถ้าแค่นี้เธอหลงก็ให้มันรู้ไปสิยะ”

“ตะ แต่ว่า...”

“เลิกงอแงได้แล้วน่า ยัยแก้ม”

“ฮึก~”

“เฮ้อ~ ให้ตายสิ เมื่อไหร่จะโตสักทีนะ แก้มบุ๋ม”

“ฉันสิบแปดแล้วนะ”

“สมองเธอล่ะ”

“แง้~ ใจร้าย~”

“โอเค ฉันจะวางสายแล้ว เอาเป็นว่าเธอกลับไปบ้านก่อนสิ ชวนน้องชายตัวแสบของเธอไปเป็นเพื่อนก็ได้นี่ ไอ้เด็กนั่นมันแก่แดดจะตายชัก คงไม่เซ่อซ่าซื่อบื้อเหมือนเธอหรอก”

นั่นสินะ ฉันลืมต๊อตติน้องรักไปได้ยังไง

แต่แหม~ น้องฉันเพิ่งจะสิบสามขวบเองนะ ยังไงฉันก็เป็นพี่แล้วโตกว่าด้วย จะให้ขอร้องน้องที่อ่อนกว่าตั้งห้าปีพาไปได้ยังไงกัน

“แต่ว่า...”

ฉันยังไม่วายพยายามต่อรอง แต่ชะเอมก็วางสายไปเรียบร้อยแล้ว

ดังนั้น ฉันก็เลยได้แต่ยืนเศร้าแล้วจ้องไปที่หน้าจอโทรศัพท์ ก่อนตัดสินใจกลับไปที่บ้านเพื่อทำตามคำแนะนำของเพื่อน

ต๊อตติจ๋า~ ช่วยพี่สาวคนนี้ด้วยน้า~


“ต๊อตติ~!”

ทันทีที่วิ่งปรู๊ดกลับมาถึงบ้าน ฉันก็ตะโกนเรียกชื่อนี้ตั้งแต่ยังไม่ทันจะเปิดประตูด้วยซ้ำ และเมื่อเข้ามาในบ้าน ฉันก็วุ่นไปทั่ว ปากก็ตะโกนเรียกน้องชายสุดที่รักไปด้วย

“ต๊อตติ ! อยู่ไหนอ่ะ !”

“กลับมาก็เสียงดังเลยนะ พี่”

เสียงของน้องรักดังมาจากหน้าทีวีที่ฉันวิ่งผ่านไปมาตั้งหลายรอบ (แต่ทำไมถึงมองไม่เห็นนะ) เมื่อฉันชะโงกใบหน้ามองข้ามโซฟา ก็พบว่าน้องรักกำลังเอกเขนกนอนอ่านการ์ตูนเล่มโปรดอยู่

“พี่มีเรื่องจะขอร้องล่ะ”

“รู้ตั้งแต่ได้ยินเสียงตะโกนเรียกแล้วล่ะ คราวนี้อะไรอีกล่ะ ให้สอนการบ้านภาษาอังกฤษอีกแล้วใช่มั้ย เมื่อไหร่พี่จะฉลาดขึ้นสักทีนะ มัวแต่เอาเวลาไปเล่นกับหมาแมวที่สนามเด็กเล่นอยู่ได้”

ฉันได้แต่ทำหน้าบูดเมื่อได้ยินอย่างนั้น

ถึงฉันจะหัวไม่ดีจริง ๆ ก็เถอะ แต่ไม่เห็นจะต้องพูดแบบนั้นเลยนี่ น้องบ้า !

“ไม่ใช่ซะหน่อย”

“โดนใครรังแกมาอีกหรือไง”

“เปล่านะ !”

“ขอยืมเงินอีกแล้วสิ”

“ม่ายช่าย~!”

ยิ่งต๊อตติเดาส่งเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งรู้สึกอับอายมากเท่านั้น เพราะแต่ละเรื่องที่ถูกสงสัยไม่เห็นจะน่าจดจำสักนิด

“เอ้า ! งั้นอะไรล่ะ ไม่ทำเรื่องติ๊งต๊องให้หรอกนะ”

“ไปสนามบินเป็นเพื่อนหน่อยสิ”

“เครื่องเล่นใหม่ที่สนามเด็กเล่นเหรอ”

น้องชายคนนี้เห็นฉันเป็นยังไงกันนะ

“ไม่ใช่ ที่สนามบินจริง ๆ พี่จะไปรับคนน่ะ”

“ใคร”

“ยูโรไง”

“ไม่รู้จัก”

“จำไม่ได้เหรอ เพื่อนข้างบ้านของพี่ไง”

“ข้างบ้านไหน”

“บ้านคุณป้าไงล่ะ”

ฉันพูดพร้อมกับชี้ไปบ้านข้าง ๆ

“อ๋อ ไอ้ฝรั่งนั่นน่ะเหรอ”

“ลูกครึ่งไทย ฝรั่งเศสต่างหาก”

“จำไม่เห็นได้”

ฉันได้แต่ทำหน้ามุ่ยกับท่าทีเฉยเมยของน้องรัก ไม่มีทางที่ต๊อตติจะจำยูโรไม่ได้ เพราะสองคนนี้เป็นไม้เบื่อไม้เมาและไม่ถูกกันมาตั้งแต่เด็กแล้ว สาเหตุก็เพราะยูโรไม่ชอบที่ต๊อตติติดฉันแจ ขณะที่ต๊อตติก็ไม่ชอบที่ยูโรสนิทสนมกับฉันมากกว่าเขาที่เป็นน้องแท้ ๆ เพราะเหตุนี้พวกเขาสองคนจึงไม่ชอบหน้ากันเท่าไหร่ ฉันที่เป็นคนกลางได้แต่ลำบากใจ ทำยังไงพวกเขาก็ไม่ญาติดีกันซะที

“นะ ไปด้วยกันหน่อยสิ ขอร้องล่ะ~”

“ขนาดว่ามันอยู่เมืองนอกพี่ยังไม่ลืมมันอีก...ผมรู้นะว่าพี่แอบใช้โทรศัพท์บ้านโทร. หามันน่ะ ไม่รู้หรือไงว่าโทร. ไปเมืองนอกมันแพง พ่อกับแม่กลับมาเมื่อไหร่ผมจะฟ้องให้หมด”

“…”

ฉันได้แต่จ๋อยสนิท

“ไปด้วยกันหน่อยเถอะนะ” ฉันยังดึงดัน ไม่ยอมแพ้

“…”

“น่านะ~ ทำเพื่อพี่สาวคนนี้ไม่ได้เลยเหรอ ต๊อตติ”

แล้วฉันก็ลงไปเกาะแข้งเกาะขาของต๊อตติที่ยังทำเฉย อ่านหนังสือต่ออย่างไม่สนใจ ฉันเห็นดังนั้นก็ยิ่งรุกเร้าออดอ้อนต่ออย่างไม่ยอมแพ้

“ฟังพี่อยู่หรือปล่า ต๊อตติ ไปด้วยกันหน่อยนะ แล้วสัญญาว่าจะไม่ขอร้องอะไรอีกแล้ว”

“พี่ก็พูดอย่างนี้ทุกทีแหละ”

“ฮือ~” ฉันเริ่มงอแง

“วิธีนี้มันไม่ได้ผลแล้ว เลิกทำเถอะ”

“พี่จะไม่บอกพ่อว่าต๊อดติโดดเรียน”

“…”

แล้วน้องชายสุดรักก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะปิดหนังสือในมือแล้วหันมามองหน้าฉัน

“โอเค ก็ได้...”

“เย้~!”


ที่สนามบิน หนึ่งชั่วโมงกับอีกยี่สิบห้านาทีต่อมา

“แน่ใจนะ ว่าหมอนั่นกลับมาวันนี้ เที่ยวบินนี้”

“แน่สิ ก็พี่ถามคุณป้ามาแล้วนะ”

ฉันบอกอย่างมั่นใจ คุณแม่ของยูโรคงไม่โกหกฉันหรอกน่า เพราะท่านรักและเอ็นดูฉันอย่างกับลูกในไส้ แน่นอนว่าตั้งแต่ยูโรไปอยู่เมืองนอกก็มีแต่ฉันนี่แหละที่ไปกินขนมฝีมือคุณป้าแล้วไปเล่นที่บ้านนั้นบ่อย ๆ นั่นก็เพราะว่าพ่อกับของฉันก็ต้องไปทำงานต่างจังหวัดไม่ค่อยอยู่กับที่ อาทิตย์หนึ่งจะได้กลับมานอนที่บ้านแค่ไม่กี่ครั้ง ดังนั้น ตั้งแต่เล็ก ๆ ฉันกับต๊อตติจึงถูกฝากเลี้ยงเป็นประจำ โดยมีคุณแม่ของยูโรคอยดูแล

“เรามารอตั้งนานแล้วนะ บางทีหมอนั่นอาจจะเปลี่ยนใจไม่กลับมา”

“ไม่หรอก ! ต้องกลับมาสิ ! ยูจะกลับมาเรียนต่อม.6 ที่นี่ คุณป้าไม่หลอกเราหรอกน่า”

ฉันพูดอย่างมั่นใจ แต่น้ำตาเริ่มคลอเบ้าซะแล้ว

“เฮ้อ~ ถูกหลอกล่ะสิ หน้าตามันเป็นยังไงผมยังจำไม่ได้เลย ไหนเอารูปมาดูดิ๊”

พูดจบต๊อตติก็ดึงเอารูปถ่ายที่ฉันพกติดตัวมา เขามองอย่างพินิจครู่หนึ่งก็พูดขึ้นว่า

“แน่ใจนะว่าจะจำหมอนั่นได้ ไม่เห็นมีคนที่คล้าย ๆ ในรูปนี้ผ่านมาสักคน”

“แน่สิ”

ฉันบอก แต่ก็แอบกังวลนิด ๆ เพราะว่าฉันแทบจะนึกใบหน้าตอนโตของเขาไม่ออกเลย โธ่เอ๊ย ! ก็มันผ่านมาตั้งเจ็ดปีแล้วนี่นา

“ไม่มีรูปอื่นแล้วเหรอ แล้วทำไมตอนเด็กมันน่าเกลียดอย่างนี้”

ต๊อตติยังคงวิพากษ์วิจารณ์ไม่หยุด

“ไม่น่าเกลียดสักหน่อย”

ฉันบอก พร้อมดึงเอารูปกลับคืนมา

“โดนหลอกแหง ๆ”

“…”

“แล้วไม่ได้เจอกันเลยตั้งเจ็ดปี ไอ้หมอนั่นจะจำพี่ได้หรือเปล่าก็ไม่รู้”

“ต้องจำได้สิ เราสัญญาว่าจะแต่งงานกันด้วยนะ !”

“เฮ้อ~ พี่นี่จริง ๆ เล้ย เอาเรื่องตอนเด็กมาคิดจริงจังได้ยังไง เพราะอย่างนี้แหละถึงได้โดนหลอกอยู่เรื่อย...ผู้หญิงที่ไม่รู้จักแม้แต่ไฮไฟว์อย่างพี่จะตามคนทันได้ยังไง โดนหลอกก็ไม่แปลกหรอก บ้าจริง…”

ต๊อตติยังบ่นไปเรื่อย ขณะที่ฉันเอาแต่เพ่งสายตาไปข้างหน้า มองหาคนที่พอจะดูคล้ายกับผู้ชายในรูป

ฮึ่ม ! ต้องกลับมาสิ ! ก็คุณป้าบอกว่าจะกลับวันนี้นี่นา แต่ว่า ทำไมจนป่านนี้เขาถึงยังไม่มาสักทีนะ

ทว่า เราสองคนทนรอจนถึงสองทุ่มก็ยังไม่เห็นแม้วี่แววว่าจะเจอคนอย่างในรูปภาพโผล่ออกมาสักคน ฉันได้แต่นั่งเศร้ามองรูปถ่ายในมือด้วยใบหน้าที่เริ่มบิดเบี้ยว ดวงตาทั้งสองข้างเอ่อท้นไปด้วยหยดน้ำ ความเศร้ากำลังถาโถมเข้ามาในจิตใจจนตัวฉันเริ่มสั่น

“ทำอะไรน่ะ ! จะร้องไห้เหรอ !”

ต๊อตติที่ก่อนหน้านั่งหมดอาลัยตายอยากเอ่ยถามด้วยหน้าตาตื่น เป็นเพราะฉันไม่ฟังเขาตั้งแต่แรก ถึงต้องมานั่งเสียใจแบบนี้

“ปละ เปล่า ไม่ได้ ร้อง ฮึกกก~”

แย่จริง น้ำตาดันไหลออกมาซะแล้ว

“ไม่เอาน่าพี่ อย่าร้องไห้ที่นี่นะ ! เดี๋ยวผมจะเลี้ยงไอศกรีมเอง”

“จริงนะ...”

ฉันถาม พร้อมพยายามกล้ำกลืนฝืนทนน้ำตาไว้

“พี่ต้องสัญญาก่อนว่าจะไม่ร้องไห้”

“อื้อ...”

ฉันพูดแล้วพยักหน้ารับ ก่อนจะรีบปาดน้ำตาบนใบหน้าทิ้ง ไม่ใช่เพราะว่าฉันเห็นแก่กินหรอกนะ แต่เพราะฉันไม่อยากให้ต๊อตติไม่สบายใจต่างหากล่ะ

“เอาเค้กสตรอเบอร์รี่ด้วยได้มั้ย”

นี่ฉันไม่ได้เห็นแก่กินจริง ๆ น้า~


กว่าเราสองพี่น้องจะกลับถึงบ้านก็โต๋เต๋อยู่ข้างนอกเสียนาน ฉันแอบปลื้มเล็ก ๆ ที่พวกเด็กผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกับต๊อตติมองมาที่เขาด้วยสายตาชื่นชม และแอบเหล่มาที่ฉันอย่างหมั่นไส้ คงจะคิดว่าเราเป็นแฟนกันละมั้ง แบบว่ารักต่างวัยอะไรทำนองนั้น เพราะถึงแม้ว่าต๊อตติจะเป็นเด็กอายุสิบสาม แต่เขาก็สูงกว่าเด็กวัยเดียวกัน ขณะที่ฉันตัวเล็กนิดเดียวพ่อบอกว่าฉันถอดแบบจากแม่มาทุกกระเบียดนิ้ว ทั้งรูปร่างหน้าตาและนิสัยแบบนี้ด้วย (บางทีฉันก็สงสัยว่านิสัยแบบไหนกันนะ)

ผิดกับต๊อตติที่ถอดแบบพ่อมาเป๊ะ ๆ นอกจากจะส่วนสูงที่เป็นจุดเด่นแล้ว เขายังหน้าตาคมคายฉายแววหล่อเหลามาตั้งแต่เด็ก ยิ่งโตก็ยิ่งเปล่งประกายเด่นชัด แล้วยังใจดีกับพี่สาวไม่เอาไหนอย่างฉันมาก ๆ ด้วย

ฉันถึงได้ปลื้มกับน้องชายคนนี้สุด ๆ ไปเลยยังไงล่ะ

“ให้ตายสิ เกลียดสายตาแบบนั้นชะมัด”

ต๊อตติบ่นอุบเมื่อกลับมาถึงบ้าน ขณะที่ฉันเริ่มหม่ำเค้กที่ซื้อกลับมากิน

“ทำไมล่ะ เด็กผู้หญิงพวกนั้นเขามองด้วยสายตาชื่นชมนะ”

“น่าอายสิไม่ว่า”

“ฮ่า ๆ ๆ~ เขินล่ะสิ ยังเด็กจริง ๆ ด้วยนะเรา”

ฉันแซวแล้วยิ้มกว้าง ขณะที่คนถูกแซวมองกลับมาด้วยสายตาเบื่อหน่าย

“ก่อนจะว่าใครว่าเด็ก หัดมองดูตัวเองก่อนดีกว่าน่า รีบ ๆ เช็ดครีมที่เลอะรอบปากนั่นออกซะทีเหอะ”

“อ๊ะ...!”

ฉันร้องแล้วรีบใช้ทิชชู่เช็ดปากอย่างเขิน ๆ

“กินเสร็จแล้วก็ขึ้นไปนอนซะ... แล้วก็อย่าคิดมากล่ะ บางทีหมอนั่นอาจจะกลับมาโดยที่เราไม่รู้ก็ได้ หรือไม่อย่างนั้น ก็คงจะเลื่อนเที่ยวบินเป็นวันพรุ่งนี้...เอาเป็นว่าอย่าเพิ่งตีโพยตีพายแล้วร้องไห้ฟูมฟาย ผมไม่มานั่งปลอบหรอกนะจะบอกให้”

ต๊อตติพูดทิ้งท้ายอย่างพยายามจะให้ฉันรู้สึกดี และเมื่อเห็นว่าฉันยิ้มรับ เขาจึงเดินขึ้นบันไดไปที่ห้องของตัวเอง

เฮ้อ~ ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะ แต่ฉันก็อดเศร้าไม่ได้อยู่ดี คิดว่าจะได้เจอกันแล้วแท้ ๆ ทำไมถึงกลายเป็นอย่างนี้ไปได้นะ


เมื่อกลับขึ้นมาบนห้อง ฉันก็วางกระเป๋า และกระโดดขึ้นไปบนเตียงของตัวเอง พลางเอารูปของยูโรมานอนดูด้วยความคิดถึงจับขั้วหัวใจ

เมื่อไหร่เราจะได้เจอกันสักทีล่ะ ยู ฉันคิดถึงนายจะแย่อยู่แล้วรู้มั้ย

ฉันถอนหายใจซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับรูปใบนั้น ก่อนจะนึกขึ้นได้ เดินไปที่หน้าต่างซึ่งอยู่ตรงข้ามกับหน้าต่างห้องของยูโรพอดิบพอดี ตอนเล็ก ๆ เราสองคนมักจะออกมาพูดคุยกันตรงนี้ จนกระทั่งถึงเวลานอนเสมอ

เจ็ดปีแล้ว ที่ฉันเปิดม่านแล้วพบกับความว่างเปล่า วันนี้ก็เหมือนกันสินะ

ฉันคิด ขณะที่เลื่อนผ้าม่านออกแล้วรับเอาลมเย็น ๆ ของยามค่ำคืน แต่ทว่า จู่ ๆ ฉันก็ต้องเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ก่อนจะรีบดึงผ้าม่านกลับที่เก่า แล้วเบือนหน้าออกมาจากตรงนั้น

มีใครก็ไม่รู้นั่งอยู่ขอบหน้าต่างห้องยูโร !

ฉันคิดด้วยหัวใจเต้นตุบตับ พาลนึกไปถึงโจรขโมยที่แอบบุกรุกบ้านของคุณป้ายามวิกาล และกำลังจะขโมยของในห้องของยูโร

ไม่ได้การ ต้องรีบโทร. บอกคุณป้า ! อ๊ะ ! หรือว่าจะโทร. แจ้งตำรวจดีล่ะ ! ไม่ได้ ๆ อย่าเพิ่งหุนหัน เราต้องดูให้แน่ใจก่อนสิว่าเป็นโจรแน่ ๆ หรือเปล่า !

ฉันเร่งสมองคิดอย่างตื่นตระหนก ก่อนจะตัดสินใจค่อย ๆ เลื่อนผ้าม่านเปิดออกอีกครั้ง และชายผู้นั้นยังนั่งอยู่ที่เดิม

เขาหันหน้ามาที่ฉัน และนั่นทำให้เราสบตากันพอดี

ฉันอ้าปากหวอ แล้วชี้นิ้วไปข้างหน้า

“คุณ ! คนที่ช่วยฉันไว้เมื่อตอนเย็นนี่นา !”

ฉันพูดเสียงดังอย่างนึกขึ้นได้ ขณะที่คนตรงหน้าไม่มีอาการแปลกใจแม้แต่นิด

“มาทำอะไร ที่บ้านหลังนี้น่ะ !”

“มาทำอะไร... เธอถามฉันเหรอ”

“ก็ใช่น่ะสิ ! คุณมาทำอะไรที่ห้องของยูโร แล้วคุณป้ารู้หรือเปล่าว่าคุณเข้ามาในนี้ ! ไม่ได้... ไม่ได้เป็นขโมยใช่มั้ย !”

“พูดพล่ามอะไรของเธอ ไม่รู้จริง ๆ เหรอว่าฉันเป็นใคร”

“เป็นใคร...” ฉันทวนคำด้วยสีหน้าใช้ความคิด ก่อนจะพูดต่อไปว่า “หรือว่า...อ๊ะ คุณเป็นเพื่อนของยูโรใช่มั้ย ! เย้~ ยูโรกลับมาแล้วจริง ๆ ด้วย ! ยูนายอยู่ที่ไหน อยู่ในห้องใช่มั้ย ! เดี๋ยวฉันข้ามไปหานะ !”

ฉันบอกด้วยความดีใจ และตั้งท่าจะปีนหน้าต่างข้ามไปที่ฝั่งตรงข้าม แต่ก็ถูกชายตรงหน้าหยุดเอาไว้

“หยุดอยู่ตรงนั้นเลย เธอคิดจะทำอะไร”

“ก็ไปหายูน่ะสิ เขากลับมาแล้วใช่มั้ยล่ะ”

“ใช่ เขากลับมาแล้ว”

“เย้~!”

ฉันร้องด้วยความดีใจอีกครั้ง

“แต่เขาไม่อนุญาตให้เธอเข้ามาที่นี่”

“หา...? ทำไมล่ะ ยูยังไม่ได้บอกสักหน่อยว่าไมให้ฉันเข้าไปน่ะ เขาต้องอยากเจอฉันมากแน่ ๆ เชื่อสิ”

“ใครบอกว่าเขาอยากเจอเธอ”

“ก็ฉันไงล่ะ !”

ฉันยืนกรานเสียงแข็ง และเพื่อนของยูโรก็ทำหน้าครุ่นคิดขณะมองกลับมา เขาไล่สายตามองฉัน ก่อนจะพ่นลมหายใจ

“นี่เธอไม่รู้จริง ๆ ใช่มั้ยเนี่ย”

“ไม่รู้...อะไรเหรอ”

“ฉันนี่แหละ ยูโร”

“…”

หา ?!

ฉันได้แต่เบิกตากว้าง

ยูโรเหรอ...

ฉันขมวดคิ้วแล้วเพ่งสายตามองหนุ่มหล่อตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อเท่าไรนัก

ไม่จริง ! ก็ในรูปกับที่ยืนอยู่ตรงหน้ามันคนละคนกันเลยนี่นา !

“ไม่จริงอ่ะ ! โกหกกันใช่มั้ย ! ไม่เห็นเหมือนในรูปเลย !”

ฉันพูด พร้อม ๆ กับชูรูปที่ถืออยู่ในมือขึ้น ยูตัวปลอมชะโงกหน้าออกมามองที่รูป จากนั้นก็เลื่อนสายตามามองที่ฉันอย่างหงุดหงิด

“เธอนี่ซื่อบื้อยังไงก็ซื่อบื้ออยู่อย่างนั้นไม่เปลี่ยนเลยนะ”

อ๊ะ ! จู่ ๆ มาว่าฉันอย่างนั้นได้ยังไงกัน ! ตาคนไม่มีมารยาท !

แต่เมื่อฟังคำที่เขาพูดต่อ ฉันก็ถึงกับเถียงไม่ออก

“เธอคิดว่าฉันจะมีหน้าตาเหมือนเดิมได้ไงตั้งแต่เด็กยันโต !”

“แต่ แต่ว่าอย่างน้อยก็น่าจะมีส่วนคล้ายบ้างสิ แต่นี่มัน...”

ฉันพูดพร้อมกับเพ่งดูรูปในมือกับตัวจริงที่ยืนอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง

ทำไมถึงไม่เหมือนกันเลยสักนิดล่ะ อ๊ะ ! ไม่สิ จะว่าไปก็มีส่วนคล้ายบ้างนิดหน่อย แต่ว่า ตัวฉันเองผ่านมาตั้งเจ็ดปีแล้วก็ไม่เห็นจะเปลี่ยนไปจากเดิมสักเท่าไหร่เลย ตัวเล็กยังไงก็ตัวเล็กอยู่อย่างนั้น ผิดกับยูโรที่เปลี่ยนไปมากจนแทบไม่เหลือเค้าคนเดิมเลยสักนิด แม้แต่เสียงก็เปลี่ยนไปด้วย

“เป็นไง พอจะจำฉันได้หรือยัง แก้มบุ๋ม”

แก้มบุ๋มเหรอ...

แก้มบุ๋ม ชื่อเต็มของฉันที่มีแต่ยูโรเท่านั้นที่จะเรียก...

ฮือ ๆ ๆ~ ยูโรจ๋า ใช่นายจริง ๆ ด้วยอ่ะ แง้~

ฉันถึงกับบ่อน้ำตาแตกด้วยความดีใจที่ในที่สุดก็ได้เจอกับยูโรแล้วจริง ๆ

“นั่นเธอร้องไห้ทำไม”

“ฮือ ๆ ๆ~ ฉันดีใจน่ะสิ ฮึก ๆ~ ดีใจที่ได้เจอนายอีกครั้ง~ ตั้งเจ็ดปีแน่ะที่เราไม่ได้เจอกัน ดีใจ...ดีใจที่สุดเล้ยยย~!”

พูดจบฉันก็กระโดดข้ามหน้าต่างไปหาเขาด้วยความดีใจ โชคดีที่หน้าต่างห้องเขากับฉันห่างกันไม่เท่าไหร่ ไม่อย่างนั้นฉันอาจตกลงไปคอหักตายก็ได้

“บ้าเอ๊ย ! จู่ ๆ กระโดดเข้ามาได้ยังไง อยากจะตกลงไปตายเรอะ !”

ถึงแม้จะถูกดุแต่ฉันก็ไม่สนใจ หันมากระโดดกอดยูโรด้วยความรักอย่างสุดซึ้ง

“นายกลับมาหาฉันแล้ว กลับมาเพื่อทำตามสัญญาของเราใช่มั้ยยู”

นึกอยู่แล้วว่านายต้องไม่มีทางลืมสัญญาที่ให้ไว้กับฉัน ยังเป็นผู้ชายที่แสนดีเหมือนเดิมสินะ ยูโร...

“สัญญา...”

“อื้อ”

“อะไร”

หา

ฉันถึงกับชะงัก แล้วค่อย ๆ ถอยออกมาเพื่อมองคนตรงหน้าให้เห็นเต็มตาอีกครั้ง

“ก็สัญญาที่ยูให้ฉันไว้ ก่อนไปเรียนเมืองนอกไงล่ะ”

ยูโรมองหน้าฉันนิ่ง ท่าทางเขาเหมือนกำลังใช้ความคิด แล้วจู่ ๆ ก็พูดขึ้นมา

“จำไม่เห็นได้”

ว่าไงนะ... ล้อกันเล่นใช่หรือเปล่า ! จะบอกว่ามีแต่ฉันที่จำได้อย่างนั้นเหรอ !

แง้~! ฉันไม่ยอมนะ ตาบ้ายูโร !

“ก็ ก็ที่ยูบอกว่า กลับมาเมืองไทยเมื่อไหร่จะมารับฉันไปเป็นเจ้าสาวไงล่ะ”

ฉันบอก และบ่อน้ำตาก็เริ่มแตก

“ฉันเคยพูดอย่างนั้นด้วยเหรอ”

“ฮือ ๆ ๆ~”

“เลิกร้องไห้สักทีเถอะน่า เธอยังขี้แยอีกเหรอเนี่ย”

“แง้ ๆ~”

“บ้าจริง หยุดร้องเดี๋ยวนี้นะ !”

ยู ยูโรที่ไม่เคยดุฉันเลย กำลังขึ้นเสียงใส่ฉันด้วยอ่ะ !

“ฮือ~ ทำไมต้องดุกันด้วยอ่ะ ยูโรของฉันไม่เคยทำอย่างนี้เลยนะ ฮือ ๆ แง ๆ~”

ฉันยิ่งตีโพยตีพายแล้วงอแงหนักกว่าเดิม ทำเอายูโรถึงกับขมวดคิ้วมุ่น ท่าทางเขาหงุดหงิดอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน

“ฟังนะ แก้มบุ๋ม เราไม่ใช่เด็ก ๆ กันแล้ว ฉันโตขึ้น แล้วก็ไม่ได้เป็นเหมือนเมื่อก่อนแล้วด้วย”

“โฮ ๆ ๆ~ ใจร้ายที่สุด~ ยูบ้า! บ้า ๆ ๆ !” (ไม่ได้ฟังที่พูดเลยสักนิด)

“นี่เธอ เงียบเดี๋ยวนี้ !”

จู่ ๆ ยูก็ตะโกน ทำเอาฉันถึงกับสะดุ้งเฮือก และหยุดร้องไห้ทันที

“กลับห้องเธอไปซะ ฉันไม่อยากเห็นน้ำตาอีก”

 

 

------
ติดตามเรื่องราวต่อไปได้ในรูปแบบรูปเล่ม "โฉมงาม (ทรามวัย) กับเจ้าชาย (ใจ) อสูร" โดย nj venus ค่ะ


 

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 03 มิถุนายน 2010 เวลา 06:49 น.
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช