|
ตอนที่ 1
ในสายตาของเกน ข้อหนึ่งที่เขารู้เกี่ยวกับผู้หญิงตรงหน้าก็คือ... หล่อนเป็นคนสวยอย่างไม่ต้องสงสัย
ทั้งนี้เพราะหล่อนเป็นคนผิวขาวละเอียด วงหน้ารูปไข่งดงาม โดดเด่นด้วยนัยน์ตากว้างยาวได้รูป และเรียวปากบอบบางสีสวย มองดูสดใสไปทั้งดวงหน้า เสื้อผ้าที่สวมเป็นชุดสีโศกอมฟ้าลึกล้ำ...ทรงพลิ้วไหวบอบบาง ชนิดที่ถ้าคนรูปร่างไม่ดีจริงคงสวมไม่ได้สวย แต่หล่อนก็สวมได้ และสวมได้สวยมากเสียด้วย
หากมีบางอย่างในบุคลิกและแววตาคู่นั้นที่ทำให้เขานึกไม่ชอบหล่อนแม้แต่น้อย อาจจะที่แววตาว่างเปล่า ไร้ความเป็นมิตร สีหน้าเฉยชาที่ไร้รอยยิ้ม เขาว่าหล่อนหยิ่ง...และถือตัว เขาแน่ใจเช่นนั้น
เกนมองหล่อนอีกครั้งด้วยแววตาครุ่นคิด หวนนึกถึงคำพูดของผู้เป็นมารดาแล้วเขาก็อยากจะถอนใจ
“คุณหญิงปจิณตา มีหลานสาวอยู่สองคน คนโตเป็นคนโปรด เขาว่ากันว่าจะได้มรดกทั้งหมดจากคุณหญิง ถ้าแกได้กับเขา หนี้สินของเราคงสะสางกันได้หมด...”
อย่างช้า ๆ ที่ชายหนุ่มจรดปลายช้อนส้อมลงในจานอาหารตรงหน้า ทุกจานที่ถูกนำมาเสิร์ฟเป็นอาหารไทยล้วน จัดมาอย่างครบถ้วน ล้วนบรรจุในจานกระเบื้องเนื้อเยี่ยม แก้วน้ำเนื้อใสบางเป็นประกายมองดูสูงค่า และภูมิฐานสมฐานะของเจ้าของบ้านเป็นอย่างดี
“ไม่ชอบอาหารหรือไงคุณเกน เห็นแตะ ๆ หลายทีแล้ว...” น้ำเสียงนั้นนุ่มนวล เกนเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้หญิงวัยกลางคน หากยังคงความงามอยู่มาก วงหน้านั้นงามละเอียด แต่งแต้มเพียงริ้วรอยบาง ๆ ที่มุมปาก และหางตา
“อร่อยมากครับ แต่ผมไม่ได้ทานอาหารไทยครบชุดแบบนี้มานานแล้ว เลยออกจะหนักท้อง”
คำตอบเรียกรอยยิ้มบาง ๆ บนเรียวปากหยักสวย คล้ายหญิงสาวอีกคนที่นั่งอยู่ถัดไป
“จริง ฉันทานแบบนี้ทุกวันก็เลยเคยเสียแล้ว แม่เจนน่ะซี เขาไม่ชอบ รายนี้เพิ่งกลับจากอังกฤษ เลยชอบอาหารฝรั่ง”
ผู้ถูกพาดพิงถึงไหวกายนิดเดียว
“ไม่หรอกค่ะ คุณป้าก็พูดไป เจนกินอะไรก็กินได้”
เกนนิ่งไปอีกอย่างครุ่นคิด คำพูดของมารดาย้อนกลับมาอีก ทำให้เขานึกหนักใจ
ใช่แล้ว หญิงสาวคนนี้ก็คือหลานสาวคนโตของคุณหญิงปจิณตา ‘เจนรัศมิ์ สิริวัฒน์’ สาวสวยคนดังของวงสังคม ด้วยรูปโฉมที่งดงามและฐานะที่สูงลิ่ว อีกทั้งเหตุผลทางการเงิน... ส่งให้หล่อนผ่านตลอดในสายตามารดาของเขา ผู้ตั้งใจจะได้ศรีสะใภ้ที่มีฐานะดีพอจะกอบกู้สถานภาพที่กำลังย่ำแย่ของครอบครัวในขณะนี้
แต่ก็นั่นแหละ ถึงแม้แม่จะพูดแบบนั้น ก็แล้วเขาพร้อมแล้วหรือที่จะกระทำ... ในสิ่งที่จะลบหลู่ความเป็นเขาโดยสิ้นเชิง สิ่งที่จะสบประมาทความเป็นลูกผู้ชาย ทำให้เขากลายเป็นใครคนหนึ่งที่ไม่เห็นค่าของตัวเอง แต่พร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อความสุขสบาย จะของใคร... เขาเองก็ยังไม่แน่ใจ
“คุณมิศราเป็นอย่างไรบ้าง ไม่ได้เห็นเสียนาน”
คำถามนี้ทำให้ชายหนุ่มยิ้มฝืน
“แม่สบายดีครับ ตอนนี้ก็วุ่น ๆ จัดการเรื่องบริษัท” ...ที่มีแต่หนี้สิน ประโยคนั้น เขาไม่ได้พูดออกมา แต่ก็ดูเหมือนอีกฝ่ายจะเข้าใจดี
“ถ้าเป็นแบบนั้น ‘เรื่องนั้น’ ไว้ก่อนก็ได้ ฉันไม่ได้รีบร้อนอะไร เข้าใจว่าทางคุณคงยุ่ง คุณวงศ์กับฉันก็คนเคย ๆ กัน เห็นกันมาแต่เล็กแต่น้อย ไม่นึกเลยว่าจะอายุสั้น”
เกนขยับตัวเล็กน้อย การพาดพิงถึง ‘คุณวงศ์’ หรือ ‘วงศ์ วงศา’ ผู้เป็นบิดาทำให้ความรู้สึกที่เคยสงบนิ่งเริ่มแปร่งปร่าอย่างช่วยไม่ได้
พ่อของเขาเสียชีวิตด้วยโรคเส้นโลหิตในสมองแตกเมื่อหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้าไม่เคยมีอาการนี้ปรากฎ อย่างไรก็ตาม แพทย์สันนิษฐานว่าคงเป็นเพราะความเครียด และสุขภาพร่างกายที่ย่ำแย่ในระยะหลัง ทำให้ ‘วงศ์ วงศา’ เศรษฐีคนดังของสังคมเสียชีวิตอย่างกะทันหันเช่นนี้
คนนอกครอบครัวหลายคนอาจไม่รู้ แต่สำหรับคนในครอบครัว ย่อมรู้ดีว่า ‘วงศ์ วงศา’ เครียดจัดด้วยเรื่องอะไร เกน ลูกชายคนเดียวถูกเรียกตัวด่วนกลับจากเยอรมนี และหลังจากรับรู้ทุกปัญหาที่เกิดขึ้น ชายหนุ่มจำใจต้องละทิ้งหน้าที่การงาน ซึ่งค่อนข้างมั่นคงพอสมควรทางนั้น แล้วกลับมาลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่ ทั้ง ๆ ไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรได้สักกี่มากน้อย
เกนถอนใจยาว เมื่อคิดถึง ‘เรื่องนั้น’
“ครับ ผมเข้าใจ คุณหญิงอย่าห่วงเลย ผมจะจัดการ ‘เรื่องนั้น’ ให้เรียบร้อยโดยเร็วที่สุดครับ”
นัยน์ตาคมทอดมองมานิ่ง ๆ คล้ายจะพิจารณาบางอย่าง
“ตกลงว่าคุณไม่กลับเยอรมันแล้วหรือ”
“ไม่ครับ ผมคิดว่าจะหางานทางนี้ อย่าห่วงเลยครับคุณหญิง รับรองว่าผมจัดการ 'เรื่องนั้น' ได้แน่"
หน่วยตาของคุณหญิงปจิณตาหรี่ลงช้า ๆ ขณะมองวงหน้าคมคายของอีกฝ่าย และเป็นอีกครั้งที่เธอนึก ‘ทึ่ง’ ในตัวชายหนุ่มผู้นี้ ...นึกถึงวันแรกที่ได้พบเขา ชายหนุ่มหน้าตาดี ผิวพรรณสะอาดสะอ้าน ที่แม้จะมีอะไรในบุคลิกที่แข็ง ๆ ไปบ้าง แต่กลับมีบางอย่างในตัวเขาที่ส่องประกายอยู่ลึก ๆ และนั่นทำให้เธอนึก ‘สนใจ’
คุณหญิงเบนสายตามาที่หญิงสาวอีกคนในห้อง หลานสาวคนโตผู้ถอดความงามจากเธอไปทุกกระเบียดนิ้ว หากแม้จะถึงพร้อมด้วยรูปลักษณ์และทรัพย์สมบัติ ในฐานะบุตรสาวคนโตของ เจนวัฒน์ สิริวัฒน์ เจ้าของ ‘สิริวัฒน์ วิศวกรรม’ บริษัทก่อสร้างใหญ่โตมีชื่อเสียง และหลานสาวคนสำคัญของเธอ ‘คุณหญิงปจิณตา พงษ์ศร’ อดีตภรรยาของท่านนายพลวินธัย พงษ์ศร ผู้ล่วงลับ หากชะตาชีวิตของเจนรัศมิ์กลับไม่งดงามเช่นภาพภายนอก ผู้ชายคนแล้วคนเล่าผ่านเข้ามาแล้วผ่านออกไป ไม่มีใครพร้อมจะหยุดสักคน แม้แต่รายหลังสุดที่ดูเหมือนทุกอย่างจะจริงจังแล้ว หากสุดท้าย เขาก็ผละไปหาคนอื่น
เธอเหลียวไปมองชายหนุ่มอีกครั้งสลับกับมองหลานสาว และสุดท้าย หวนนึกถึงคำพูดของนายแพทย์ประจำตัว “ผมอยากให้คุณหญิงลองไปเช็กสุขภาพประจำปีที่โรงพยาบาลเสียที มีหลายอย่างที่ผมไม่แน่ใจ บางที อาจมีหรือไม่มีปัญหา ผมเองก็ไม่ทราบ นอกจากจะได้ตรวจให้ละเอียด...”
ความคิดนี้ ทำให้สีหน้าท่าทางของคุณหญิงหมายมั่นกว่าเดิม
“ได้ยินว่าคุณจบด้านสถาปัตย์ฯ มาใช่ไหม ตั้งใจจะสานต่อบริษัทของคุณพ่อหรือเปล่า"
เกนกะพริบตาช้า ๆ นึกถึงบริษัทที่เพิ่งจะปิดตัวลงไปเมื่อไม่นานมานี้ เพราะขาดซึ่งหลักในการบริหารและหนี้สินที่พอกพูน ที่สำคัญ จากการจากไปของผู้เป็นบิดาซึ่งเป็นแกนหลักในการดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม แม่ของเขาฉลาดที่จะบอกใคร ๆ เสมอว่า ‘ปิดเพื่อปรับปรุงใหม่’ จึงไม่ค่อยมีใครรู้ความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง...
“คงไม่ครับ ผมว่าจะสมัครงานบริษัท อยากทำตามที่เรียนมามากกว่า"
"เพื่อนแม่เจนแน่ะ" อีกฝ่ายว่า "ตาวินใช่ไหมที่เปิดบริษัทรับออกแบบอยู่ แนะนำให้คุณเกนหน่อยเป็นไร”
ไม่มีคำตอบ ผู้หญิงคนนั้นตักอาหารเข้าปาก เคี้ยวช้า ๆ เขาอยากจะคิดว่าหล่อนไม่ได้มองหน้าเขาด้วยซ้ำไป
"คุณลองไปสมัครดูสิ" คุณหญิงยังคงพูดต่อ สีหน้านั้นบอกชัดถึงความจริงใจ "บริษัทของเขาก็ไม่เลวนักหรอก ได้ข่าวว่ากำลังดังช่วงนี้ รู้สึกจะชื่อ 'เดอะ นิช' หรือยังไง เจ้าของก็เหมือนลูกหลานฉันเอง เด็กดี ทำงานเก่ง แม่เจนแน่ะ จดรายละเอียดให้คุณเกนเขาด้วย รู้จักกัน ช่วยกันได้ก็น่าจะช่วยเหลือกันไป"
นัยน์ตายาวได้รูปสวยเบนมาสบนัยน์ตาของเขาอยู่เป็นครู่... แววตาคู่นั้นเฉยชา เหมือนมองบางสิ่งที่ว่างเปล่า ก่อนจะตอบรับเพียงคำเดียว "ค่ะ"
"คุณก็ลองไปคุยดูก่อน ได้ไม่ได้อย่างไรก็มาบอกฉัน"
และแน่นอน กับคำพูดนั้น แม้จะขัดแย้งในใจมากเท่าไหร่ เกนก็ไม่เห็นทางใดนอกจากจะตอบรับ
“ครับ”
“หลานว่าคุณเกนเป็นอย่างไรบ้าง”
คำถามนั้น ทำให้หญิงสาวหน้าตาสะสวย ผู้กำลังกึ่งนอนกึ่งนอนอยู่บนเก้าอี้นวมตัวยาว มือพลิกแมกกาซีนเล่มหนาไปมาคล้ายไม่มีอะไรทำ ลอบทำตาลอยขึ้นไปข้างบนช้า ๆ
“โธ่ ป้าคะ นั่นพวก ‘วงศา’ นะคะ” หล่อนร้องอุทธรณ์ “ป้าเองก็รู้ว่าพวกเขาเป็นยังไง กลวง มีแต่เกียรติ ฉาบหน้าดูดี แต่เบื้องหลังเป็นหนี้เขารุงรัง ไอ้บ้านนั่น เขาก็จำนองไว้กับป้าไม่ใช่หรือคะ แถมแม่เขายังติดไพ่งอมแงม มายืมเงินป้าไปกี่ครั้งแล้วล่ะคะ เป็นแสนแล้วมั้งเท่าที่เจนจำได้”
คุณหญิงปจิณตาถอนใจยาว
“เจน... ป้าถามแค่เรื่องของคุณเกน ไม่ได้ถามเรื่องตระกูลเขา”
“ป้าขา...” เจนรัศมิ์ลากเสียงยาวเหยียด “รู้ตัวไหมคะว่าพูดอะไรอยู่ นี่เจนยังคิด ๆ อยู่ว่าป้าใจดีเกินไป เจนจะพูดกับเขาเองค่ะ เขาควรจะต้องรู้ว่าเขาเป็นหนี้สินเราเท่าไหร่ และจะใช้คืนอย่างไร”
“เจน...” น้ำเสียงของผู้เป็นป้าบอกความอ่อนใจ “ป้าว่าคุณเกนเป็นคนดี ผู้ชายอย่างนี้จะไม่โกงใคร เขาเป็นลูกผู้ชาย และป้าอยากให้หลานมองเขาไว้บ้าง”
“ป้าคะ เลิกจับคู่หนูเสียทีเถอะ หนูยังไม่อยากมีแฟนหรอกค่ะ อยู่คนเดียวก็ดีอยู่แล้ว ที่สำคัญ คุณเกนคนนี้เขาก็ไม่พร้อมอะไรเลย งานการก็ไม่มีทำ แถมทางบ้านยังมีแต่หนี้สิน จะให้หนูรักเขาลงได้ยังไงคะ”
“แล้วต้องคนแบบไหนล่ะ หลานถึงจะรักได้”
นัยน์ตาคู่นั้นชะงักเล็กน้อย และคุณหญิงก็พูดต่อ เสียงเรียบสนิท
“หรือต้องคนอย่าง ‘โยธัต วศินธร’”
ชื่อนั้นช่างบาดหัวใจ รุนแรงจนเจนรัศมิ์ต้องลุกขึ้นยืน
“หนูคงต้องกลับก่อนค่ะ เย็นมากแล้ว เดี๋ยวรถจะติด”
แววตาที่มองมาบ่งบอกความเข้าใจในทุกสิ่งทุกอย่าง อย่างไรก็ตาม คุณหญิงไม่ได้เซ้าซี้อะไรอีก เธอเพียงแต่เปลี่ยนเรื่องว่า “ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวป้าจะฝากแกงเผ็ดเป็ดย่างไปให้พ่อเราเขาด้วย เพิ่งให้คนทำเมื่อเช้า รสคงจะยังดีอยู่” น้ำเสียงนุ่มนวลทำให้เจนรัศมิ์รู้สึกผิดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เธอจึงยิ้มฝืน
“ได้ค่ะป้า ขอบคุณมากนะคะ เดี๋ยวเจนไปบอกแม่ครัวเอง ป้าไม่ต้องลุกหรอกนะคะ เจนจัดการเองค่ะ” พูดจบ หล่อนก็ก้าวยาว ๆ จากไป วงหน้าเรียวนั้นเชิดขึ้น นัยน์ตาแม้จะมีรอยเศร้าแต่เมื่อมองลึกลงไป มันกลับแฝงด้วยรอยเข้มแข็งอย่างประหลาด
และแม้ร่างระหงบางนั้นจะลับไปนานแล้ว แต่คุณหญิงปจิณตายังคงนั่งอยู่ที่นั่น กับความคิดที่ทำงานอย่างจริงจังเคร่งเครียด
วงหน้าคมคาย ผิวสะอาด และนัยน์ตาดำคมได้รูปสวยของผู้ชายคนนั้นผ่านเข้ามาในความทรงจำอย่างช่วยไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงท่าทางที่ผู้เป็นป้าแสดงอย่างออกนอกหน้าว่าอยากได้เขามาเป็นเขยขวัญ
เจนรัศมิ์อดไม่ได้ที่จะนึกถึงประวัติคร่าว ๆ ของเขาคนนั้น เกน วงศา...
ตระกูล ‘วงศา’ ได้ชื่อว่าเป็นตระกูลใหญ่พอสมควร ประมุขของตระกูลมีฐานะขึ้นมาจากการทำงานทางราชการตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ห้า พวกเขาจึงมีเกียรติและมีหน้ามีตาเรื่อยมาในสังคม อย่างไรก็ตาม เมื่อมรดกตกทอดมาถึงคนในรุ่นหลัง ๆ การรักษาสิ่งที่เคยมีก็เริ่มเสื่อมสลาย ที่สำคัญ 'วงศ์ วงศา' ทายาทคนล่าสุดเป็นคนค่อนข้างมุทะลุ และใจเร็วด่วนได้ เขานำเงินมหาศาลไปลงทุนในธุรกิจค้าไม้ แต่เนื่องจากไม่เข้าใจการตลาดเพียงพอ ทำให้สุดท้าย การขาดทุนมีมากเกินจะรับไหวจนบริษัทต้องปิดตัวลง และด้วยหนี้สินที่พอกพูนทำให้ในท้ายที่สุด คฤหาสน์หลังใหญ่ราคามหาศาล รวมไปถึงทรัพย์สมบัติต่าง ๆ หลากหลายชิ้น ตั้งแต่สร้อยมรกตล้อมเพชรฝีมืองามละเอียด แหวนทับทิมเนื้อเยี่ยม แม้แต่สร้อยเพชรที่ประดับด้วยเพชรเม็ดงาม ๆ ราคาเกือบล้าน ได้ถูกนำมาจำนองไว้กับคุณหญิงปจิณตา ป้าของเธอ ผู้ได้ชื่อว่าเป็นเศรษฐินีคนหนึ่งในวงสังคม... จากสมบัติจำนวนมากที่ผู้เป็นสามีทิ้งไว้หลังการหย่าขาด รวมไปถึงทรัพย์สินจากทางตระกูลเดิม ไม่ว่าจะที่ดิน หรือตึกแถวซึ่งเปิดเป็นห้องเช่าต่าง ๆ รวมไปถึงตลาดขนาดใหญ่อีกหลายแห่ง...
และแล้วในที่สุด หลังจากทุ่มเททุกหนทาง ความเครียดก็ทำให้ 'วงศ์ วงศา' ต้องจบชีวิตลงด้วยวัยเพียงห้าสิบสี่ปี ทิ้งปัญหาหนี้สินมากมายไว้ให้กับคนรุ่นหลัง ซึ่งก็คือลูกชายคนเดียว 'เกน วงศา'
เจนรัศมิ์บิดริมฝีปากเล็กน้อยเมื่อคิดมาถึงตรงนี้ โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงสตรีวัยกลางคน ผู้เป็นมารดาของเขา... 'มิศรา วงศา' ผู้คอยแวะเวียนมาหาผู้เป็นป้าของเธอเสมอ แต่ละครั้งก็มักจะมีเครื่องเพชรงาม ๆ มาด้วย และแต่ละครั้งฝ่ายนั้นก็ดูจะ 'ร้อนเงิน' ไปเสียทุกครั้ง
หวนนึกถึงสีหน้าหยิ่ง ๆ ของชายหนุ่มผู้ได้ชื่อว่าเป็นลูกชาย... คนที่ป้าคิดจะให้เธอคบหากับเขา แล้วหญิงสาวก็อยากจะถอนใจ ผู้ชายอย่างเกนจะมีอะไร ในเมื่อตระกูลของเขาเป็นหนี้เป็นสินเสียขนาดนั้น เจ้าตัวก็คงไม่แตกต่างอะไรจากผู้เป็นมารดานักหรอก ตอนนี้ยังทำเฉย ๆ แต่อีกหน่อยลายก็คงจะออก... เธอแน่ใจว่ารู้จักเขาได้ดี บางทีอาจจะมากกว่าที่เขาจะรู้ตัวเองเสียอีก
ภาพของผู้ชายคนหนึ่งผ่านเข้ามาในความคิด... นัยน์ตาดำคมที่มักมีรอยยิ้มอยู่เสมอ ผิวสีน้ำตาลละเอียดเหมือนกาแฟใส่นมกำลังดี และรอยยิ้มนิด ๆ ที่มุมปากนั้น เจนรัศมิ์จำได้ทุกสิ่งทุกอย่าง เรื่องราวของผู้ชายคนแรกและคนเดียวที่เธอแน่ใจว่ารักเขา และเข้าใจว่าเขาเองก็รักเธอเช่นเดียวกัน... หากคงเพราะความผิดพลาดของโชคชะตา หรือการกระทำที่ไม่ลงตัว หรืออะไรก็ตามแต่... ทำให้สุดท้าย ความสัมพันธ์ของเธอกับเขาจำต้องจบลงในที่สุด และในขณะที่เธอต้องลงเอยด้วยความสับสนไม่เข้าใจตัวเอง เขากลับได้พบผู้หญิงที่เขารัก ได้แต่งงาน และมีชีวิตครอบครัวที่มีความสุข
จำได้ว่าหลังความผิดหวังครั้งนั้น เธอตัดสินใจหนีจากทุกสิ่งทุกอย่าง ความเชื่อมั่นในตัวเองของเธอถูกทำลายอย่างไม่คาดคิด คนสวย มีทุกอย่างครบอย่างเธอ ไม่ควรจะต้องอกหักจากคนที่เธอได้เลือก ไม่ใช่หรือ
เจนรัศมิ์ถอนใจยาว มือที่กุมพวงมาลัยเกร็งขึ้นเล็กน้อยก่อนจะสงบลงในที่สุด จำได้ว่าเธอเดินทางไปไกลถึงอังกฤษ เพื่อจะได้พบความจริงที่ว่า คนเรานั้น ไม่มีทางที่จะหนีหัวใจของตัวเองไปได้ ต่อให้อยู่ที่ไหน ถ้าหัวใจยังคงคิด... ไม่มีทางที่จะไม่เจ็บปวด... ไม่มีทางที่จะลืม
เธอกลับจากอังกฤษในเวลาไม่นานต่อมา เพื่อมาเป็นคนดัง คนสวยของสังคม ทุกคนต้อนรับเธอ นิตยสารหลายเล่มเชิญเธอไปขึ้นปก หนังสือพิมพ์ลงข่าวของเธอแทบไม่เว้นแต่ละวัน เธอกลับมาเฉิดฉาย งดงาม อย่างที่เคยเป็น หากสิ่งเดียวที่ขาดไป คงจะเป็นหัวใจของเธอเอง มันจากไปกับ ‘ผู้ชายคนนั้น’ อย่างไม่มีวันหวนกลับ... ไม่มีวันอีกแล้วที่เธอจะรักใครได้ง่าย ๆ ต่อให้ผู้ชายคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม เธออยากจะคิดว่าเธอไม่มีหัวใจแล้วด้วยซ้ำ
รอยยิ้มเยาะ ๆ ปรากฏบนเรียวปากสวย หลายคนบอกว่าเธอเป็นคนโชคดี แต่สำหรับเธอแล้ว คำพูดนั้นไม่ใกล้เคียงความจริงแม้แต่น้อย แท้จริงแล้ว เธอคือผู้หญิงที่โชคร้ายที่สุดต่างหาก เธอรู้ตัวดี
รถแล่นมาถึงหน้าบ้านหลังเล็ก ๆ รูปทรงคล้ายกระท่อมน่ารักจากยุโรป กรุกระจกแผ่นใหญ่เนื้อบางใสมองเห็นภายในได้ถนัด เจนรัศมิ์หักหัวรถยนต์ แล้วขับเข้าไปจอดอย่างคุ้นเคย
เธอก้าวลงจากรถ ไม่ลืมหยิบถุง ‘ของฝาก’ จากผู้เป็นป้าลงมาด้วย
ร่างเล็กบางของหญิงสาวคนหนึ่งเปิดประตูออกมา วงหน้านั้นน่าเอ็นดูด้วยนัยน์ตาดำขลับ และริมฝีปากเล็กบางราวกลีบดอกไม้อ่อน ผมยาวรวบขมวดไว้ครึ่งศีรษะ เผยผิวละเอียดอมชมพูผุดผ่องสะอาดนัยน์ตา
“พี่เจนมาแล้วหรือคะ” คำทักทายนั้นแจ่มใสเช่นเดียวกับสีหน้า และแววตา
“ไงจ๊ะลิน วันนี้เป็นยังไงบ้าง” อีกฝ่ายถามเรื่อย ๆ ขณะก้าวไปตามลานกว้างที่ปูด้วยกระเบื้องเนื้อดีสีขาวออกครีมนวลสว่าง อีกฝ่ายก็เดินตามมาอย่างเอาใจ มิหนำซ้ำยังรับถุงพลาสติกในมือไปถือไว้ให้เสียอีก
“ช่วงนี้ขายดีหน่อยค่ะ... พอดีวันก่อนคุณพ่อให้หนังสือพิมพ์มาถ่ายรูปไปลง ลูกค้าเลยแห่กันมา ทำขนมแทบไม่ทันเลยล่ะค่ะ นี่ลินก็ให้เขาทำเตรียมไว้เยอะ ๆ ได้รอขายรอบค่ำ ส่วนอาหาร ก็เรื่อย ๆ เหมือนเดิม”
แววตาของเจนรัศมิ์เข้มขึ้นเล็กน้อยกับน้ำเสียงร่าเริงนั้น หัวใจไหววูบประหลาด หลายครั้งที่เธอมองน้องสาวแล้วนึกอิจฉาความสุขของคนตรงหน้า เจนลินมีความสุขเสมอ ไม่เคยเลยที่ฝ่ายนั้นจะต้องเจ็บปวด หรือทุกข์ร้อนใด ๆ ความที่เป็นน้องทำให้ฝ่ายนั้นถูกประคับประคองดูแลเรื่อยมา ทั้งจากผู้เป็นพ่อ และจากเธอเอง
พ่อ... อย่างนั้นหรือ...
“พี่เจนจะทานอะไรหน่อยไหมคะ” คำถามนั้นทำให้เธอรู้สึกตัว หยุดความคิดทุกอย่างลงเพียงนั้น “ลินเพิ่งจะทำพายมะนาวเสร็จ อยากให้ช่วยชิมสักหน่อย แล้วนี่อะไรคะ ป้าฝากมาหรือ”
“แกงเผ็ดเป็ดย่าง... ของคุณพ่อน่ะ” เจนรัศมิ์เลือกตอบคำถามหลังก่อน “พายมะนาวหรือ อย่าเพิ่งเลย พี่ยังอิ่มอยู่ คุณป้าเลี้ยงข้าวกลางวันเสียตื้อไปหมด”
หน้าใส ๆ ของคนฟังสลดลง
“แหม ลินเสียดาย พี่เจนน่ะเก่งออกค่ะ วิจารณ์อะไรเป็นถูกไปหมด อย่างเค้กแบล็คเบอร์รี่ที่พี่เจนแนะนำก็ขายดิบขายดี นะคะ ช่วยลินชิมหน่อย นิดเดียวก็ยังดี”
น้ำเสียงอ่อน ๆ ทำให้หญิงสาวจำต้องพยักหน้ารับในที่สุด แต่ไม่ลืมกำชับว่า
“ก็ได้ นิดเดียวเท่านั้นนะ อย่าเอามาเยอะล่ะ พี่กำลังไดเอ็ต”
“แหม พี่เจนหุ่นดีออกค่ะ” อีกฝ่ายยิ้มประจบ “รอเดี๋ยวเดียวนะคะ เดี๋ยวลินมา นั่งตรงนี้แน่ะค่ะ สบายดี”
ร่างเล็ก ๆ วุ่นวายอยู่เป็นครู่ก่อนจะผละไป เจนรัศมิ์มองตาม... ด้วยความรู้สึกอะไร เธอเองก็ยังไม่แน่ใจ
เจนลิน เป็นน้องสาวคนเดียวของเธอ ด้วยวัยที่ห่างกันสี่ปี ขณะนี้ ฝ่ายนั้นอยู่ในวัยยี่สิบสอง หากเมื่อมองจากภายนอก ด้วยหน้าตาที่อ่อนวัย และท่าทางที่บางครั้งไร้เดียงสาคล้ายเด็ก ๆ ทำให้หลายคนเชื่อว่าหล่อนมีวัยยังไม่ถึงยี่สิบปีเต็ม ในขณะที่คนเป็นพี่สาว ซึ่งแม้จะอายุเพียงยี่สิบหก แต่กลับแต่งกายโฉบเฉี่ยวอยู่เสมอ อีกทั้งหน้าตาที่สวยจัด และทีท่าหยิ่งไว้ตัว อันต่างจากน้องสาวซึ่งอารมณ์ดีและเป็นมิตร จึงทำให้คนไม่รู้จักมักไม่คิดว่าคนทั้งคู่เป็นพี่น้องกัน
เจนรัศมิ์ทอดสายตาไปที่น้องสาวนิ่ง ๆ จะอย่างไร เธอรักน้องมาก และหวังจะให้น้องไปได้ดีที่สุด และนั่นคงจะเป็นเหตุผลเดียวที่เธอไม่เคยพูดไม่เคยบอกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในครอบครัว...
สิ่งที่เกิดขึ้นในครอบครัว...
ความคิดทั้งหมดหยุดลง... หญิงสาวปั้นรอยยิ้มได้ทันควันเมื่ออีกฝ่ายเดินกลับมา ในมือมีถาดแก้วเจียระไนเนื้อบาง จานใบเล็กบรรจุขนมพายชิ้นเรียว ตกแต่งหน้าตางดงาม เคียงกันคือ เหยือกแก้วใสที่เย็นจัดจนเห็นหยดน้ำจับอยู่เป็นละอองฝอย ปากแก้วเสียบมะนาวฝานสีเขียวสดน่าชื่นใจ มีหลอดสีสวยปักอยู่พร้อม
“พี่เจนมาร้อน ๆ คงหิวน้ำ ลองชามะนาวของลินหน่อยค่ะ แล้วนั่นพายมะนาวสูตรใหม่ ลินลองใส่เปลือกส้มลงไปด้วย ได้หอมซ่า ๆ สดชื่นดี พี่เจนลองชิมนะคะว่าใช้ได้ไหม ถ้าพี่เจนไฟเขียว ลินจะได้ทำลงเมนูเลย”
เจนรัศมิ์เอื้อมมือไปหยิบส้อมคันเล็ก จรดลงบางเบาบนขนมชิ้นสวย
“อร่อยดีนี่” คำชมนั้นทำให้น้องสาวหน้าบาน
“งั้นเดี๋ยวลินได้จัดการ ว่าจะทำเป็นโปรโมชั่นไปก่อนค่ะ ใกล้จะเดือนเมษาแล้ว ใคร ๆ คงอยากทานขนมเปรี้ยว ๆ แก้ร้อน แล้วสักมิถุนา ค่อยจัดลงเมนู”
“ขายเป็นคู่สิ กับเครื่องดื่มเก๋ ๆ” พี่สาวแนะนำ “แต่ไม่ใช่คู่กับชามะนาวนะ เปรี้ยวต่อเปรี้ยวมาเจอกันเดี๋ยวจะเซ็งเสีย เอาค็อกเทลผลไม้ก็ได้ เลือกที่รสหวาน ๆ หน่อย พี่ว่าน่าจะเข้ากันดีเชียวล่ะ”
เสียงกระดิ่งแก้วใสที่แขวนอยู่บริเวณประตูดังกังวานขึ้น ทำให้สองพี่น้องหันไปมองพร้อม ๆ กัน และอย่างรวดเร็วที่รอยยิ้มจากนัยน์ตาของเจนรัศมิ์จางหายไป เหลือเพียงรอยเย็นชาน่าใจหาย
“ว่าไง ยัยหนูลิน อ้อ เจนก็อยู่ด้วยหรือ”
ผู้ที่ก้าวเข้ามาคือชายหนุ่มวัยกลางคน หากยังดูหนุ่มกว่าวัยไม่น้อย แต่งกายภูมิฐานรับกับบุคลิกที่คมคายเข้มขรึม วงหน้านั้นมีผิวสีน้ำตาลละเอียดและนัยน์ตาคมเฉียบ ซึ่งได้รูปสวยคล้ายคลึงกับหญิงสาวทั้งสอง
“สวัสดีค่ะพ่อ...” เจนรัศมิ์ทักเรียบ ๆ อาการพนมมือไหว้นั้นแม้จะสุภาพ หากกลับมองดูเย็นชาอยู่ในที
“พ่อมาพอดี ลินกำลังให้พี่เจนช่วยชิมขนมให้ค่ะ พ่อมาชิมด้วยกันนะคะ เพิ่งทำเสร็จเลยค่ะ รสกำลังดีเลย” เจนลินไม่ได้พนมมือไหว้อย่างเป็นทางการเช่นพี่สาว หล่อนเพียงแต่ยิ้มแย้มอย่างร่าเริง
คุณเจนวัฒน์มองลูกสาวคนเล็ก รอยยิ้มกระจายไปทั่วแววตาอย่างเอ็นดูในกิริยาคล้ายเด็ก ๆ นั้น
“หวังว่าครั้งนี้รสจะไม่แย่เหมือนคราวที่แล้วอีกนะ อ้อ ขอกาแฟพ่อด้วย ขมปี๋เลยนะ ครีมกับน้ำตาลไม่ต้อง”
“ได้ค่ะ รอแป๊บเดียวนะคะ เดี๋ยวลินมา”
นัยน์ตาคู่นั้นมองตามร่างบุตรสาวไปจนลับตา และเมื่อเบนกลับมา ก็ได้พบแววตาเย็นชาจ้องอยู่ก่อนแล้ว
“เชิญนั่งก่อนสิคะพ่อ” เป็นคำพูดสั้น ๆ ก่อนที่ร่างบางระหงลุกขึ้น ด้วยกิริยาเฉยเมยเช่นเดียวกับสีหน้า
“จะไปไหนน่ะเจน” ผู้เป็นบิดาขมวดคิ้ว “พอพ่อมาก็จะไป...”
“กลับบ้านค่ะ” ลูกสาวตอบด้วยน้ำเสียงแบบเดิม “เจนมานั่งนานแล้ว เหนียวตัวเต็มที ว่าจะอาบน้ำเสียหน่อย อ้อ ป้าฝากของมาให้พ่อนะคะ แกงเผ็ดเป็ดย่าง ยัยลินคงช่วยจัดการให้ได้”
อาการที่เจ้าตัวเดินตัวตรงหน้าเชิดจากไปโดยเร็วโดยไม่ฟังคำทักท้วงนั้น ทำให้คุณเจนวัฒน์ได้แต่ทอดถอนใจ หากเมื่อได้เห็นร่างเล็ก ๆ ของสาวน้อยหน้าใสที่เดินยิ้มแฉล้มออกมา แววตาของเขาก็อ่อนโยนลง
“อ้าว พี่เจนล่ะคะ” เจนลินหันมองรอบ ๆ สีหน้าสลด “ไปไหนเสียแล้ว”
“เห็นว่าจะไปอาบน้ำ” ผู้เป็นบิดาตอบสั้น ๆ เปลี่ยนเรื่องว่า “ไหน ลินมีอะไรมาให้พ่อชิม”
เจนลินฝืนปั้นรอยยิ้มให้สดใส หากลึกในแววตายังมีรอยกังวลไม่คลายเมื่อพึมพำว่า
“แหม เสียดายจริง นาน ๆ ได้คุยกันสามคนนะคะ”
อย่างไรก็ตาม คำพูดเหล่านั้นก็ผ่านเลยไปเหมือนเช่นทุกครั้ง โดยที่ไม่มีใครคิดจะจัดการหรือเปลี่ยนแปลงใด ๆ
ตอนที่ 2
โต๊ะเก้าอี้ไม้ใหม่เข้าชุดกันอย่างดีวางอยู่กลางห้อง ที่ใจกลางโต๊ะ วางชามโคมขนาดใหญ่บรรจุโจ๊กข้น ๆ ควันขึ้นเป็นสาย เคียงข้างเป็นชามใหญ่น้อยเรียงราย มีตั้งแต่หมูสับปั้นก้อน ผักชี ต้นหอม ขิง กระเทียม หอมเจียว ทุกสิ่งล้วนจัดมาเป็นระเบียบ สดใหม่ มองดูน่ารับประทาน
ร่างระหงบางในชุดเดรสสีม่วงเข้มที่ก้าวเข้ามา ทำให้หญิงสาวร่างเล็กที่กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อย่างเพลิดเพลินเงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นใคร ก็ยิ้มอย่างแจ่มใส
“ทานโจ๊กร้อน ๆ ก่อนไหมคะ พี่เจน”
“สิบเอ็ดโมงเนี่ยนะยัยลิน” อีกฝ่ายตอบ แต่ก็ก้มลงมองอาหารในชามโดยดี พอดีกับประตูเลื่อนบานใหญ่เปิดออก ร่างสูง ๆ ของผู้เป็นบิดาก้าวเข้ามา รอยยิ้มนั้นจึงจางลง
“ไม่ดีกว่า ใกล้เที่ยงแล้ว เดี๋ยวไปไม่ทันนัด ยังไงเย็น ๆ ค่อยเจอกันนะจ๊ะ... สวัสดีค่ะพ่อ...”
เธอพนมมือไหว้เร็ว ๆ สองเท้าก้าวออกจากบ้าน ตรงไปที่รถยนต์ซึ่งจอดรออยู่
หญิงสาวผ่อนลมหายใจยาวเหยียดเมื่อรถยนต์ผ่านพ้นประตูบ้านมาแล้ว ภาพของผู้เป็นบิดายังคงติดอยู่ในสายตา เรียกความทรงจำหลาย ๆ อย่างให้ชัดเจนได้อย่างประหลาด
หวนนึกถึงคุณกินรี ผู้เป็นมารดา แล้วหัวใจก็ร้าวลึก วงหน้าและแววตาแสนเศร้านั้นยังคงติดในความทรงจำแม้เวลาจะผ่านมานานแสนนาน... แท้จริงแล้วแม่ได้อะไรจากการพยายามสร้างชีวิตสมรสปลอม ๆ ที่ไม่เหลืออะไรบ้าง ในเมื่อพ่อไม่ได้รักแม่แล้ว... ในเมื่อพ่อมีผู้หญิงอื่นหลายต่อหลายคน... ทำให้แม่ต้องเจ็บปวด ชอกช้ำ จนกระทั่งต้องจากไป ก็แล้วแม่คิดอย่างไร จึงยอมทน... ทนจนนาทีสุดท้าย ถ้าหากความรักทำให้คนเราต้องเจ็บปวดถึงขนาดนั้น เธอคนหนึ่งล่ะที่จะไม่ยอมทน ต่อให้รักเท่ารัก เธอก็จะไม่มีวันทำให้ตัวเองเจ็บปวดด้วยวิธีนี้...
ก็แล้ววิธีที่เธอเลือก ได้ทำให้เธอเจ็บปวดมากกว่าหรือไม่... การพยายามเดินจากผู้ชายคนหนึ่งที่เธอแน่ใจแล้วว่ารักเพื่อเปิดโอกาสให้เขากับผู้หญิงอื่น การพยายามตัดใจทั้ง ๆ ยังรักเขาอยู่ แท้จริงแล้ว ระหว่างการผละจาก และการอยู่ต่อ อะไรจะเจ็บมากไปกว่ากัน บางที เธอเองก็อยากจะรู้...
ความรู้สึกเสียดายบางอย่างซ้อนอยู่ในส่วนลึก ถ้าหากเธอไม่ตัดสินใจเลิกราจากเขา... ถ้าหากเธอเข้มแข็งพอในครั้งนั้น ถ้าหากเธอไม่หันไปหาผู้ชายคนอื่นในเวลาที่โดดเดี่ยวอย่างเหลือเกิน บางทีทุกอย่างคงไม่เป็นแบบนี้ บางที เธอกับเขาอาจจะมีความสุขกันได้... บางที...
รอยยิ้มบาง ๆ แกมขมขื่นปรากฎที่เรียวปาก ทำให้วงหน้านั้นดูหมองอย่างประหลาด และทำให้ความสวยที่ควรจะสดใสนั้นกลายเป็นความเศร้าลึก จนเจ้าตัวเองยังอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจอย่างแสนกลุ้มเมื่อหยิบกระจกแบบพับบานเล็ก ๆ ขึ้นมาสำรวจความเรียบร้อยของวงหน้าอีกครั้งก่อนจะก้าวลงจากรถที่แล่นเข้าจอดที่ร้านอาหารขนาดกะทัดรัด ตกแต่งอย่างหรูหราใจกลางย่านสุขุมวิท
อะไรบางอย่างตื้อขึ้นมาในอก แต่เจนรัศมิ์ฝืนกดทุกอย่างลงไป นี่เองคือสิ่งที่เธอต้องซ่อนต่อสังคมเรื่อยมา แม้ภาพลักษณ์ภายนอกจะบอกชัดว่าเธอเป็นหญิงสาวที่สมบูรณ์ไปเสียทุกสิ่ง หากสิ่งเดียวที่เธอไม่อาจถมให้เต็มได้ คงจะเป็นหัวใจของเธอเอง ที่ขาดซึ่งความรัก และการเอาใจใส่จากคนที่เธอรัก เรื่อยมาทีเดียว...
"เกนหรือ..." อาการทวนคำนั้นบอกถึงความครุ่นคิด
"ใช่ เขาชื่อ เกน... เกน วงศา..."
คราวนี้ทีท่าของชายหนุ่มบอกชัดว่ามั่นใจแน่
"คนเดียวกันจริง ๆ ด้วย" เขาพยักหน้า ก่อนจะอธิบายเพิ่มเติมเมื่อเห็นสีหน้าไม่เข้าใจของอีกฝ่าย "เกนกับผมเรียนสถาปัตย์ฯ รุ่นเดียวกันน่ะ ผมจำได้ราง ๆ ว่าเขาไปเรียนต่อที่เยอรมันใช่ไหม กลับมาเมืองไทยแล้วหรือ"
คนทั้งคู่นั่งอยู่ที่ห้องอาหารแห่งหนึ่ง ตกแต่งอย่างเก๋ด้วยวอลล์เปเปอร์สีน้ำตาลเข้ม เตาผิงทำเลียนแบบตะวันตกอย่างแนบเนียน กรอบรูปไม้สักอย่างดีติดผนังอยู่ห่าง ๆ กันอย่างมีศิลป์ อาหารบนโต๊ะประกอบด้วยพิซซ่าถาดกลมควันขึ้นฉุย ซุปมะเขือเทศโรยหน้าด้วยขนมปังกรอบหั่นพอคำและเนยแข็งขูดฝอยประณีต และที่ขาดไม่ได้สำหรับหญิงสาวร่างระหงในชุดเดรสสีม่วงเข้มก็คือ สลัดผักสีเขียวสดใส
พอได้ยินคำถาม หล่อนก็ตอบด้วยท่าทางเรื่อย ๆ ซ่อนความรู้สึกในแววตาเสียสิ้นภายใต้แพขนตางอนยาว
"คงต้องกลับมาดูแลธุรกิจ คุณวงศ์เพิ่งจะเสียนี่ วินก็คงเห็นข่าว"
เจ้าของชื่อ 'วิน' พยักหน้ารับ
"แล้วเจนบอกให้เกนแวะมาหาผมวันไหนล่ะ"
"เขาไม่ได้ระบุวัน แต่ก็คงจะเร็ว ๆ นี้ละมั้งนะ”
อีกฝ่ายชะงักกับน้ำเสียงที่ค่อนข้างแปร่งนั้น คิ้วเข้ม ๆ ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
“ทำไมเสียงเจนแปลก ๆ”
“แปลกยังไง” คำทวนนั้นมาพร้อมอาการหลบตา และเมวินก็มองวงหน้าสวยงามนั้น นิ่ง นาน...
“เหมือนไม่ชอบเกน... ทำไมล่ะ มีอะไรหรือเปล่า”
“ไม่มีนี่” น้ำเสียงนั้นเฉยเมย วงหน้าสวยงามดูเย็นชาอย่างบอกไม่ถูก
เมวินมองความงดงามของดวงหน้านั้นนิ่ง ๆ แล้วหัวใจก็แปร่งประหลาด จำได้ว่าครั้งหนึ่งเขาเคยรักหล่อนมาก หากสุดท้าย โชคชะตาก็ตัดสินว่าเขาไม่ใช่คนที่ใช่ของหล่อน เช่นเดียวกับหล่อนไม่ใช่คนที่ใช่ของเขา
หวนนึกถึงครั้งแรกที่พบกัน เขาเป็นหนุ่มน้อยที่มองโลกในแง่ดีและเห็นทุกอย่างรื่นรมย์ไปเสียหมด ดังนั้น เมื่อได้พบผู้หญิงแสนสวย ที่ขณะนั้นเป็นเพื่อนนักศึกษาปริญญาโทด้วยกันที่มหาวิทยาลัยมีชื่อของประเทศอังกฤษ ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเดินหน้าจีบหล่อนอย่างเอาเป็นเอาตาย ยังจำได้ถึงความรู้สึกปิติยินดียามได้รู้ว่าหล่อนตกลงใจเลิกรากับผู้ชายคนเก่าทางเมืองไทย เพื่อหันมาคบหากับเขา... ด้วยเหตุผลอะไร เขาก็สุดรู้
แต่แล้ว เมื่อคบหากันได้สักระยะ หลายสิ่งหลายอย่างกลับไม่ลงตัว อาจจะเพราะความไม่เข้าใจที่มากขึ้นทุกที และข้อสำคัญที่สุด ความรู้สึกของเขาเองที่สัมผัสได้ว่าหล่อน ‘ไม่ได้รักเขา’ จนในที่สุด การเลิกราก็เกิดขึ้นทั้ง ๆ คบหากันได้เพียงไม่ถึงปี
“เราเลิกกันเถอะ”
ชายหนุ่มยังจำได้ดีถึงท่าทางเฉยเมยของหล่อนเมื่อเขาพูดคำคำนั้นออกไป หล่อนเพียงแต่พยักหน้ารับง่าย ๆ ไม่มีความแคร์หรือความอาลัยอาวรณ์ใด ๆ ให้เขาได้เห็น จากนั้น หล่อนก็กลับเมืองไทย เพื่อจะกลับไปหาคนรักเก่า คนที่หล่อนบอกเขาอย่างมั่นใจว่า รักเขา และเชื่อว่าเขาเองก็รักหล่อนอย่างแท้จริง
เขากลับเมืองไทยในอีกสามเดือนต่อมา เพื่อจะได้รู้ข่าวว่าผู้ชายที่หล่อนพูดถึงคนนั้นแต่งงานกับคนอื่นไปแล้ว... หล่อนกลับไปอังกฤษอีกครั้งเพื่อเรียน 'คอร์สอะไรสักอย่าง' ไม่ถึงปี ก็กลับมาอีกครั้งในฐานะหญิงสาวเนื้อหอมของวงสังคม ความที่เป็นหลานสาวของคุณหญิงปจิณตา พงษ์ศร เจ้าของธุรกิจในแทบจะทุกวงการทำให้หล่อนตกเป็นข่าวอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หล่อนหวนกลับมาสนิทสนมกับเขาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างอยู่ในฐานะเพื่อนเท่านั้น ครั้งนี้ไม่อีกแล้ว เขาจำต้องจำกัดหัวใจไว้ เขาไม่อยากเจ็บอีก... โดยเฉพาะถ้าต้องเจ็บจากคนที่ไม่ได้รักเขา
เมวินมองหล่อนอีกครั้ง แม้จะยังดูสวยเหมือนทุกครั้งที่เคยได้เห็น หากความที่รู้จักหล่อนดี เขาแน่ใจว่าเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในแววตาคู่นั้น จริงอยู่ หล่อนยังคงเฉิดฉาย ยังคงหรูหรา ยังคงมั่นใจในตัวเองในทุกที่ที่ปรากฏตัว หากบางอย่างในสีหน้า ในท่าทียามเผลอตัวบอกชัดถึงความกังวล ความลังเล และความไม่แน่ใจอย่างที่เคยเป็น และเขาอยากจะคิดว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้นเพราะการแต่งงานของ 'ผู้ชายที่รักหล่อนอย่างแท้จริง' คนนั้น
“เจนเปลี่ยนไปนะ เคยมีใครบอกไหม”
มีรอยชะงักในดวงตาคู่สวย ก่อนที่เจ้าตัวจะถามอย่างระมัดระวัง
“ยังไง...”
“ก็... ดูขรึมไปมั้ง เป็นผู้ใหญ่ขึ้น นี่ผมไม่ได้ตั้งใจจะว่าอะไร แต่คุณดู... ยังไงดีล่ะ สงบไปละมั้ง ตอนอยู่อังกฤษ ก็ไม่เห็นเป็นอย่างนี้นี่ ตอนนี้คุณดูเหมือน...” คนอกหัก เมวินไม่ได้ต่อประโยคนั้น เพราะรู้ได้ว่าหล่อนจะไม่พอใจอย่างมาก ผู้หญิงอย่างเจนรัศมิ์ไม่มีวันยอมรับว่าตัวเองอกหัก ต่อให้หล่อนต้องอกหักจริง ๆ ก็เถอะ
บางอย่างจับลึกในหัวใจ... ขรึมไป เป็นผู้ใหญ่ขึ้น อย่างนั้นหรือ... เรียวปากสวยปรากฏรอยยิ้มเล็กน้อย นั่นสินะ... หลังจากวันที่โยธัตได้จากไป เขาได้พาความมั่นใจของเธอจากไปด้วย แม้เธอจะพยายามเชิดหน้า พยายามบอกตัวเองว่าเธอก็ยังเป็นเธอ ผู้หญิงแสนสวยที่เต็มไปด้วยคุณค่า หากบางอย่างในใจกลับเว้าแหว่งประหลาด จะว่าการปฏิเสธของเขาทำลายตัวตนของเธอก็ไม่ผิดนัก
"ผมคงต้องกลับไปทำงาน เกือบบ่ายสองแล้ว" เมวินเอ่ยขึ้น และเจนรัศมิ์ก็พยักหน้า
"ได้สิคะ” คำตอบนั้นรวดเร็ว ฉับไวตามนิสัยเจ้าตัว “อ้อ เย็นนี้วินแวะไปทานข้าวที่บ้านเจนไหม ยัยลินทำเมนูใหม่น่ะ อยากได้คนช่วยชิมอยู่พอดี วินเองก็ไม่ได้เจอแกนานแล้วไม่ใช่หรือ"
อีกฝ่ายนิ่งคิดอยู่อึดใจ... ก่อนจะพยักหน้า
“เอาสิ ไม่ได้เจอยัยลินนานแล้ว แกสบายดีใช่ไหม”
“ก็ดีค่ะ บ่นถึงพี่วินบ่อย ๆ”
“ถ้าอย่างนั้นก็โอเค แล้วเย็นนี้เจอกันที่ร้านสักหกโมงนิด ๆ ก็แล้วกันนะ”
ที่นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานคือชายหนุ่มผิวขาวละเอียด เค้าหน้านั้นดูอ่อนเยาว์และอารมณ์ดี เห็นได้ชัดที่นัยน์ตาเรียวยาวมีรอยยิ้มรื่นรมย์ชัดเจน
เสียงโทรศัพท์ภายในดังขึ้น เจ้าตัวจึงเงยหน้าจากเอกสารที่อ่าน เอื้อมมือไปกดปุ่มรับ
“มีสุภาพบุรุษมาขอพบค่ะ ชื่อ คุณเกน วงศา... ให้ดิฉันเรียนว่าได้รับการแนะนำมาจากคุณหญิงปจิณตา พงษ์ศร”
ชื่อนี้ทำให้นัยน์ตาคู่นั้นเบิกกว้าง
“ให้เข้ามาได้เลย อ้อ ถ้ามีโทรศัพท์เข้ามาอีก บอกไปว่าผมยังไม่สะดวกนะ ค่อยให้เขาโทร. กลับมาใหม่”
ประตูถูกเคาะเบา ๆ ก่อนจะผลักเข้ามาในที่สุด ร่างสูง ๆ ของชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดสีดำทั้งชุดก้าวเข้ามา
“เฮ้ย ไอ้เกน” เจ้าของห้องเอ่ยทัก “ว่าไง ไม่ได้เจอกันนาน จำกันได้หรือเปล่าวะ"
อีกฝ่ายชะงักไป เขามองคนตรงหน้าครุ่นคิด วงหน้าขาวสะอาดตัดกับคิ้วเข้ม และนัยน์ตาเรียวยาวคู่นั้น เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน
"ข้า เมวินไง ที่เรียน 'ถาปัด มากับเอ็ง ลืมแล้วเหรอวะ ยังเคยทำรายงานกลุ่มด้วยกันตอนปี 1 เลย"
คราวนี้เกนร้อง 'อ๋อ' อย่างนึกได้
เขามองอีกฝ่าย ภาพราง ๆ ของหนุ่มน้อยผู้มีรอยยิ้มเสมอซ้อนทับเข้ามา จำได้ว่าฝ่ายนั้นเป็นนักกิจกรรมตัวยงและมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วคณะ ในปี 1 ยามที่นักศึกษาทุกคนยังเรียนรวมกัน ไม่ได้แยกตามความถนัดสนใจ เขาเองก็ได้ทำรายงานกลุ่มร่วมกับฝ่ายนั้นอยู่บ่อยครั้ง มาเริ่มห่างกันไปก็ตอนที่เริ่มแยกภาคเรียนเมื่อตอนปี 3 นั่นเอง
"นั่งก่อนสิ นั่งเลย" คำชวนนั้นร่าเริงไม่ผิดจากเด็กหนุ่มเมื่อวันวาน "คุณหญิงบอกข้าแล้วว่าเอ็งเพิ่งกลับมาจากเยอรมัน กำลังมอง ๆ หางานออกแบบ ยังไงก็มาช่วยกันก่อนก็แล้วกัน บริษัทข้ากำลังขาดคนอยู่เชียว”
เกนชะงักไป คำพูดเหล่านั้นดูเป็นธรรมชาติอย่างที่สุด แท้จริงเขาไม่ได้คิดว่าจะมาเจอเหตุการณ์อย่างนี้ คิดว่าอย่างน้อยก็คงจะได้รับการสัมภาษณ์ ถามถึงฝีมือการทำงานบ้าง... แต่นี่ อะไร ๆ ช่างง่ายดาย และเขาก็นึกเกรงใจ
“ไอ้วิน ข้า...” เขาขยับจะท้วง และอีกฝ่ายก็ยกมือห้ามอย่างเข้าใจ
“อย่าเพิ่งพูด ข้ายังไม่ได้บอกเงินเดือนเลยนะเว้ย เผลอ ๆ ฟังแล้วเอ็งเครียดจัด ข้าจ่ายมากไม่ได้นา บอกไว้ก่อน ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ค่อยดี ต้องช่วยกันประหยัด อีกอย่างบริษัทข้าก็เพิ่งตั้ง ยังไม่ได้ใหญ่โตอะไรมาก แต่ถ้าสถานการณ์อะไร ๆ ดีขึ้น รับรองข้าไม่โกง จะขึ้นเงินเดือนให้ ว่าแต่... ตกลงเอ็งจะทำไหม ถ้าจะทำก็เริ่มอาทิตย์หน้าเลยแล้วกัน ช่วงนี้โปรเจ็คท์ใหม่ ๆ เยอะ จะได้โอนให้เอ็งช่วยดู แต่ถ้ายังไม่แน่ใจ จะลองคิดดูก่อนก็ได้นะ”
เกนเกือบจะหัวเราะ... ก็แล้วเขายังมีทางเลือกอะไรอีก เขาไม่ใช่หนุ่มลูกเศรษฐีที่จะมัวมานั่งเกี่ยงงาน ที่สำคัญ จำนวนหนี้สินที่พอกพูนขึ้นทุกวันก็ทำให้เขาต้องรีบหารายได้เพิ่มเติมเพื่อมาจ่ายยอดค้างชำระ
"ทำสิ" เป็นคำตอบสั้น ๆ ก่อนจะตบท้ายว่า "ขอบใจนะเว้ย"
เมวินทำเป็นไม่สนใจประโยคท้าย เขาเปลี่ยนเรื่องถามว่า
"เออ แล้วนายไปรู้จักกับ ‘เจน’ เมื่อไหร่”
ชื่อ 'เจน' ทำให้เกนขมวดคิ้วเข้าหากันยุ่ง ๆ ในตอนแรก แต่แล้วก็ค่อยคลายออกจากกันเมื่อนึกขึ้นได้ ฝ่ายนั้นคงหมายถึง 'เจนรัศมิ์' หลานสาวของคุณหญิงปจิณตานั่นเอง
เขานิ่งไปอย่างพยายามนึกหาคำตอบที่เหมาะสมที่สุด... มันมีเรื่องของศักดิ์ศรีและความรู้สึกหลาย ๆ อย่างเข้ามาเกี่ยวพันด้วย และสิ่งนั้นก็ทำให้เขาลำบากใจ ควรหรือไม่ที่เขาจะบอกให้เมวินรู้ว่าแท้จริงแล้วเหตุผลที่เขารู้จักกับหล่อนและคุณหญิง ก็เพราะหนี้สินของตระกูล
ทีท่าเงียบขรึมนั้นทำให้เมวินตีความไปอีกทาง เขาไม่ได้นึกถึงเรื่องหนี้สิน หากคิดไปถึงเรื่องของความสนใจที่ผู้ชายคนหนึ่งจะมีต่อผู้หญิง... เจนรัศมิ์เป็นคนสวยและมีเสน่ห์ เขาเองรู้ดีถึงเสน่ห์นั้น เพราะฉะนั้น เกนจะชอบหล่อนก็ไม่น่าจะแปลกอะไร
"นายชอบเจนหรือเปล่า..." เขาถามและอีกฝ่ายก็เงยหน้าขึ้นทันควัน แววตาบอกความตกใจ
"ไม่ใช่" คำตอบนั้นรวดเร็ว ตามมาด้วยคำอธิบายที่ละเอียดลออ "คือว่า... แม่ฉันเป็นเพื่อนกับคุณหญิงน่ะ พอกลับมาแกรู้ว่าฉันกำลังหางาน ก็เลยแนะนำให้ฉันมาคุยกับนายดู เห็นว่านายเป็นเพื่อนกับหลานสาว..."
สีหน้าของเมวินบอกความครุ่นคิดบางอย่าง และนั่นก็ทำให้เกนเข้าใจไปอีกทาง
"คบกันอยู่หรือ"
นัยน์ตาของเมวินหลุบต่ำ “เปล่า...” น้ำเสียงนั้นค่อนข้างเบา
"งั้นก็กำลังจีบเอ้า"
ไม่มีคำตอบ เมวินรวบเอกสารตรงหน้าเข้าหากัน เคาะสันมุมให้เรียงกันเป็นระเบียบ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องถาม
"นี่ก็ห้าโมงกว่าแล้ว เย็นนี้นายว่างไหม ไปหาอะไรกินกันดีกว่า มีร้านจะแนะนำ"
เกนนิ่งคิด นึกถึงบ้านซึ่งไม่มีใคร มารดาของเขากลับดึกเสมอด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา ดังนั้น คงไม่มีปัญหาอะไรถ้าเขาจะแวะรับประทานอาหารกับเพื่อนแทนการนั่งเบื่อหน่ายอยู่คนเดียวที่บ้าน
คิดได้อย่างนี้ ชายหนุ่มจึงรับคำง่าย ๆ
"เอาสิ"
เกนไม่มีโอกาสรู้ได้เลยว่าการตัดสินใจในวันนี้ จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาไปโดยสิ้นเชิง
ร้านอาหารแห่งนั้นตกแต่งน่ารักและมีบรรยากาศดีทีเดียวในสายตาของเกน เขามองบริเวณรอบ ๆ ร้านอย่างพอใจ นึกถูกใจกับสวนสีเขียวเล็ก ๆ สลับกับสีขาวสะอาดของหินก้อนเล็กใหญ่ที่วางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ สระบัวเล็ก ๆ มองดูน่าสบาย ไม่ขาดแม้แต่ชิงช้าหวายพ่นสีขาวสะอาดน่านั่งที่มุมหนึ่งของร้าน
ใครคนหนึ่งเปิดประตูกระจกก้าวออกมา หญิงสาวในชุดสีม่วงเข้มอวดร่างระหงงามลออ นัยน์ตากลมโตคมหวาน ผิวขาวจัดมองดูผ่องใสท่ามกลางแสงแดดยามเย็น
เกนชะงักไป ผู้หญิงคนนั้น หลานสาวคนโตของคุณหญิงปจิณตา... เจนรัศมิ์ สิริวัฒน์
หล่อนเองก็ดูจะอึ้งไปเช่นกันเมื่อเห็นเขา
“ผมพาเกนมาด้วยนะ พอดีเขาแวะมาคุยเรื่องงาน" เมวินเป็นคนทำลายบรรยากาศเงียบงันนั้น "ผมเห็นว่าคุณก็รู้จักเขา ก็เลยชวนมาด้วยกันเลย เกน นี่ร้านของเจนกับน้องสาวน่ะ ชื่อร้าน Double Jane เพิ่งเปิดได้ไม่กี่เดือน พอดีบ้านเจนพื้นที่เยอะแล้วอยู่ติดริมถนน ก็เลยรื้อรั้วด้านหน้าออก แล้วปลูกเป็นบ้านหลังเล็ก ๆ สำหรับทำร้านอาหาร เวลาจะทำงานก็เดินจากบ้านมาถึงร้านได้เลย สะดวกเชียวแหละ อ้อ ลืมบอกไป นี่ผลงานของบริษัทเราเอง"
เกนยิ้มนิดเดียว ส่วนหญิงสาวคนสวยไม่ได้มองเขาอีกเลย นัยน์ตาของหล่อนจับจ้องอยู่แต่เมวินเท่านั้น
และนั่นทำให้ชายหนุ่มเริ่มไม่แน่ใจในบางอย่าง หรือว่าหล่อนชอบฝ่ายนั้น... ท่าทางนั้นบอกอะไรได้บ้าง อีกทั้งท่าทีแปลก ๆ ของเมวินยามที่เขาถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างกัน... จะเป็นไปได้ไหมที่คนทั้งคู่คบหากันอยู่
“แล้วคุณเกน...” หล่อนเริ่มพูด แววตาที่มองเขาฉายแววแปร่งชัดเจน “ตกลงทำงานกับวินหรือเปล่า"
"ใช่" เมวินรับคำ "ผมเองขาดคนอยู่ด้วย ได้เกนมาช่วยจะได้สบายขึ้นหน่อย"
"อ้อ"
น้ำเสียงนั้นไม่ถูกหูเกนแม้แต่น้อย อาการที่หล่อนปรายตามองเขาเรียกความละอายในส่วนลึก เหมือนหล่อนจะดูถูกเขา ท่าทางของหล่อนบอกชัดเช่นนั้น
ถอนใจยาว... ก็คงจะเรื่องหนี้สินนั่นเอง หล่อนคงมองเขาไม่ต่างจากลูกหนี้ที่น่าละอาย แม้จะมีเงินเก็บจำนวนมากพอสมควรจากการทำงานกับบริษัทออกแบบที่เยอรมนี หากเงินจำนวนนั้นก็ยังไม่เพียงพอสำหรับการชำระหนี้สินที่ผู้เป็นบิดาได้ค้างไว้กับป้าของหล่อน จำนวนที่ยังหลงเหลืออยู่นั้นยังนับว่ามากทีเดียว
"แล้วยัยลินล่ะ" เมวินถามง่าย ๆ ก่อนจะหันมาอธิบายให้อีกฝ่ายฟัง "ยัยลิน ชื่อจริงว่าเจนลิน เป็นน้องสาวของเจนน่ะ ร้านนี้ก็เลยชื่อดับเบิ้ลเจน เพราะมีเจนสองคน"
เกนได้แต่พยักหน้ารับอย่างไม่รู้จะออกความเห็นอะไรที่ดีไปกว่านั้น
"ถ้าอย่างนั้น เราเข้าไปข้างในกันเลยดีกว่า" หญิงสาวคนสวยว่า และดูเหมือนหล่อนจะพูดกับเมวินคนเดียวเท่านั้น เพราะนัยน์ตาคู่นั้นไม่ได้เหลือบแลไปที่ชายหนุ่มอีกคนเลยแม้แต่น้อย "อาหารคงจะเรียบร้อยแล้ว เจนอยากให้วินช่วยชิมด้วยว่ารสชาติใช้ได้ไหม ถ้าได้ จะได้เอาลงเมนูใหม่เลย"
สาวน้อยหน้าใส ผิวละเอียดนวลคนนั้นทำให้เกนนึกสบายใจขึ้นมาบ้าง โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นรอยยิ้มสดใสที่เรียวปากบอบบาง ดวงหน้านั้นแม้ไม่สวยจัดอย่างพี่สาว แต่ก็น่ารักและชวนมอง ท่าทางนั้นจริงใจและเป็นมิตร
"สวัสดีค่ะพี่วิน ไม่ได้เจอกันไม่กี่อาทิตย์ รู้สึกจะอ้วนขึ้นนะคะ" หล่อนทักทายเมวินอย่างร่าเริง นัยน์ตาสวยคล้ายนัยน์ตาพี่สาว หากอ่อนโยนกว่าด้วยรอยละมุนละไม เบนไปที่ชายหนุ่มอีกคน "เพื่อนพี่วินหรือคะ สวัสดีค่ะ เชิญทานข้าวด้วยกันนะคะ ฝีมือลินเอง อ้อ วิจารณ์ได้ตามตรงนะคะ ไม่ต้องเกรงใจ"
"ยังไม่ทันรู้จักเลย คุยใหญ่" เมวินจับศีรษะนั้นโยกไปมาเบา ๆ อย่างเอ็นดู "ลิน นี่เพื่อนพี่เอง ชื่อเกน เขาเพิ่งกลับมาจากเยอรมัน เลยชวนมาชิมฝีมือลินด้วยกัน และเกน คนที่พูดเยอะ ๆ นี่แหละ ยัยลิน แม่ครัวหัวป่าก์ของเรา"
เจนรัศมิ์เบนสายตามาพอดี จึงได้เห็นรอยยิ้มอ่อนโยนที่สุดจากผู้ชายคนนั้น เขายิ้มทั้งที่ริมฝีปากและนัยน์ตา รอยยิ้มนั้นทำให้วงหน้าคมคายน่ามองประหลาด และมันทำให้เธอต้องขมวดคิ้ว...
"ยินดีที่ได้รู้จักครับ" กระแสเสียงนั้นน่าฟัง "คุณลินแต่งร้านได้น่ารักมาก น่าสบายทีเดียว"
"เฮ้ย แต่คนออกแบบน่ะข้านะ" เมวินรีบพูด และเจนลินก็หัวเราะ
"ถูกค่ะ เรื่องนี้ต้องยกเครดิตให้พี่วิน เขาเป็นคนแนะนำเรื่องเครื่องแต่งร้าน ระบุมาเลยว่าต้องอย่างนี้ ๆ แต่เวลาไปซื้อ ลินไปเองนะคะ เขาไม่เกี่ยว"
"อ้าว" หน้ายิ้ม ๆ ของเมวินหุบลงขณะแก้ตัว "ลินก็รู้ว่าพี่งานยุ่งจะตาย"
เกนหัวเราะหึ ๆ "ไปสรุปกันมาก่อนแล้วค่อยมาบอกข้าแล้วกัน ฟังแล้วชักจะงง"
ตลอดบทสนทนานั้น นัยน์ตาของเจนรัศมิ์จับอยู่ที่วงหน้าคมคายของเกนอย่างไม่คลาดคลา นึกขัดหูอย่างประหลาดกับท่าทางที่ดูกลมกลืนของเขา เรื่องเมวินกับเจนลินนั้นเธอไม่ว่า เพราะคนทั้งคู่คุ้นเคยกันพอสมควรแล้ว แต่ผู้ชายคนนั้น เขาเป็นใคร...?
"ลินเตรียมอะไรไว้บ้างจ๊ะนี่ พี่เริ่มหิวแล้วล่ะ พี่วินก็คงจะหิว" เธอตัดสินใจตัดบท
บทสนทนาชะงักลงเพียงนั้น และเจนลินก็ยิ้ม
"ถ้าอย่างนั้นพี่เจนพาพี่วินกับพี่เกนไปนั่งเลยก็แล้วกันค่ะ เดี๋ยวลินขอตัวเข้าครัวแป๊บเดียว แล้วจะให้คนเอาอาหารมาเสิร์ฟให้ อยากได้อะไรเพิ่มก็สั่งได้นะคะ" ประโยคท้าย หล่อนหันมายิ้มให้ชายหนุ่มทั้งสอง "แต่บอกไว้ก่อน วันนี้อาหารเยอะจริง ๆ ไม่หมดไม่ให้กลับนะคะ"
“เราไปนั่งริมหน้าต่างกันเถอะวิน" เจนรัศมิ์ชวน "มุมโปรดของเจนเอง แล้วเดี๋ยวลินให้ใครสักคนเอาเมนูเครื่องดื่มมาด้วยนะ ไปกันเถอะวิน เชิญทางนี้"
เกนลอบถอนใจ ขณะก้าวตามร่างของคนทั้งคู่ไปเรื่อย ๆ โดยทอดจังหวะให้อยู่ห่างเล็กน้อย เพราะรู้แน่แก่ใจว่าหล่อนคงไม่อยากให้เขาเข้าไปรบกวนนักหรอก ท่าทางของหล่อนบอกชัดว่าจงใจตัดเขาออกจากบทสนทนาโดยสิ้นเชิง หล่อนไม่ชอบหน้าเขา เขาควรจะรู้
โต๊ะที่หล่อนนำไปนั้นตั้งอยู่เกือบสุดมุมห้อง ตกแต่งน่าสบายด้วยไม้ประดับสีเขียวสดใสตัดกับเก้าอี้นวมสีขาวสบายตา บนโต๊ะวางแก้วทรงสูงเนื้อใสเป็นประกาย ปักไว้ด้วยดอกกุหลาบขาวดอกใหญ่ ส่งกลิ่นหอมจาง ๆ
และเป็นอีกครั้งที่เกนรู้สึกคล้ายถูกตัดออกจากบทสนทนาโดยสิ้นเชิง ผู้หญิงคนนั้นไม่มองหน้าเขาเลย ตลอดเวลาหล่อนคุยแต่กับเมวินเท่านั้น และเรื่องที่พูดกันก็มักจะเป็นเรื่องตอนที่ศึกษาต่อที่อังกฤษ อันเป็นเรื่องที่เขาไม่อาจเข้าใจหรือมีส่วนร่วม เขาอยากจะคิดว่าหล่อนเสียมารยาทอย่างที่สุด
อาหารทยอยกันมาเสิร์ฟ บทสนทนาชะงัก และเมวินก็หันไปถามพนักงาน
"คุณลินล่ะน้อง ยังไม่ออกมาอีกหรือ"
"น่าจะอีกสักครู่นะคะ เห็นว่ากำลังเตรียมอบขนม"
คำตอบนั้นทำให้ร่างสูง ๆ ลุกขึ้นยืน ด้วยกิริยารวดเร็วจนไม่มีใครท้วงทัน
"ผมไปดูลินแป๊บนะเจน ไหน ๆ มาเจอกันทั้งทีน่าจะมานั่งคุยกัน" นั่นคือคำอธิบาย "คุณก็คุยกับเกนไปก่อน เดี๋ยวผมมา... น้อง พาพี่ไปหาคุณลินที ครัวอยู่ทางไหน นำไปเลยนะ"
และโดยไม่ทันที่เจนรัศมิ์จะตั้งตัว ร่างสูงนั้นก็ก้าวยาว ๆ จากไป ทิ้งให้เธอได้แต่นั่งเก้ออยู่อย่างนั้น กับผู้ชายที่เหมือนจะไม่ใช่คนแปลกหน้าแต่ก็เป็นคนแปลกหน้าอยู่นั่นเอง ที่สำคัญ เธอไม่ถูกชะตากับเขา และไม่นึกอยากคุยกับเขาแม้แต่น้อย โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงหนี้สินที่เขาติดอยู่กับป้าของเธอ...
เหลือบมองเขาก็เห็นนั่งเฉย นัยน์ตาคมดำที่มองมามีรอยหยิ่งและไว้ตัวชัดเจน ท่านั่งตัวตรง ช่วงไหล่กว้างผงาดนั้นดูเป็นสง่าอย่างเห็นได้ชัด ภายในสูทสีดำ... เขาช่างดูดี... ไม่เหมือนคนเป็นหนี้ เธออยากจะคิดเช่นนั้น
"ตกลงคุณเริ่มงานกับวินเมื่อไหร่คะ" เธอถาม อย่างที่ควรจะถาม
"เดือนหน้า..." เป็นคำตอบสั้น ๆ ที่ไม่มีคำลงท้าย หากเจ้าตัวทอดเสียงได้นุ่มนวลจึงฟังไม่กระด้างหู
"อ้อ" อีกแล้วกับน้ำเสียงแบบนั้น เกนมองหน้าหล่อน และหล่อนก็มองหน้าเขาด้วยท่าทีกึ่งเย็นชา กึ่งท้าทาย
"ก็ดีเหมือนกันนะคะ" นั่นคือประโยคต่อมา "ป้าของฉันจะได้ไม่ต้องห่วง 'เรื่องนั้น' ให้มากนัก อย่างน้อย ๆ คุณก็มีงานมีการทำแล้ว คงพอจะชำระหนี้สินที่คั่งค้างอยู่ได้ เดือนละนิดก็ยังดี ก็ได้แต่หวังว่าแม่ของคุณจะไม่มายืมเพิ่มบ่อยนัก ไม่อย่างนั้นผ่อนยังไงก็คงไม่มีวันหมดแน่"
เกนชะงักงัน เขามองหล่อน ไม่เข้าใจ... แม่ยืมเงินเพิ่มอย่างนั้นหรือ หล่อนพูดถึงเรื่องอะไร
“ผม่ไม่เข้าใจ...”
“อยากให้พูดตรง ๆ ก็ได้ ความจริงก็ไม่ใช่ว่าฉันไม่ชอบอะไรคุณหรอกนะคะ ฉันแค่ไม่ชอบการกระทำของแม่คุณต่างหาก ของเดิมยังสะสางกันไม่หมดก็มายืมของใหม่ไปอีกแล้ว ยืมกันทุกเดือนแบบนี้ เมื่อไหร่จะผ่อนหมดกัน ยอมรับว่าฉันเป็นห่วงป้า ป้าใจดีเกินไป ไม่แปลกอะไรที่จะถูกพวกคุณหลอก หรือเอาเปรียบ... ลองเป็นฉัน คงไม่โดนหลอกง่าย ๆ แน่"
"ผมไม่เคยคิดจะเอาเปรียบคุณหญิง" เกนเถียงออกไปได้ในที่สุด "กรุณาอย่าห่วงเลย หนี้สินทุกบาททุกสตางค์ ผมจะชดใช้ให้ ไม่ให้หลุดรอดไปได้แน่"
"อ้อ แล้วยังไงคุณช่วยระวังเรื่องเงินทองของคุณมิศราหน่อยก็ดีนะคะ ทางที่ดีอย่าปล่อยให้เธอไป 'เล่น' บ่อยนัก ของแบบนี้มีแต่เสียกับเสีย ถ้าจะได้บ้างก็คงไม่ได้กำไร อีกอย่างถ้าเสียไปแล้วมายืมป้าฉันบ่อย ๆ คงไม่เข้าทีแน่"
เกนรู้สึกร้อนไปทั้งหน้า ทั้งสับสนและไม่เข้าใจในหลาย ๆ สิ่ง นี่หล่อนกำลังจะบอกว่ามารดาของเขาไปเล่นการพนัน... มันเป็นไปได้ล่ะหรือ
หวนนึกถึงการกลับบ้านดึก ๆ ติดกันหลาย ๆ คืน รวมถึงการขอเงินจากเขาติด ๆ กันหลายครั้ง แม้แต่ละครั้งจำนวนของมันจะไม่มากอะไรนัก แต่เมื่อรวม ๆ กันแล้ว ก็มากพอดูทีเดียว
หัวใจของชายหนุ่มก็วูบลึก หรือว่านี่คือเหตุผลที่ทำให้ฝ่ายนั้นต้องทำเช่นนี้
ด้วยจิตใจที่ร้อนรุ่ม เกนผุดลุกขึ้นยืน
"ผมจะกลับ คุณช่วยบอกเมวินด้วยก็แล้วกันว่าผมมีธุระด่วน" ร่างสูงทำท่าจะผละจากไป แต่แล้วก็หยุด ก่อนจะพูดขึ้นทั้ง ๆ หันหลังอยู่อย่างนั้น "ต้องขอบคุณมากที่กรุณาบอกให้รู้ สัญญาว่าผมจะจัดการเรื่องนั้นให้เร็วที่สุด"
ดูเหมือนนาฬิกาจะเดินช้ากว่าปกติเมื่อต้องอยู่กับการรอคอยเช่นนี้ เกนถอนใจยาว เกือบตีหนึ่ง และแม่ของเขาก็ยังไม่กลับมา ก็แล้วแม่ไปไหน...
สมองทำงานสับสน คำพูดของผู้หญิงคนนั้นยังก้องอยู่ในโสต บาดลึก ทำร้าย ทำลายความรู้สึก...
หล่อนว่าอะไรนะ แม่ของเขาติดการพนัน และคอยขอยืมเงินเพิ่มเติมจากป้าของหล่อนในทุก ๆ เดือน และเพราะเหตุนี้ หนี้สินทั้งหมดจึงพอกพูนไม่รู้จักจบสิ้น เพราะเหตุนี้ จำนวนของมันจึงมากขึ้นเป็นทวีคูณ ในตอนแรก เขาคิดว่าเป็นเพราะดอกเบี้ย แต่ตอนนี้เขาได้รู้ความจริงแล้ว
ถอนใจยาวอย่างไม่รู้จะทำอะไรได้ดีไปกว่านั้น... ยอมรับว่าเขาผิดหวัง และไม่เข้าใจ... แม่ทำอย่างนั้นได้อย่างไร ในวาระที่ทุกอย่างกำลังลำบากเต็มที การเล่นการพนันไม่ใช่ทางออก แม่น่าจะรู้ ไม่ใช่หรือ...
เสียงรถแล่นมาจอดที่หน้าประตู แต่เกนยังคงนั่งอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งประตูถูกเปิดออก สวิตช์ไฟถูกกด
"อ้าว..." คุณมิศรายืนอยู่ที่นั่น ในชุดผ้าลูกไม้สีขาวสะอาดค่อนข้างยับ "นั่งทำอะไรมืด ๆ ล่ะเกน ทำไมไม่เปิดไฟ" คำทักทายนั้นเรื่อย ๆ ร่างที่ยังคงความระหงก้าวไปที่โต๊ะเล็กกลางห้อง รินน้ำจากเหยือกดื่มอย่างกระหาย
เกนจับตามองความเคลื่อนไหวนั้นอยู่อึดใจ เขากำลังชั่งความรู้สึกของตัวเอง... เขาควรจะเชื่อผู้หญิงคนนั้นหรือไม่ สิ่งที่หล่อนบอกจะมีความเป็นจริงอยู่สักกี่เปอร์เซ็นต์กัน
"มีอะไรจะคุยกับแม่หรือเปล่า" ประโยคง่าย ๆ นั้นทำให้ชายหนุ่มได้โอกาส เขาถามออกไป
"แม่ไปไหนมาครับ"
นัยน์ตาคู่นั้นหลุบต่ำมองแต่แก้วน้ำในมือ
"แม่แวะไปหาเพื่อน คุณวลัยนั่นยังไง คุยกันดึกไปหน่อย นั่นลูกสาวเขาเพิ่งกลับมาจากสวิส ไปเรียนด้านการโรงแรมมา หนูวลีเขาน่ารักนะ ทางคุณวลัยฐานะเขาก็ไม่เลว ถ้าเกนสนใจ แม่จะได้แนะนำให้ลูกรู้จัก"
เกนลอบทำตาลอยขึ้นไปข้างบน อีกแล้ว... ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ของแม่ การให้เขาแต่งงานไปกับผู้หญิงสักคนที่มีฐานะดีพอที่จะกอบกู้ภาระการเงินของตระกูล... ประหนึ่งว่าเขาเป็นผู้หญิง และแม่ก็คิดจะขายเขาให้กับผู้ชายรวย ๆ สักคนไม่มีผิด
"ผมยังไม่คิดเรื่องความรักหรอกครับ แม่เลิกพูดเถอะ หนี้สินเราเยอะขนาดนี้ คงไม่มีผู้หญิงดี ๆ คนไหนมาสนผมแน่" เขาตอบฉาดฉานอย่างที่ได้ตอบมาหลายครั้งแล้ว "แล้วสรุปว่าแม่ไปไหนมาครับ ตอบผมตรง ๆ ได้ไหม"
"เอ๊ะ" อีกฝ่ายเสียงแข็งขึ้นมาทันที "ก็บอกแล้วไงว่าแม่ไปหาคุณวลัย"
"แม่ครับ" น้ำเสียงของเกนเข้ม "ตอบผมมาตรง ๆ เถอะ แม่ไปเล่นการพนันใช่ไหม"
ร่างนั้นสะดุ้งสุดตัว นัยน์ตาที่มองมาบอกความตกใจ "ใครบอกแก!"
และนั่นก็ดูจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด หัวใจของเกนเจ็บปวด... เขามองผู้เป็นมารดาด้วยแววตาไม่ต่างอะไรจากมองคนแปลกหน้า "ทำไมครับ ทำไมแม่ต้องทำอย่างนั้น..."
"เกน... " น้ำเสียงของคุณมิศราปวดร้าว "อย่ามองแม่อย่างนั้น..."
"มันไม่ใช่ทางออก แม่ก็น่าจะรู้ แล้วที่แม่ไปยืมเงินคุณหญิงเพิ่มทุกเดือน ๆ ทำแบบนี้เมื่อไหร่เราถึงจะหมดหนี้กัน... แบบนี้ที่ผมพยายามไป มันก็หมดความหมาย... แล้วเงินที่ผมให้แม่ไป แม่ก็เอาไปเล่นการพนันหมดหรือครับ แม่ทำอย่างนั้นได้ยังไง"
"แกจะเข้าใจอะไร แกไม่มีวันรู้หรอกว่าแม่เจ็บปวดแค่ไหน คุณพ่อตายจาก บ้านเราล้มละลาย... แม่เคยมีหน้ามีตาในสังคม" เธอชี้ไปรอบ ๆ บ้านด้วยท่าทางเจ็บปวด "แล้วนี่อะไร จู่ ๆ เราก็กลายเป็นคนมีแต่หนี้สิน เข้าหน้าใครไม่ได้ แม้แต่เงินจะจ่ายค่าคนใช้ก็ยังไม่มี ต้องให้ออกไป บ้านหลังใหญ่ก็ต้องขาย แล้วมาซุกกันอยู่ในรูหนูนี่... บ้านเก่าสมัยก่อนแต่งงาน... หลังเล็ก บริเวณก็ไม่มี แกรู้ไหม แม่แต่งงานกับคุณพ่อ อยู่ในตระกูลวงศา มีแต่คนเคารพนับถือ ใคร ๆ เขาก็รู้ว่าเรารวย เรามีฐานะ แล้วจู่ ๆ เราก็ไม่เหลืออะไรเลย จะให้แม่ยอมรับได้ยังไง..."
เกนมองผู้เป็นมารดานิ่ง มีทั้งความเข้าใจและไม่เข้าใจปะปนกันในความรู้สึก
เขาทอดสายตาไปรอบ ๆ บ้านหลังเล็กเท่ารูหนูที่แม่ว่า... มันคือบ้านเก่าสมัยก่อนแต่งงาน บ้านหลังที่แม่อาศัยอยู่มาตั้งแต่เด็กและได้รับเป็นมรดกหลังจากตากับยายเสีย แม้ขนาดของมันจะไม่ใหญ่โตอะไรนัก แต่เขาก็พอใจกับความกะทัดรัด และการตกแต่งที่น่าสบาย... รวมถึงทำเลที่ไม่แออัดจนเกินไป แต่ก็นั่นแหละ เมื่อเทียบกับบ้านหลังเก่าที่ใหญ่โตไม่ผิดกับคฤหาสน์ ก็สมควรแล้วที่แม่ของเขาจะเจ็บปวด...
เขาเพิ่งจะรู้ว่าแท้จริงแล้วแม่ยังยึดติดกับฐานะภายนอกอยู่มากทีเดียว ตัวเขาเอง แม้รู้สึกเจ็บปวดบ้างในตอนแรก แต่ความที่ต้องแก้ปัญหาหลาย ๆ อย่างในครอบครัวทำให้เขาไม่มีเวลามานั่งคิดเรื่องปลีกย่อยเช่นนี้อีก จริงอยู่ ฐานะที่สูญเสียไปเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว จะให้เขามัวมานั่งคร่ำครวญอยู่กับมันก็คงจะไม่มีประโยชน์อะไร สู้เอาเวลาไปหาทางสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ยังจะดีเสียกว่า
ชายหนุ่มถอนใจยาว... "แม่ครับ" เขาเรียก น้ำเสียงอ่อนโยน "ผมไม่อยากให้แม่คิดมาก อะไรที่เราเสียไปแล้ว ก็ให้มันเสียไป มันก็แค่สิ่งของนอกกาย หาใหม่เมื่อไหร่ก็หาได้ ทางที่ดีผมว่าตอนนี้เรามาช่วยกันแก้ปัญหาดีกว่า... เราเป็นหนี้ เราก็ต้องยอมรับและชดใช้ จะมัวมานั่งหลอกตัวเองน่ะ ไม่ช่วยอะไรหรอกนะครับ"
ไม่มีคำตอบ เกนถอนใจ
“เชื่อผมนะครับ สักวันแม่จะมีทุกอย่าง ผมสัญญาว่าจะหาทุกอย่างมาให้แม่แน่ ๆ ทุกอย่างที่พ่อเคยให้แม่ ผมจะหามาคืนให้ทั้งหมด” นัยน์ตาคู่นั้นบอกความมุ่งมั่น “แต่ตอนนี้ แม่ต้องช่วยผม เราสองคนต้องช่วยกัน... ไม่นานหรอกครับ เราจะมีทุกสิ่งเหมือนเดิม ผมให้สัญญา”
คุณมิศรามองวงหน้าคมคายของลูกชายนิ่งอยู่เป็นครู่ มองความมุ่งมั่นในแววตาและในท่าทางที่เข้มแข็งนั้น... แล้วในที่สุด เธอก็ถอนใจ “แม่จะไปนอนก่อน” น้ำเสียงนั้นตัดบท “ดึกมากแล้ว ลูกเองก็เข้านอนเสียเถอะนะ”
ร่างนั้นผละไปแล้วแต่เกนยังคงนั่งอยู่ที่นั่น ด้วยปัญหาที่เขาไม่อาจขบให้แตกได้เลย ทั้งเรื่องหนี้สินจำนวนมากที่ต้องผ่อนชำระ ทั้งเรื่องแม่ที่ทำท่าว่าจะไม่ยอมรับฟังความเห็นของเขาแต่อย่างใด ทั้งเรื่องหล่อน ผู้หญิงคนนั้น ที่ทำท่าว่าจะ ‘เอาเรื่อง’ เขาให้ถึงที่สุด
ก็แล้วเขาควรจะทำอย่างไรดี
และแม้จะนั่งอยู่อีกนานแสนนาน เกนก็ไม่อาจหาคำตอบให้กับตัวเองได้เลย...
----------
ติดตามเรื่องราวต่อไปได้ในรูปแบบรูปเล่ม "กำแพงแห่งใจ" โดย ติญญา ค่ะ
|