|
บทนำ
ไอหมอกขาวหนาทึบเหนือหน้าผาม้วนตัวตามสายลมราวมีชีวิต กิ่งสนสดเขียวชอุ่มแทงยอดสูงเสียดฟ้า มองเห็นรางเลือนท่ามกลางละไอเย็นโอบล้อมของสายหมอก พื้นเหนือเงื้อมผาชันซึ่งเป็นแผ่นหินหยาบสีน้ำตาลเข้มเยียบเย็น
เสียงฝีเท้าเงียบเบาราวล่องลอยมากับไอขาวนั้น
“ซอร์โย ไยเจ้าพาพี่มาที่นี่”
สายลมแผ่วพัดผ่านปลายผมยาวมันสีนิลของผู้พูดปลิวขึ้นระใบหน้าคมที่ราวสลักเสลาจากหยกใส เรือนร่างสูงสง่างามในอาภรณ์ยาวจรดพื้นเร่งฝีเท้าตามร่างแน่งน้อยที่เดินราวล่องลอยนำอยู่เบื้องหน้า
เธอมีผมยาวอย่างยิ่งปล่อยระลงเต็มแผ่นหลังเช่นเดียวกัน สวมเสื้อบางพลิ้วดุจชุดคลุมยาวเฉกเช่นกัน หากเงียบสงัดไร้วจีขานตอบต่อคำถาม
“ที่รัก รอพี่ก่อน”
ที่สุดมือของชายหนุ่มเอื้อมไปเกาะกุมต้นแขนเรียวไว้ เมื่อร่างน้อยเลื่อนกายใกล้กึ่งขอบผา
ใบหน้างดงามของอิสตรีซึ่งสามารถทำให้หัวใจผู้พบเห็นวาบวับอยู่ในอกค่อยหันกลับมามอง ดวงตากลมใสสีน้ำตาลเข้มไร้แววแห่งชีวิตชีวาเช่นดังเคย จนทำให้ผู้ตามมาทั้งหลากใจและสงสัย
“วันนี้เจ้ามีเรื่องในใจ ?”
ริมฝีปากบางขยับเอ่ย “ข้าอยากอยู่กับท่านเพียงลำพัง”
คำตอบเรียกรอยยิ้มผุดพรายขึ้นบนใบหน้าคมสัน
“ฤๅเรายังอยู่เพียงลำพังสองคนไม่พอเพียง เจ้าหัวใจของพี่ ที่สวนในวิหาร ห้องรโหฐานในปราสาทมากมาย จะต้องเดินทางมาในป่าห่างไกลเช่นนี้ทำไมกัน”
วงหน้าเนียนผุดผ่องไร้รอยยิ้มตอบต่อคำยั่วเย้า นิ่งสนิทไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ แม้ในแววตา มือบางกุมมีดเล่มหนึ่ง ฝักของมันฝังลวดลายทองและอัญมณีสูงค่า ที่ปลายด้ามยังประดับด้วยทับทิมแววดาวเม็ดกลมใหญ่ราวผลพุทราแดง
บุรุษหนุ่มเพิ่งมองเห็นมันในมือของเธอ
“มีดอัคนี”
มีดนี้สำคัญยิ่งนัก มิอาจประมาณค่าได้
“ท่านพี่”
“มีเรื่องอะไรหรือ...เจ้าหวาดกลัวอะไรจึงได้นำมีดอัคนีติดตัวมาด้วย”
“ขะ...ข้ากลัว”
ดวงตาใสมีแววหวั่นไหวขึ้นในเบื้องลึกเป็นครั้งแรก เธอกลับถูกสวมกอดไว้ในอ้อมแขนแข็งแรง เขาประคองศีรษะเธอให้ซบลงบนบ่า
“เจ้ากลัวอะไร...บอกพี่”
“ซาเรห์ ท่านรักข้า ไว้ใจข้ามากที่สุด” เสียงใสอ่อนเบา “ข้า...กลัว”
“เจ้าไม่ต้องกลัวสิ่งใด ไม่มีอะไรที่พี่จะสละเพื่อเจ้าไม่ได้ ไม่มีอะไรที่จะมาทำร้ายเจ้าแม้เพียงปลายเส้นผม พี่ปฏิญาณแล้ว มนต์ของพี่จะคุ้มครองเราเสมอ ไม่มีผู้อื่นใดจะทำอันตรายเราได้เลย ด้วยอำนาจมนตราอันสูงที่สุดในแผ่นดิน เจ้าก็รู้ความข้อนี้”
“ถูกแล้ว ไม่มีผู้อื่นใดทำร้ายเราได้เลย” เสียงใสพลิ้วสั่น หยาดน้ำตาหยดหนึ่งคลอขึ้นในดวงตางาม “ยกเว้นข้า ยกเว้น...สิ่งนี้”
มีดประดับอัญมณีถูกชักออกจากฝัก คมโลหะกระทบแสงเป็นประกายปลาบ ในพลันที่ดวงตาสวยใสกลับไร้ซึ่งแววไปอีกครั้ง
“ท่านพี่...”
ด้วยความงุนงงไม่เข้าใจ ซาเรห์มองดูปลายมีดสองคมชี้ตรงมาที่อกเขา สู่หัวใจทางด้านซ้าย ก่อนเบี่ยงมาทางขวาอีกนิดด้วยมืออันสั่นเทา
เสียงกรีดร้องราวเจ็บปวดเหลือคณาหลุดจากริมฝีปากบางของผู้ถือมีดนั้นเอง ก่อนมือขาวนวลแทงอาวุธอาบมนตรานั้นเข้าสู่ทรวงอกของผู้เป็นที่รักดุจดวงใจเพียงหนึ่งเดียว ครั้งเดียวจมมิดด้าม ก่อนจะกระชากออกด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี
“ซะ...ซอร์โย”
ตกตะลึงราวไม่อาจเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น ร่างสูงกุมอกตนเอง ซวนเซ สายตาพร่าเลือนมองเห็นหยาดโลหิตสีทับทิมเคลือบตลอดสองด้านของมีดอาคมซึ่งตนเป็นผู้เสกสร้างเองกับมือ และสตรีที่รักยิ่งดวงวิญญาณถอยหลังห่างไปด้วยร่างอันสั่นเทา
ดวงตาใสเบิกกว้าง น้ำตาหยาดเล็กกลิ้งลงมาตามแก้มเป็นสาย
“ทะ...ทำไม ?!”
ดรุณีร่างน้อยสะอื้นไห้ หันคมมีดเข้าสู่อกตนแทน
“อย่านะ ซอร์โย !!”
สิ้นเสียงตะโกนก็ไม่ทันเสียแล้ว ชายหนุ่มพยายามไขว่คว้าร่างบอบบางที่แทงมีดเข้าสู่หัวใจตนเองเช่นกัน เธอกระอักไอ ซวนเซถอยไปเบื้องหลัง
เขาไม่สามารถคว้าเธอไว้ได้ ร่างน้อยหงายหลังร่วงดิ่งลงจากแผ่นผา เห็นเพียงอาภรณ์สีจางพลิ้วตกลงไปพร้อมเส้นไหมสีนิลที่แผ่กระจายรอบใบหน้าตกใจเจ็บช้ำแค่วูบเดียว ก่อนสายหมอกหนาทึบกลืนกินเธอให้หายไป
เขาพูดไม่ได้...ความสามารถในการพูดถูกตัดหายไปด้วยลำคอปวดร้าวอัดแน่น
ร่างสูงซึ่งเคยผึ่งผายองอาจทรุดลงคุกเข่าริมหน้าผา ธาราโลหิตไหลหลั่งลงจากอกเป็นสีแดงสด ผ่านมือที่กุมหัวใจอยู่ ลงสู่เสื้อคลุมสีขาวขลิบทองคำ ลงสู่พื้นหินขรุขระเย็นเยียบ
หัวใจของเขายังคงเต้น เพราะคมมีดเบี่ยงเบนไปเพียงเล็กน้อย หากเลือด...ไม่หยุดไหล
หัวใจของเขาหล่นตามเจ้าของร่างน้อยลงไป ลึกลงไป ในหุบผาที่มองไม่เห็นนั้น
“ไม่...ข้าไม่ให้...เจ้าตาย...จากข้า...ปัณฑารีย์...”
ในที่สุดเสียงคำรามหลุดจากลำคอที่ตีบตันเพราะแรงบีบคั้นของอารมณ์ออกมา เมื่อร่างสูงสง่าทรุดลงกับพื้น แขนที่เปรอะเปื้อนโลหิตยื่นไขว่คว้าหาลงไปยังหุบผาที่ปกคลุมด้วยสายหมอก ด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้ากว่าความพยายามที่จะมีชีวิตอยู่ของตนเอง...
“ข้าไม่...ให้...เจ้า...ตาย”
ด้วยคำประกาศนั้น เวทย์ วิญญาณ ผสานเป็นหนึ่งสลักลงลึก ลิขิตชะตาเคราะห์อันไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ นานหลายชั่วกัปกัลป์
บทที่ ๑
เรือพายลำเล็กเหหัวเรือเข้าเทียบบันไดศาลาท่าน้ำหลังเก่าแบบโบราณ น้ำระยิบพริ้วเป็นระลอกคลื่นเมื่อมือคนพายคัดท้ายเรือเข้าเทียบข้าง มือเรียวขาวสวยละจากพายที่ยกขึ้นมาวางเก็บไว้บนเรือ ยึดลูกกรงระเบียงไว้เป็นหลักเพื่อก้าวขึ้น ฉวยเชือกหัวเรือมาคล้องเสาลูกกรงไว้หลวม ๆ ก่อนถอดงอบใบลานออกกระพือลมให้คลายร้อน
ผมยาวระบ่าที่รวบไว้ง่าย ๆ ข้างหลังลุ่ยลงมานิด ๆ แก้มใสแดงปลั่งเพราะความร้อน เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ผุดพราวบนหน้าผากมน เจ้าหล่อนโบกลมให้ตัวเองคลายร้อนนิดหนึ่งแล้วก็รีบกระวีกระวาดหยิบผักผลไม้กับของสดหลายสิ่งในเรือซึ่งวางรวมกันอยู่ในกระจาดสานใบย่อมขึ้นมา เมื่อได้ยินเสียงร้องเรียกไม่เบานักจากบนเรือน
“กลับมาแล้วหรือรจ”
รอยรจนาเงยหน้าขึ้นมองไปทางต้นเสียง สลัดพวงผมงามไปข้างหลัง กระเดียดกระจาดใบหนักก้าวเดินไปตามสะพานท่าน้ำ เข้าสู่ตัวบ้านไม้ทรงโบราณในสวนร่มรื่น
ซุ้มประตูไม้เก่าถูกขัดลงน้ำยาเคลือบเนื้อไม้ให้เงาสวย หลังคากระเบื้องดินเผาที่แตกล่อนได้รับการเปลี่ยนใหม่เมื่อไม่นานมานี้ ต้นปีบริมชานออกดอกขาวพราวร่วงโรยเกลื่อนกล่น สิ่งสะดุดตาที่ดูแปลกไปก็คือธงปลาคาร์พสีแดงแบบญี่ปุ่นแขวนไว้กับลำไผ่
“กลับมาแล้วจ้ะ”
ชายหนุ่มที่โผล่หน้าออกมาจากหอนั่งเป็นหนุ่มผิวคล้ำ รูปร่างสูงแข็งแรง ท่าทางนุ่มนวล เขาส่งยิ้มกว้างมาทันทีที่มองเห็นกับข้าวมากมายในกระจาดที่หญิงสาวถือมาด้วย
“โอ้โห ปลาดุกอุย กล้วยหักมุก หัวไชเท้า ขนมาทำไมกันเยอะแยะ”
หญิงสาวกลอกตา “ก็ใครกันล่ะที่กินล้างกินผลาญ ซื้ออะไรมาไม่เคยพอ”
เสียงห้าวหัวเราะลงลูกคออย่างชอบใจ
“แล้วรจจะทำอะไร แต่ละอย่าง...” เขามองดูผลไม้ ผักต่าง ๆ อีกมากมายแล้วส่ายศีรษะ “ดูไม่น่าจะเอามาทำกับข้าวเข้ากันได้เลยนะ”
“เถอะน่า ไม่เข้ากันก็กิน ๆ เข้าไปเถอะ มีกินน่ะดีเท่าไหร่แล้ว”
เธอวางกระจาดลงบนยกพื้นที่นอกชาน มองเข้าไปในหอนั่งซึ่งชายหนุ่มเพิ่งลุกมา อุปกรณ์การวาดภาพยังวางทิ้งไว้เกลื่อนกลาด ผนังซึ่งได้รับการดัดแปลงเพิ่มหน้าต่างและช่องแสงเข้าไปทำให้สว่างเพียงพอที่จะใช้เป็นสตูดิโอขนาดย่อมสำหรับสองคนทำงานได้
อีกสองเรือนซึ่งล้อมนอกชานอยู่ หญิงสาวใช้เป็นหอนอนกับเรือนครัว ห้องฝากระดานเล็ก ๆ ถูกต่อออกไปด้านข้างใช้นั่งรับประทานอาหารได้ ส่วนที่ติดกับหอนอนอีกด้าน ได้รับการต่อเติมเป็นห้องน้ำในตัว
เมื่อกวาดมองไม่เห็นผู้อื่นใดอีก หญิงสาวก็เอ่ยปากถาม
“ใครมา”
“หือ...ใครกัน” ชายหนุ่มรื้อค้นถุงขนมจากกระจาดออกมาแก้ดู “ทองม้วนสด ขนมครก แล้วนี่มันแมลงอะไรทอดกันเนี่ย”
“ไม่รู้เหมือนกัน ซื้อมาให้กัณลองกินดูก่อน”
“เห็นผมเป็นหนูทดลองไปตั้งแต่เมื่อไหร่”
“แล้วตกลงใครมา”
กัณฐัศว์เงยหน้าขึ้นมองอย่างงุนงง จนเธอต้องชี้ไปที่เจ้าปลาคาร์พสีแดงซึ่งสะบัดล้อลมอยู่บนเสาธงชั่วคราว พอหันไปเห็น เขาก็หัวเราะร่า
“เจ้าญี่ปุ่นคนที่ผ่านมาถามทางเมื่อวันก่อนยังไงล่ะ เค้าบอกว่าเคยอ่านหนังสือเรื่องโกโบริฉบับแปลภาษาญี่ปุ่นด้วยนะ ท่าทางจะตะลึงในความงามของเธอมากเลยล่ะรจ วันนี้เค้าเลยเอามาฝาก ฝากบอกเธอด้วยว่าถ้าอยากเรียนภาษาญี่ปุ่น เค้าสอนให้ฟรี”
“บ้า”
“ผมขำจะตาย เค้าเอามาให้ทั้งธงทั้งเสาเลยนะ ปักให้เสร็จ” กัณว่า “มาตั้งแต่สาย ๆ แน่ะ แล้วผมก็นั่งร่างภาพจนลืมไปเลย” พูดจบก็หยิบขนมครกขึ้นมาใส่ปากทีเดียวสองคู่
“พวกหาสมบัติอีกแล้วเหรอ”
มีคนเชื่อว่า เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามไม่สามารถขนทองและทรัพย์สินมีค่ากลับไปได้ในยามฉุกเฉิน จึงฝังซุกซ่อนเอาไว้ตามถ้ำ
“ใช่มั้ง มากันหลายคนเลยนะ เอากล้องเอาอุปกรณ์อะไรมาเยอะแยะ เค้าว่าที่ตรงปลายสวนด้านหลังมีถ้ำอยู่ เคยเป็นค่ายพักทหารญี่ปุ่นสมัยสงครามโลก ที่พาเชลยมาสร้างทางรถไฟอะไรนั่นไง”
แต่เท่าที่เธอทราบ ไม่ปรากฏว่าเคยมีใครพบสมบัติอะไรเลย
“อื๋อ สวนถัดจากเราไปทางป่า ที่เค้าลือกันว่าผีดุน่ะเหรอ”
“นั่นละ” คนตอบเสียงอู้อี้เพราะขนมเต็มปาก
เรือนไทยหลังนี้เธอเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ เป็นบ้านไม้เก่าแก่ ใต้ถุนสูง ปลูกอยู่ในสวนผลไม้ซึ่งไม่ค่อยจะได้ผลเท่าไรนัก เจ้าของบ้านคนเก่าเป็นหญิงสูงอายุ ได้ย้ายไปอยู่กับลูกหลานที่กรุงเทพฯ แล้ว บ้านนี้จึงว่าง และช่างพอดีกับความต้องการหลีกหนีความวุ่นวายจากเมืองหลวงของรอยรจนา
หญิงสาวเช่าบ้านในสวนหลังเล็กนี้ไว้ เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ได้ไม่ทันถึงสามสัปดาห์ ตั้งใจว่าจะปลีกวิเวกมาทำงานให้เสร็จโดยไม่มีสิ่งใด หรือใคร รบกวนสมาธิของหล่อน
เธอเป็นจิตรกร แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นช่างเขียนมีฝีมือระดับศิลปินซึ่งวาดภาพได้งดงามจนเป็นที่ยอมรับและมีชื่อเสียงโด่งดัง ตั้งแต่เรียนจบจิตรกรรมมา รอยรจนาก็รับทำงานวาดภาพให้กับร้านค้า ร้านอาหาร ร้านทำเฟอร์นิเจอร์ หรือนักตกแต่งภายในที่ต้องการภาพในรูปแบบ โทนสี และเรื่องราวที่เขากำหนด เพื่อให้เข้ากับการตกแต่งสถานที่ซึ่งออกแบบไว้
ลูกค้าของหล่อนมักจะเป็นผู้บอกว่าอยากได้ภาพวาดแบบไหน โทนสีอะไร และบางครั้งก็กำหนดขนาดภาพที่ต้องการให้ด้วย แม้แต่เทคนิคที่ใช้ เช่น สีน้ำ สีน้ำมัน และรอยรจนาก็ชอบเพราะรู้สึกว่ามันง่ายดี ไม่ต้องคิดว่าจะวาดอะไร ซึ่งเธอก็มักคิดไม่ออก แถมบางครั้งวาดไปตามแรงบันดาลใจภาพก็ขายไม่ได้เสียอีก
หญิงสาวไม่ใช่ศิลปินผู้มีอุดมคติสักเท่าไหร่ ขอให้ได้ค่ารูปพอเลี้ยงตัวเองอยู่อย่างสมถะก็พอแล้ว เวลานี้เธอต้องหาเลี้ยงตัวเอง ดูแลตัวเอง เพราะไม่มีพ่อแม่อีกแล้ว
ช่วงนี้งานของเธอเยอะขึ้น เพราะความเป็นคนว่าง่าย สั่งง่าย วาดอะไรก็ได้ แถมได้รับคำชมว่าวาดสวยเสียอีก โดยเฉพาะพวกภาพดอกไม้ซึ่งกำลังเป็นที่นิยม หากตรงข้าม กำลังใจของเธอกลับลดน้อยถอยลงทุกวัน
ตั้งแต่คุณพ่อคุณแม่เสียชีวิตไปเมื่อหกเดือนก่อน เธอก็ไม่อยากอยู่บ้านเก่าที่กรุงเทพฯ บ้านสองชั้น สามห้องนอน มันเงียบเหงาว้าเหว่ และกลับกลายเป็นกว้างเกินไป บางครั้งรอยรจนารู้สึกเศร้าจนวาดภาพไม่ได้เลย
หญิงสาวตัดสินใจบอกให้เช่าบ้านที่เคยอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ที่กรุงเทพฯ อยากหาห้องเช่าเล็ก ๆ ในสถานที่เงียบ ๆ ซึ่งจะไม่ทำให้หล่อนรู้สึกคิดถึงผู้ที่จากไปมากนัก แต่เมื่อเพื่อนแนะนำบ้านเช่าในสวนต่างจังหวัดหลังนี้ให้ ไม่ไกลจากบ้านเกิดของเขา หญิงสาวจึงตามกัณฐัศว์ เพื่อนชายร่วมรุ่นซึ่งเรียนจิตรกรรมมาด้วยกันมาดูสถานที่
ถึงแม้ว่ามันจะใหญ่กว่าห้องเช่าที่คิดเอาไว้สักหน่อย แต่เธอก็ชอบความเงียบสงบ และค่าเช่าที่แสนถูก นอกจากนี้ยังมีกัณเป็นเพื่อนบ้านซึ่งเป็นคนท้องถิ่น ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยในขณะที่จะได้รับความสงบสันโดษอย่างที่ต้องการ เธอจึงตกลงใจเช่าทันที
บ้านหลังเล็ก ๆ นี้ประกอบไปด้วยเรือนสามหลังล้อมนอกชาน เรือนหนึ่งใช้เป็นห้องนอน อีกเรือนเป็นเรือนครัวติดกับห้องอาหาร และหอนั่งทางด้านหน้าถูกดัดแปลงให้เป็นสถานที่ทำงานของเธอกับกัณ
บ้านสร้างด้วยไม้กระดาน หลังคากระเบื้องสีน้ำตาล มีสวนผลไม้ไม่กว้างนักล้อมรอบ และอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ไม่ไกลจากตัวจังหวัด หากมองขอบฟ้าเห็นแนวภูเขาเขียวจาง ๆ ทางทิศตะวันตก
หญิงสาวเช่าก็แต่บ้านเท่านั้น ส่วนสวนผลไม้ซึ่งมีต้นมะปราง มะม่วง ส้มโอ และมะละกอนั้น เจ้าของสวนข้าง ๆ ซึ่งเป็นญาติกับคุณยายเจ้าของบ้านยังคงเป็นผู้ดูแลและเก็บผลไปขายแบ่งกำไรกับคุณยายอย่างที่เคยเป็นมา
เมื่อตกลงใจจะเช่าแล้ว หญิงสาวก็กลับกรุงเทพฯ ไปเก็บข้าวของจากบ้าน ทั้งพวกเฟอร์นิเจอร์อย่าง เก้าอี้ โทรทัศน์ ตู้เย็น พัดลม ที่นอน ตู้เก็บของ อะไรพวกนี้ จนกระทั่งเสื้อผ้า หนังสือ และอุปกรณ์วาดภาพทั้งหมด ว่าจ้างรถกระบะขนมาโดยอาศัยเพื่อน ๆ ที่อาสามาช่วยกันขนของชิ้นใหญ่ ๆ และจัดวางเข้าที่
หลังจากนั้น เธอก็ค่อย ๆ จัดของกระจุกกระจิกและเสื้อผ้าที่ใส่ลังกับกระเป๋ามาด้วยตนเอง วันละเล็กละน้อย สลับกับงานวาดภาพและทำความสะอาดบ้าน
วันแรก หญิงสาวกองข้าวของทุกอย่างไว้ในหอนั่ง ปูที่นอนนอนกับพื้น แล้วขัดสีห้องนอนกับห้องทำงาน ก่อนไปซื้อสีเคลือบเนื้อไม้มาทาใหม่
รอยรจนาตั้งใจจะทาสีแค่ข้างในบ้านเท่านั้น เพราะด้านนอกจะเป็นสีธรรมชาติของไม้ที่ถูกปล่อยปละไว้อย่างเรือนไทยโบราณทั่ว ๆ ไป ไม่เหลือเค้าของสีเคลือบเนื้อไม้อยู่แล้ว ทาไปไม่นานแดดก็จัดการเลียสีเคลือบไปหมดอยู่ดี
หากในบ้าน หญิงสาวอยากให้รู้สึกสะอาดและใหม่ทุกซอกทุกมุมเลยทีเดียว หญิงสาวจึงขัดและลงสีเคลือบใหม่ให้มันวาว ทั้งห้องนอนและหอนั่งซึ่งใช้เป็นห้องทำงาน ส่วนครัวนั้นหล่อนจะทาสีเหลืองอ่อน และเพนท์ลายดอกไม้ประดับลงไปด้วย จะได้ดูสดใส
โครงการทาสีของเธอสำเร็จไปด้วยดีในสัปดาห์แรก กัณฐัศว์ซึ่งอาศัยบ้านคุณตาคุณยายอยู่ไม่ห่างไปนักก็มาช่วยบ้าง ส่วนมากชายหนุ่มจะมาช่วยในเรื่องการซ่อมแซม อย่างเปลี่ยนกระเบื้องหลังคาตรงที่รั่ว หรือซ่อมก๊อกน้ำ ต่อปั๊มตัวใหม่อะไรทำนองนี้ และช่วยรับประทานอาหารที่เธอทำเสียมากกว่า
เพื่อนของหล่อนเป็นช่างเขียนเหมือนกัน แต่หนักไปทางศาสนา กัณฐัศว์ชอบวาดภาพจิตรกรรมประเพณีตามวัดต่าง ๆ
หญิงสาวไม่ได้รู้ว่าที่จริงแล้วบ้านนี้ยังมีห้องอีกหนึ่งห้อง จนกระทั่งเมื่อสามวันมานี้เองที่หล่อนสงสัยว่าผนังข้างห้องครัวทำไมจึงมีรอยแยกรูปสี่เหลี่ยมเหมือนรอยประตู เป็นเพราะหล่อนต้องย้ายตู้เล็กที่หน้าผนังด้านนั้นออกมาเพื่อทาสี จึงได้มองเห็นรูกุญแจเล็ก ๆ อยู่สูงจากพื้นขึ้นมาประมาณหนึ่งศอกเท่านั้นเอง
รูกุญแจนั้นเป็นแบบที่ใช้กุญแจแบบโบราณ ที่ตัวกุญแจเป็นแท่งกลมกลวงข้างใน มีใบกุญแจเล็ก ๆ รูปสี่เหลี่ยมอยู่ด้านหนึ่ง ไขตู้ไหน ๆ ก็ได้ที่มีขนาดรูกุญแจใกล้เคียงกัน เธอกับกัณช่วยกันไม่นานก็งัดออกมาได้
ปรากฏว่าฝาด้านนั้นเป็นประตูเล็ก ๆ และข้างในเป็นห้องเก็บของ
ห้องนั้นมืดทึบและแคบอย่างยิ่ง ผนังไม้กระดานที่ตีรอบไว้เก่าแก่จนผุปรุเป็นรูไปหมด ข้างในรุงรังไปด้วยหยากไย่ บนเพดานมีหลอดไส้ติดอยู่กับขั้วดวงหนึ่ง มองตามสายไฟที่เดินลอยไว้เห็นสวิตช์เก่าแบบกลมสีน้ำตาลที่มีปุ่มโยกเล็ก ๆ หากรอยรจนาลองโยกเปิดดูแล้วไม่ติด
ข้าวของกองระเกะระกะอยู่กลางดงหยากไย่และฝุ่นละออง แม้จะมีไม่มากนัก แต่หล่อนก็ไม่กล้าเข้าไปรื้อค้นในทันที รอยรจนาจำได้ว่าเธอถอยออกมามองหน้ากัณ ซึ่งยืนอยู่ข้างหลังหล่อนไม่ไกล ชายหนุ่มทำตาโตด้วยความตื่นเต้นสนใจปนสยองขวัญเช่นเดียวกันกับหล่อน
“ต้องหาไฟมาส่องดูก่อน รจไม่กล้าเข้าไปหยิบจับอะไรหรอกนะ ทั้งสกปรกแล้วยังไม่รู้มีตัวอะไรซ่อนอยู่มั่ง”
กัณซึ่งเป็นชายหนุ่มรูปร่างใหญ่โตแข็งแรง สูงกว่าหล่อนตั้งเยอะ ก็มิได้หาญกล้ากว่าแต่อย่างใด
“เอาไฟฉายหรือตะเกียงดีล่ะ” เขาถาม ใบหน้าเนียนเรียบสีชาเย็นใส่นมยิ้มย่องด้วยความกระตือรือร้น กัณชอบอะไรแบบนี้มาก ถึงแม้จะเป็นโรคกลัวผีแต่ก็ชอบวัดเก่า ๆ ห้องเก่า ๆ ของเก่า ๆ เช่นพวกหอคัมภีร์หรือโบสถ์เก่า กัณว่า ชอบไปดูร่องรอย ลวดลาย ซึ่งเขาเรียกของเขาว่า...อ่าน...อดีตจากอะไรเก่า ๆ พวกนั้น
“มีอะไรล่ะ”
“ผมจะไปรู้ได้ยังไง รจนั่นแหละเจ้าของบ้าน มีอะไรใช้ได้มั่งล่ะ เอาสว่าง ๆ หน่อยนะ เผื่อมีงูหรือแมงป่อง หรือหนู หรือแมลงสาบ”
รอยรจนาเท้าเอว “อ๊าย ไม่ต้องยกตัวอย่างมากนะ ยิ่งกลัว ๆ อยู่”
หญิงสาวนึกขึ้นได้ว่าเจ้าของบ้านเก่าทิ้งตะเกียงน้ำมันไว้ดวงหนึ่งในครัวจึงเดินไปหยิบมา ไม่ลืมไม้ขีดติดมือมาด้วย
“จุดให้ทีสิ รจจุดไม่เป็น”
เขารับไปแล้วยักไหล่ “ยังกับผมจุดเป็นงั้นละ”
“ล้อเล่นใช่ไหม นายเป็นลูกชาวสวนนะยะ”
ชายหนุ่มส่งยิ้มเก๋มาให้หล่อน แสดงว่าพูดไปอย่างนั้นเอง แล้วก็ลงมือจุดตะเกียง ไขไส้ขึ้นมาสูง ๆ ก่อนส่งให้
“เอ้า รจเข้าไปก่อน เผื่อมีงูผมจะได้วิ่งทัน”
“ไม่แมนเลยนะกัณ คนอะไร...”
“เอาน่าอย่าบ่น ผมอุตส่าห์ยืนอยู่ข้างหลังเป็นเพื่อนแล้วนี่ไง”
ไม่บ่นก็ได้ หญิงสาวเดินนำเข้าไปชูไฟส่องดูไปทั่ว ๆ ห้อง ซึ่งก็ใหญ่แค่ชั่วสองก้าวเดินกับการยื่นไม้ยื่นมืออีกเล็กน้อยเท่านั้นก็เห็นได้ทั่ว
ลังกระดาษเก่า ๆ กองอยู่รวมกับหม้อชามรามไห อืม...ที่จริงไม่มีหรอกไห แต่มีชามซ้อนกันเป็นตั้งอยู่สองตั้ง หม้อกระทะบู้บี้ ตะเกียงเจ้าพายุใหญ่สองดวง เก้าอี้เก่า ๆ และหนังสืออีกหนึ่งกอง
“ท่าทางจะเป็นขยะทั้งนั้นเลยละกัณ นายไปหาไม้ยาว ๆ มาให้หน่อยได้ไหม รจจะเขี่ย ๆ ดูก่อน เผื่อมีตัวอะไรซ่อนอยู่มันจะได้วิ่งออกมากัดนายก่อน”
กัณฐัศว์หัวเราะแล้วหันกายจากไป ครู่ใหญ่ก็ได้ไม้สอยมะม่วงจากในสวนกลับมา
บ่ายวันนั้นทั้งสองคนช่วยกันใช้ไม้เขี่ยของทุกชิ้นดูจนแน่ใจว่าไม่มีตัวประหลาดอะไรอาศัยอยู่แล้วก็ช่วยกันขนของอันแสนสกปรกออกไปวางนอกบ้าน
เนื่องจากคุณยายที่ให้เช่าบอกไว้ว่า ท่านขนของทุกอย่างที่ต้องการไปหมดแล้ว ถ้าเหลือสิ่งรกตาอันใดที่หล่อนไม่ต้องการก็ให้จัดการไปตามที่รอยรจนาเห็นสมควร หญิงสาวจึงต้องตัดสินใจเลือกว่าอะไรควรทิ้งหรือขายเป็นเศษเหล็กไปได้ ซึ่งดูจากสภาพอันโบร่ำโบราณยุคก่อนสมัยปู่ของพระเจ้าเหาจะครองเมืองก็คือทุกอย่าง ยกเว้นหนังสือ
น่าแปลกใจนักที่หนังสือส่วนที่อยู่ในกล่องกระดาษนั้นรอดพ้นจากการถูกมอดกินจนปรุไปได้ แถมยังมีสภาพดีอย่างไม่น่าเชื่อ หนังสือปกหนังเดินทองเล่มหนา ๆ หลายเล่มเป็นวรรณคดี มีรอยมอดเจาะไปเล็กน้อย เล่มบาง ๆ อีกหลายเล่มเป็นนิยายกับหนังสืองานศพ
หลังจากเช็ดทำความสะอาดปกแล้วรอยรจนาตัดสินใจว่าพวกมันเป็นหนังสือซึ่งหล่อนไม่สนใจ จึงยกให้กัณไป เขาจะเอาไปทิ้ง หรือขายต่อในร้านของเก่าซึ่งเขารู้จักดีมากมายก็ตามใจ ยกเว้นเพียงเล่มเดียวซึ่งเป็นหนังสือนิทาน เย็บกี่อย่างดี เก็บอยู่ในกล่องไม้มะค่าอีกชั้นหนึ่ง จึงยังมีสภาพใหม่ที่สุด
หญิงสาวเห็นว่าเป็นเรื่องที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อนจึงสนใจอยากจะเก็บไว้อ่าน
มันเป็นนิทานภาษาไทย ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์ แต่ดูจากลักษณะตัวอักษรที่ใช้น่าจะเป็นการพิมพ์เมื่อสมัยประมาณ ๔๐-๑๐๐ ปีก่อนที่ยังใช้วิธีเรียงพิมพ์อยู่ เนื้อหาและสำนวนไม่เหมือนอย่างนิทานโบราณของไทย แต่คล้ายแปลมาจากภาษาอื่นมากกว่า นั่นทำให้เธอสนใจมันเป็นพิเศษ
ปกแข็งหุ้มผ้าสีน้ำตาลเข้ม มีรอยถลอกตามสันหลายรอย กระดาษข้างในเป็นสีเหลืองแล้วแต่ยังไม่กรอบ มีรูมอดบ้างนิดหน่อย ตัวอักษรสีทองเลือนรางบนปกพิมพ์ชื่อไว้ว่า ธารทับทิม
บทที่ ๒
...นานมาแล้ว แสนนานเกินนับกาลเวลา ก่อนโลกนี้จะกลายมาเป็นดาวดวงหนึ่งซึ่งเย็นลง สมัยที่เทวานับหมื่นแสนผู้มีแสงในตัวเอง ล่องลอยอย่างมีความสุขเสรีไร้ขอบเขตคั่นอยู่ในจักรวาลอันไกลโพ้นได้มาพบโลก ซึ่งในกาลนั้นยังคงเป็นดุจดั่งนามธรรมมากกว่ารูปธรรม ยังเป็นเพียงมวลสาร ซึ่งเกิดมีสิ่งนุ่มเบารสอร่อยลอยอยู่บนผิวหน้าของภาวะที่จะกลายมาเป็นมหาสมุทรแลพื้นดิน เหล่าเทวาได้ลองแตะนิ้วชิมรสสิ่งนุ่มเบานั้นเข้า และเกิดติดใจในรสชาติของง้วนดินนี้ขึ้นมา...
...เมื่อเทวาเหล่านั้นแตะกายชิมรสอันเลิศล้ำบนโลกเข้าแล้ว ก็ชวนกันมาอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ นานหลายชั่วชีวิต จนกระทั่งบังเกิดมีเมฆฝน ท้องฟ้า มหาสมุทร ผืนดินที่แข็งแรงกว่าเดิม มีต้นไม้และป่าเขา และเริ่มมีสัตว์ต่าง ๆ
...ในเวลานั้นเอง ชนผู้สืบเชื้อสายจากเทวาที่ค่อยกลายเป็นมนุษย์แล้ว เพราะมีกายหยาบขึ้น ยังมีอายุยืนยาวนานถึงหมื่นแสนปี ได้ตั้งหมู่บ้าน นิคม และเมืองน้อย ๆ ของตนขึ้นมา
...เมืองน้อย ๆ แต่ละเมืองมีชนผู้เก่งกล้ากว่าใคร ๆ ในด้านพลังทางจิต และฤทธิ์ทางใจ เป็นผู้นำ ผู้คุ้มครองผู้อื่น ๆ ดุจดั่งว่าเป็นพระราชาและพระราชินีในเมืองน้อย ๆ นั้น
...ชนเหล่านั้นเรียกเผ่าพงศ์ของตนว่า คาทิค พวกคาทิคมีหลายเมือง หากเมืองที่มีอำนาจมาก่อนเก่านั้นชื่อเมือง วาร์ พระราชาราชินีแห่งเมืองวาร์มีบารมีและเมตตามากนัก หากท่านทั้งสองก็มีอายุมากแล้ว เมื่อพระราชาป่วยหนักและสิ้นพระชนม์ลง พระราชินีก็ตรมตรอมพระทัย
...ด้วยความรักผูกพันมานานเกือบแสนปี ทำให้พระราชินีโศกเศร้าจนสิ้นพระชนม์ตามไปในเวลาไม่นานด้วยกัน คงเหลือแต่เจ้าหญิงน้อยอยู่เพียงองค์เดียว
...เหล่านักบวชทั้งหลายพากันเสาะหาชายผู้ซึ่งจะมาเป็นพระสวามีของเจ้าหญิงน้อย ซึ่งได้กลายเป็นพระราชินีองค์ใหม่ พวกเขาได้ใช้สารพัดวิธี ที่จะมองหาว่าบุรุษผู้เป็นคู่ของเจ้าหญิงนั้นอยู่ที่ไหน และมองดูอนาคตว่า เขาจะเป็นคนดีหรือไม่ มีความสามารถมากเท่าใด และชีวิตอันยาวไกลของเจ้าหญิงของพวกเขาจะเต็มไปด้วยความสุขอย่างที่พวกเขาหวังหรือไร...แต่แล้วพวกเขากลับได้พบกับความจริงที่น่าใจหาย
...ชายหนุ่มคนหนึ่ง บุตรของผู้คงแก่เรียนอาศัยอยู่ในป่า ถือกำเนิดขึ้นมาก่อนเจ้าหญิงเพียงไม่กี่ฤดูฝน หากคนผู้นี้เก่งกาจและมีอำนาจมหาศาลอย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งความสามารถแห่งจิตใจ การใช้เวทย์ มนต์ และการบันดาลด้วยใจโดยไม่ต้องใช้แม้เวทย์หรือมนต์ ไม่ต้องท่องบ่นอะไรเลย เพียงแค่นึกเท่านั้น ทุก ๆ สิ่ง ทุก ๆ อย่างก็เป็นดั่งใจได้ ซึ่งนับเป็นอำนาจขั้นสูงที่สุดของพวกชาวคาทิค
...พวกนักบวชรู้สึกได้ว่า ชายหนุ่มผู้นี้มีอำนาจมากยิ่งกว่าพระราชาองค์ก่อน หรือองค์ใด ๆ ที่ชาวคาทิคเคยจดจำได้ในประวัติอันยาวนาน
...ในเพลานี้ เขาได้เจริญวัยขึ้นเป็นบุรุษรูปงาม มีนิสัยเมตตาอารี จิตใจอ่อนโยน และไม่รู้ตนเลยว่าอำนาจทางใจซึ่งเขาใช้ได้ง่ายดายอยู่ทุกวันเวลาในพงไพรนั้น มากมายเพียงไร เขาช่างเป็นชายหนุ่มซึ่งเหมาะสมกับเจ้าหญิงองค์น้อยอย่างที่สุด หากไม่เพียงเพราะว่า เมื่อเหล่านักบวชทั้งหลายได้มองเหตุการณ์ไปในอนาคตแล้ว ต้องตื่นตระหนกตกใจอกสั่นขวัญแขวน
...โอ บรรพเทวะที่ปกป้องวาร์ ไยพวกท่านจึงโหดร้ายต่อสายโลหิตของพวกท่านเองเช่นนี้ ไยจึงไม่เมตตาต่อเจ้าหญิงพระองค์น้อยและราชาของพวกเรา
...โอ บรรพเทพที่คุ้มครองวาร์ โปรดอย่าให้นิมิตแห่งอนาคตนี้ได้กลายเป็นความจริงเลยตลอดกาลเวลาอันเป็นนิรันดร์
รอยรจนาถอนใจเมื่อวางพู่กันอันสุดท้ายซึ่งล้างแล้วเรียงกันเป็นระเบียบเพื่อผึ่งให้แห้งลง หญิงสาวลุกขึ้นมาล้างมือในอ่างเล็กใกล้หน้าต่าง ซึ่งกัณเป็นคนต่อท่อและติดตั้งให้ ถอดเสื้อคลุมซึ่งใช้กันเปื้อนออกแขวนไว้ที่ตะขอข้างผนัง
วันนี้เธอวาดรูปได้ไม่ดีเท่าที่ควร แรงใจไม่รู้หายไปไหนหมด
ร่างสมส่วนเต็มตึงในชุดกางเกงยีนกับเสื้อเชิ้ตแขนยาวซึ่งพับไว้แค่ศอก ลุกขึ้นยืนบิดตัวขับไล่ความเมื่อยขบ มือเรียวเอื้อมไปปลดผ้าผูกผม ก่อนสะบัดให้เส้นผมยาวประไหล่ซึ่งรวบไว้สยายลงมา ใช้นิ้วสางผมตัวเองพลางนวดหนังศีรษะอย่างใจลอย
เธอฝันอีกแล้ว ฝันประหลาดและค่อนข้างน่ากลัว ถึงชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งถูกแทงด้วยมีดแหลมอันสวยงาม
หน้าผาอันเย็นเยียบ ดวงตาใสสีสวยราวกับแก้วมณีอันมีค่า และเลือดมากมายเหลือเกิน
เธอตื่นขึ้นมาพร้อมกับน้ำตาเปื้อนแก้ม และหัวใจเจ็บปวดรวดร้าว ทำไมกันนะ
‘...เกล็ดหิมะโปรยปรายแผ่วเบา
ท้องฟ้ายามค่ำไร้แสงดาว
ลมหนาวอันโหดร้ายได้มาเยือนหัวใจพี่แล้ว...เมื่อยามเจ้าจากไป...’
คำพูดพวกนี้มาจากไหนกัน คำพูดที่ไพเราะราวกับโคลงหรือลำนำที่จู่ ๆ ก็ดังกังวานในสมองของเธอขึ้นมาเอง
รอยรจนาส่ายศีรษะพลางถอนใจ ไม่ค่อยมีสมาธิอย่างนี้ ไปรีดผ้าแล้วจัดของให้เข้าที่เข้าทางต่อดีกว่า กว่าจะถึงเวลาอาหารเย็นก็อีกตั้งนาน วันนี้กัณคงไม่มาทานด้วย เพราะเขาบอกว่าจะไปหาหลวงตาที่วัดในเมือง
หญิงสาวเดินออกจากห้องเล็ก ๆ ซึ่งมีหน้าต่างรอบด้านที่หล่อนใช้เป็นสตูดิโอส่วนตัวออกไปยังนอกชาน แตะดูเสื้อผ้าที่ตากไว้เห็นเริ่มแห้งแล้วก็เก็บตัวที่จะต้องรีดลงมาก่อน เดินเข้าไปในเรือนนอนแล้วดึงโต๊ะรีดผ้ากับเตารีดออกมาตั้ง พยายามไม่นึกถึงเรื่องราวในหนังสือที่ได้อ่านมาอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งชอบเข้ามารบกวนจิตใจในระยะนี้
เธอไม่น่าเก็บหนังสือเล่มนั้นไว้เลย รอยรจนาคิด สามวันถัดจากที่เธอเริ่มอ่านมันไปได้สองสามบท…มันน่ากลัว
สยดสยองน่าพรั่นพรึง น่าตื่นเต้นในความยิ่งใหญ่ และลึกซึ้งบีบคั้นจิตใจของเรื่องราว ที่เข้ามาจับจิตจับใจเธอจนวางไม่ลง ราวกับเรื่องราวของภูตพราย แม้ลึกลับน่าหวั่นกลัวสักเท่าใดกลับไม่อาจตัดใจไปจากเสน่ห์ที่ดึงดูดของหนังสือได้
เพียงอ่านไปไม่กี่บท หญิงสาวก็เริ่มจินตนาการเห็นภาพตามที่หนังสือได้บรรยายไว้ ถึงคำทำนายที่กลายเป็นจริงอย่างน่าขนพองสยองเกล้า ของผู้ทรงวิชาสูงสุดของชนเผ่าซึ่งเรียกขานกันว่า ที ออร์ คาทิค
เท่าที่อ่านดู คล้ายว่าพวกคาทิคนี้จะเป็นมนุษย์ที่อายุยืนราวหนึ่งหมื่นถึงแปดหมื่นปี อายุจะยาวหรือสั้นขึ้นอยู่กับว่าผู้นั้นมีวิชามากเท่าไร คล้ายกับเรื่องราวของพ่อมดหรือผู้วิเศษ แต่ละคนจะเกิดมาพร้อมกับความสามารถและพรสวรรค์พื้นฐานไม่เท่ากัน หากสามารถฝึกฝนเพิ่มเติมได้
ผู้ที่ฝึกฝนจิตและธรรมชาติของตนจนเก่งกล้า จะมีอำนาจเหนือธรรมชาติ มีอายุยืนขึ้น และเป็นหนุ่มสาวเกือบตลอดอายุขัย โดยเฉพาะพวกพระหรือราชวงศ์นั้นอาจมีอายุยืนหลายหมื่นปี ละม้ายคล้ายคลึงกับตำนานเกี่ยวกับเรื่องวิชาธรที่เคยได้ยินมาว่า ฤๅษีฝึกตนจนมีวิชาแก่กล้าแล้วกลายเป็นวิชาธร หรือพิทยาธร ร่างกลายเป็นกึ่งเทพ และต้องไปอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ หากแต่พวกคาทิคในนิทานนี้ต่างออกไปอีกแนวหนึ่ง
เจ้าผู้ปกครองเมืองของพวกเขา หรือพระราชาราชินีสืบเชื้อสายกันมาจากตระกูลซึ่งมีเวทย์วิทยาสูงกว่าชนทั่ว ๆ ไป มีบ้างที่บางสมัยจะเกิดมีผู้ทรงวิชาเกิดขึ้นกับตระกูลชนบทนอกราชสำนักหรือราชบริพาร คนผู้มีความสามารถโดดเด่นเช่นนั้นก็มักจะเข้ามาร่วมกับชนชั้นปกครอง มีนักบวชผู้มีวิชาสูงจำนวนมากเป็นผู้คุ้มครองเมืองดุจดั่งนักรบประจำราชสำนัก
หากแต่พวกคาทิคไม่รบราเพื่อฆ่าฟันกัน ส่วนใหญ่แล้ว พวกเขารบเพื่อทำลายความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นในใจของใครคนหนึ่ง ซึ่งจิตใจถูกความโลภ หรือความริษยาพยาบาท โกรธแค้น เข้าครอบงำ จนทำอะไรชั่วร้ายขึ้น
นักบวชพวกนั้นจะเข้าไปช่วยคนจิตตกต่ำพวกนี้ โดยป้องกันความเสียหายซึ่งคนพวกนี้จะก่อขึ้น และนำทางจิตใจของเขาให้คืนสู่ความเป็นปกติ ซึ่งหากว่าไม่สามารถทำได้แล้ว คนผู้มีใจชั่วร้ายจะมีอายุสั้นลงอย่างรวดเร็วเพราะอารมณ์ที่ไม่ปกตินั้น และก็อาจไปทำร้ายผู้อื่นให้ถึงแก่ชีวิตได้หลายคน
เนื่องจากการเกิดของชาวคาทิคมีน้อยมากเช่นเดียวกับการตาย การสูญเสียชนหนึ่งชีวิตไปย่อมเป็นการสูญเสียมากมาย
นอกจากนี้ชาวคาทิคยังต่อสู้กับธรรมชาติ คือความไม่สมดุลของฤดูกาลบางขณะ ซึ่งทำให้ชาวชนขาดแคลนอาหาร เนื่องจากไม่สามารถเพาะปลูก ความแห้งแล้งหรือความหนาวเกินไปในฤดูเหมันต์ที่ทำลายชีวิตพืชพรรณและสัตว์ต่าง ๆ
ชนชั้นปกครองอันได้แก่ พระราชา ราชินี นักบวชและอำมาตย์ จึงต่างมีหน้าที่ช่วยกันป้องกันภัยเหล่านี้ให้แก่หมู่ชนอันไม่หนาแน่นนักของพวกเขา
เมื่อแรก รอยรจนาคิดว่า เรื่องราวของมนุษย์ประหลาดในจินตนาการพวกนี้ น่าจะมีความสุขมากมาย เมื่อมีทุกข์น้อยและอายุยืนยาว แต่เมื่ออ่านต่อไป ๆ เธอก็เริ่มรู้สึกถึงบางอย่างที่ไม่เคยคิดนึกมาก่อนเลย
เมื่อคนธรรมดามีอายุสั้นเพียงแค่หกสิบถึงร้อยปี มีอันต้องล้มหายตายจากพลัดพรากกัน พวกเราก็เศร้าเสียใจมากแล้ว ยามที่พ่อกับแม่จากเธอไปกะทันหัน ท่านผู้อยู่กับเธอ รักเธอใกล้ชิดเธอมายี่สิบกว่าปี ความผูกพันนั้นนำความวิโยคโศกเศร้ามาสู่เหลือจะกล่าว
เธอตกใจ เสียใจ ทำอะไรไม่ถูกอยู่เดือนกว่า และหลังจากนั้นก็มีแต่ความเหงาที่ไม่มีอะไรหรือใครจะมาทดแทนได้
เมื่อเธออ่านถึงเรื่องราวของคนประหลาดที่มีอายุยืนและไม่ค่อยป่วย ไม่ค่อยฆ่ากัน ไม่ค่อยตายง่าย ๆ นี้ รอยรจนาก็อยากให้คนเป็นอย่างนั้นบ้าง ส่วนมากใจดีต่อกัน และไม่พลัดพรากจากกันไป แต่น่าเสียดาย แม้ชาวคาทิคมีน้อย เกิดน้อย และตายน้อย แต่พวกเขาก็ตาย
ชาวคาทิคส่วนใหญ่ซึ่งเป็นชนธรรมดา จะมีอายุราวหนึ่งหมื่นถึงสองหมื่นปีเท่านั้น หากชนผู้มีอำนาจทางใจสูงเช่นพวกราชสำนักหรือพวกพระ เมื่อได้ฝึกฝนแล้วก็จะมีอายุยืนประมาณหกหมื่นถึงแปดหมื่นปี เมื่อพวกเขามีอายุได้ประมาณนั้น พวกเขาก็จะหมดอายุขัยลง
ก่อนหน้าที่จะเสียชีวิต พวกเขามักจะรู้สึกเพลีย ค่อย ๆ อ่อนแรงลงเป็นเวลาหลายสัปดาห์ หลังจากนั้นก็จะหลับไปและไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย เหลือทิ้งไว้เพียงซากศพซึ่งจะค่อย ๆ กลายเป็นธาตุดิน หินทราย หรืออัญมณีเมื่อหลายราตรีผ่านไป
เมื่อเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นกับใครคนหนึ่งแล้ว คู่ของคนผู้นั้น ก็มักไม่อาจมีชีวิตอยู่อีกต่อไปได้
ในเมื่อคนรักซึ่งอยู่คู่เคียงกันมาเป็นเวลาหลายหมื่นปี ได้ผ่านทุกสุขกันไปมากกว่าหลายร้อยชีวิตของชาวมนุษย์อย่างเธอ พวกเขาย่อมผูกพันกันจนยากจะแยกออก เมื่อผู้ใดหมดอายุขัยจากไป ผู้ที่เหลือก็มักจะโศกเศร้าเสียสติและไม่อาจอยู่ต่อไปได้
หลายครั้งที่การตายของคน ๆ หนึ่ง นำพามาซึ่งการตรอมใจจนเสียชีวิตตามไปของภรรยา สามี ลูก หรือบิดามารดาด้วย
ดังนี้ หนึ่งชีวิตของชาวคาทิคจึงมีความสำคัญและมีค่ามาก จนพวกเขาต้องพยายามต่อสู้ทุกวิธีเพื่อรักษาเอาไว้
นิทานเก่าแก่เรื่องนั้นเริ่มขึ้นเมื่อพระราชากับราชินีองค์ก่อนของอาณาจักรวาร์สิ้นพระชนม์ลงไปทั้งคู่ ด้วยความที่ทั้งสองมีราชธิดาเพียงองค์เดียว และรู้อยู่เป็นอย่างดีถึงความโศกเศร้าในการพลัดพราก เมื่อพระราชากับพระราชินีเริ่มสูงวัย ทั้งสององค์จึงแยกตนออกห่างจากเจ้าหญิงน้อย ไม่สนิทสนมด้วยมาก จนเมื่อถึงเวลาที่ทั้งสองจากไป เจ้าหญิงน้อยก็พอจะทนความเศร้าเสียใจอยู่เพียงลำพังได้
จากนั้นนิทานก็เริ่มเรื่องราวของคู่ของเจ้าหญิง ซึ่งเป็นชนในชั้นธรรมดา บิดาเป็นบัณฑิต ใช้ชีวิตอยู่ในป่า เมื่อพวกเขาใช้เวทย์ค้นหาจนได้พบชายหนุ่มผู้มีจิตใจบริสุทธิ์และอ่อนโยนผู้นั้นแล้ว พระนักบวชองค์หนึ่งในพระราชวังซึ่งสูงยศศักดิ์มากก็ได้ตรวจสอบอนาคตของเขากับเจ้าหญิงดู
ทันใดนั้น ท่านพระนักบวชผู้เก่งกาจต้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ ท่านได้ทำนายอนาคตของผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของพวกเขา พร้อมทั้งเอื้อนเอ่ยอ้อนวอนด้วยความสิ้นหวัง ก่อนเป็นลมสลบสิ้นสมปฤดีไป
...บุรุษผู้ทรงวิทยาอันกล้าแกร่งผู้นั้นมีอำนาจอเนกอนันต์ เหนือกว่าพ่อมดหมอผีผู้ทรงเวทย์คนไหน ๆ ยิ่งกว่านักบวชผู้สูงส่งที่สุดแห่งสามอาณาจักร เขายังมีอิทธิอำนาจเกินกว่ารานีผู้วิเศษแห่งอาณาจักรไทวเสียอีก ท่านผู้นั้นบังเกิดมาด้วยคุณวิเศษ ดุจดั่งเทพเบื้องบน มิว่าจะต้องการบันดาลสิ่งใด ท้องฟ้าหรือแผ่นดิน ลมหรือฝน เมฆหมอกหรือดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ก็ย่อมส่องสว่างฤๅอับแสงได้ดั่งใจทั้งสิ้น...
...เขาผู้จะมาเป็นพระราชาผู้เรืองนามของเรา เป็นขวัญ เป็นเกียรติ เป็นพลัง เป็นที่รวมความหวังและหัวใจของชาววาร์ทุกตน เป็นผู้มีความพิเศษซึ่งหาได้ยาก มีคุณสมบัติอันสูญหายไปหลายชั่วคนแล้วของพวกเรา
...เขาผู้นั้นจะเป็นอมตะไม่มีวันตาย และไม่เสื่อมสลายไป มีอายุยืนยิ่งกว่าใคร ๆ แม้ว่าเลือดจะได้ไหลหลั่งออกจากร่างลงแล้ว ยามเมื่อโลหิตแห้งลง มันก็จะกลายเป็นอัญมณี มีพลอยแดง โกเมน หรือทับทิมเป็นต้น เรี่ยรายกระจายลงในดิน...
...หากว่าจะมีผู้ใดต้องการประหัตประหารให้โลหิตของท่านผู้นั้นตกลงเพื่อต้องการแก้วมณีอันมีค่าแล้วไซร้ มิใช่ว่าคนธรรมดา หรือผู้ยิ่งวิทยาคุณ หรือราชวงศ์ผู้แก่วิชาจะสามารถทำได้ ย่อมต้องใช้อำนาจหรืออาวุธของผู้ที่เสมอกันด้วยคุณวิเศษที่ไม่มีอีกแล้ว ผู้หลั่งเลือดเป็นอัญมณีเช่นกันเท่านั้น จึงจะสามารถทำได้...
...โอ ช่างน่ากลัวนัก เหตุว่าท่านผู้ยิ่งเวทย์สูงสุดของเผ่าเราย่อมไม่อาจหลั่งเลือดลง เราย่อมไม่อาจสูญเสียท่านผู้ดุจดั่งดวงตาแห่งวันและดวงวิญญาณแห่งชีพของเราไปได้ ท่านผู้ยิ่งยงผู้จะครองเทพกษัตรีแห่งชาวเรา ท่านผู้มีนามดุจดังความมืด หากเป็นแสงสว่างไม่รู้สิ้นสุด...ท่านผู้มีนามว่า...อมาวสุ
รอยรจนาต้องสะบัดศีรษะขับไล่เรื่องราวในนิทานที่คอยมาวนเวียนอยู่ในสมองของเธอให้ออกไปเสียที แต่ก็ทำไม่ได้ง่าย ๆ
เธอเป็นอะไรนะ อยู่คนเดียวไม่ค่อยพูดคุยกับใครอื่นจนเหงามากกระมัง เพียงแค่เรื่องราวในนิทานก็เข้ามาสิงสู่อยู่ในจิตใจ คอยหลอนหลอกหล่อนทั้งวันทั้งคืน จะสลัดอย่างไรก็ไม่หลุดจากใจไปเสียที
หญิงสาวแขวนเสื้อตัวที่รีดเสร็จเข้าไว้ในตู้ ตั้งใจว่าจะต้องออกไปเที่ยวในเมือง ช้อปปิ้งหาซีดีเพลงใหม่ ๆ มาฟังเวลาวาดภาพ หาละครชุดสนุก ๆ มาดูในตอนค่ำ จะได้ไม่ว่างพอจะฟุ้งซ่าน และจะต้องเลิกอ่านนิทานบ้า ๆ นี่สักที หล่อนตัดสินใจเด็ดขาดว่า พรุ่งนี้ละ พอกัณมาเธอจะเอาหนังสือเล่มนั้นให้เขาไปชั่งกิโลขายทันที
เอ...ไม่ดีกระมัง ทำไมจะต้องวานกัณด้วย เขายอมตัวมาให้เธอใช้จนลืมตัวไปสักหน่อยแล้ว อะไร ๆ ก็กัณ เธอไม่ควรรบกวนเพื่อนหนุ่มให้มากเกินความจำเป็นไป ถึงแม้ว่ากัณจะเต็มใจและไม่คิดอะไรก็ตาม
กัณเป็นเพื่อนที่แสนดี นับตั้งแต่ได้พบกันในงานรับน้องของคณะจนกระทั่งเรียนจบ เขาเป็นเพื่อนที่เสมอต้นเสมอปลาย สุภาพ มีน้ำใจ
กัณทำให้รอยรจนารู้สึกปลอดภัย ได้รับการคุ้มครองดูแลโดยไม่เรียกร้องสิ่งใดตอบแทน แม้ว่าใครหลายคนที่คณะจะคิดว่าเธอกับเขารักกัน แต่ทั้งรอยรจนาและกัณฐัศว์เองรู้ดีว่าเราไม่ได้รักกันอย่างนั้น
ที่จริงหญิงสาวเคยคิดว่ากัณเป็นเกย์อยู่พักหนึ่งด้วยซ้ำไป จนกระทั่งเห็นเขาติดใจหญิงสาวสวยคนหนึ่งเมื่อตอนปีสอง แต่แล้วก็ไม่ได้ตามจีบจริงจัง กลับเลิกราไป เมื่อลองถาม กัณก็บอกว่า แค่ยังไม่เจอใครที่ถูกใจจริง ๆ อยากอยู่สบาย ๆ ไม่คิดมากแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ซึ่งตรงกันกับความคิดของรอยรจนา ทั้งสองจึงเป็นเพื่อนคู่หูกันมานับแต่นั้น
เพื่อนหนุ่มร่างใหญ่ราวกับนักเพาะกายของหล่อนดูจะมีภูมิต้านทานต่อความเป็นผู้หญิง และความงามของเธอที่ใคร ๆ ต่างพากันชื่นชม ส่วนรอยรจนาเองก็ไม่เคยคิดว่ากัณเป็นอื่น นอกจากเพื่อนหรือพี่ชายคนโต คอยกันท่าชายหนุ่มอื่น ๆ ซึ่งเธอยังไม่ต้องการมีภาระวุ่นวายหัวใจให้ห่างเธอได้เป็นอย่างดี และช่วยเหลือทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอลำบากติดขัด ตั้งแต่เรื่องใหญ่ลงไปจนถึงเรื่องเล็กน้อย
แต่อีแค่เรื่องการกำจัดหนังสือหนึ่งเล่มนี้ เธอทำเองก็ได้ แค่เอามันไปเผาไฟ หรือทิ้งถังขยะก็ได้นี่นา รอยรจนารู้ตัวว่า ถ้าไม่กำจัดมันไปโดยเร็วและเด็ดขาดขนาดเอากลับมาไม่ได้แล้วละก็ เจ้าหนังสือเล่มนี้จะต้องดึงดูดหล่อนให้กลับไปอ่านมันอีกจนกระทั่งจบเล่มแน่นอน
ไม่ละ...แค่บทที่สี่ เธอก็หลอนมาพอแล้ว
เพราะเหตุไรรึ หญิงสาวจึงต้องเดือดร้อนใจกับหนังสือเล่มหนึ่งมากนัก หากมิใช่เพราะความฝันทุกคืนซึ่งเริ่มต้นขึ้นนับแต่เธอเริ่มอ่านหนังสือบทแรกในวันแรก ฝันอย่างไม่มีเหตุผลเลย ในเรื่องเดียวกัน ภาพเดียวกันฉายซ้ำ ๆ ในสมองยามหลับทุกคืนนับแต่นั้นมา
ในวันแรก ฝันดูไม่เกี่ยวข้องกันกับเนื้อหาในหนังสือเลย เพราะบทแรกที่เธออ่านกล่าวถึงชนชาวคาทิค อาณาจักร พระราชาราชินีกับเจ้าหญิงองค์น้อย หากในคืนนั้นหญิงสาวกลับฝันน่ากลัว ฝันถึงชายรูปงามผู้หนึ่งถูกฆาตกรรมโดยหญิงที่รักของเขา และเธอได้ฆ่าตัวตายตามไป
คืนที่สองและสามต่อมาก็ฝันเช่นเดิม ทุกครั้งหล่อนจะตื่นขึ้นมาด้วยความตระหนก เศร้าและเจ็บปวดมากเหลือเกิน อาลัยอาวรณ์ไม่อยากให้ฝันจากไป แต่ในขณะเดียวกันก็หวั่นกลัวไม่อยากฝันอีก ไม่เข้าใจด้วยว่าเหตุไรจู่ ๆ จึงเกิดฝันซ้ำ ๆ กันขึ้นมา
จนกระทั่งเมื่อเช้านี้เอง เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วเปิดนิทานเล่มนั้นอ่านต่อในบทที่สี่ จึงได้พบกับข้อความซึ่งบรรยายภาพฝันของเธอออกมาเป็นอักษรอย่างแจ่มชัดน่าพรั่นพรึง
เหตุใดเธอจึงฝันถึงสิ่งที่ยังอ่านไม่ถึงตั้งแต่วันแรกที่เปิดหนังสือขึ้นมาล่ะ นั่นไม่น่าขนลุกหรอกหรือ เมื่อผสานกับเรื่องในภาพฝันเข้าแล้ว รอยรจนาก็ไม่อยากมีหนังสือเล่มนี้อยู่ในบ้านอีกต่อไป
...บนแผ่นผา ร่างทั้งร่างสิ้นแรงอ่อนล้า นอนทอดกาย...รอคอย
ทุกห้วงเวลานาทีที่ผ่านเชื่องช้าดุจนิรันดร์ในความรวดร้าวทรมาน
นานแสนนานผ่านไป รอยมีดยังคงกรีดลึก และไม่มีวี่แววว่าจะหาย ทั้งร่างอันเคยสง่างดงามจมอยู่ในบ่อของเหลวข้นสีแดงเข้มริมหน้าผาชันนั้นเอง ไหล่ข้างหนึ่งอิงอยู่เพียงครึ่งบนขอบหิน ขณะแขนซ้ายพาดออกไปสู่อากาศว่างเปล่า
ลมพัดเฉื่อยช้า อากาศละเอียดอ่อนและหนาวจับใจเมื่อหิมะเริ่มตก เป็นครั้งแรกในดินแดนแห่งวาร์ เงียบสงบไม่มีแม้เสียงใบไม้ไหว นอกจากเสียงหายใจแผ่วระโหยอ่อนเบา สลับกับเสียงเปาะแปะช้า ๆ อย่างเสียงน้ำค้างใบไม้เมื่อคราวหลังฝน โดนลมร่วงหล่นลงสู่พื้น
เพียงแต่ฝนนี้มีสีแดง…
หยาดโลหิตสีสดไหลรินลงมาตามแขนข้างซ้ายซึ่งเคยปกคลุมด้วยเสื้อสีขาวทอไหมทอง ผ่านปลายนิ้วแต่ละนิ้ว ก่อนหยดลงบนลำธารเล็ก ๆ ซึ่งกำเนิดขึ้นที่ริมผาหินนั้นเอง
ทีละเล็กละน้อย หยดแล้วหยดเล่า จากปลายมือ จากเส้นผมดำยาวซึ่งเปียกชุ่ม จากปลายจมูกของผู้ที่นอนตะแคงศีรษะตกซบลงจากไหล่ ทุกครั้งที่ทรวงอกขยับขึ้นลงเพราะการหายใจ ก็ทำให้เลือดทะลักออกจากบาดแผลมาอีกเล็กน้อย
เสื้อคลุมยาวอันเคยงดงามประณีตเปรอะเปื้อนจนคล้ายมันกลายเป็นสีแดงคล้ำ
ลำธารเล็ก ๆ ของโลหิตรินลงตามร่องหิน เป็นสายน้อย ๆ ไหลกระจายไปสู่ซอกผาซึ่งต่ำกว่า บางครั้งแตกสายออกจากกัน บางครั้งก็ไหลกลับมารวมกัน
เสียงลมหายใจแผ่วเชื่องช้าและอ่อนแรง
ดวงตาอันประกอบไปด้วยขนตายาวสีดำเสมือนสีผมซึ่งยาวสยายจนถึงบั้นเอวนั้น มิได้ปิดสนิทราวบุรุษเมื่อคราวมัจจุราชเยี่ยมกรายเข้ามาใกล้ หากปรือตาลืมค้างอยู่แค่ครึ่ง แก้วตาใสสีม่วงอ่อนดุจพลอยเหม่อมองต่ำลงไปยังหุบเหวด้านที่ธาราเลือดของเขาหลั่งลง ราวไร้ความรู้สึก
จิตใจของเขาลอยอยู่ไกลในห้วงคำนึง ซึ่งส่งกระแสวิงวอนอยู่ซ้ำ ๆ ราวท่องมนต์ว่า
...ปัณฑารีย์...ซอร์โยของข้า
...กลับมา...รู้สึกตนแล้วกลับคืนมาสู่ข้า...มิว่าจะนานเท่าใด...
...กลับมา...
-------- ติดตามเรื่องราวต่อไปได้ในรูปแบบรูปเล่ม "ธารทับทิม" โดย ศรีสุรางค์ ค่ะ
|