1168 News

..b_interview04... รับสมัครงาน... b_parttime



ค้นหาผลงานนักเขียน 1168



1168 Talk

สวัสดีค่า~ นักอ่าน นักเขียนที่รัก

หลังจากที่ต้อนรับปีใหม่กันไปเรียบร้อยแล้ว คราวนี้ 1168 เลยขอต้อนรับเว็บไซด์ใหม่ เพื่อความทันสมัย เริ่มปีใหม่อย่างแข็งแรง เย้ ^O^ เข้ามาแล้วอย่าลืมสมัครสมาชิกใหม่อีกครั้งนะคะ เสร็จแล้วแวะเข้าไปอัพเดตข่าวสาร พบปะเพื่อนๆ นักอ่าน และทักทายนักเขียนกันได้ในเว็บบอร์ดนะจ๊ะ มีกิจกรรมให้ลุ้นรับรางวัลอีกมากมายด้วย เจอกันนะคะ

1168 Publishing-----Lovin' U
ทีมงาน 1168

Online Status

เรามี 5 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

ตัวอย่างเนื้อเรื่อง Nerd Love สาวซ่าใสป่วนหัวใจหนุ่มเนิร์ด

 

ts0075

Nerd Love สาวซ่าใสป่วน

หัวใจหนุ่มเนิร์ด

ผู้แต่ง  โฟลลี่แลคร์

ราคา  169 บาท

จำนวนหน้า  256 หน้า

ISBN   978-616-520-019-6

 

Download ตัวอย่างเนื้อเรื่อง

 

 

 

 

บทนำ


เนิร์ด ในความคิดของฉันคือพวกที่วัน ๆ เอาหัวซุกตำรา ใส่แว่นตาหนาเตอะ พูดภาษาเคมีได้คล่องแคล่วกว่าภาษามนุษย์ สามารถเข้าใจความซับซ้อนของระบบฟิสิกส์หรือโจทย์คณิตศาสตร์ขั้นสูงได้ง่ายกว่าบทสนทนาขั้นพื้นฐานเช่นการพูดคุยกับคนปกติหลายเท่า

เนิร์ดจะสวมแว่นตาใหญ่ ๆ กรอบสีดำ หวีผมเรียบแปล้ หรือไม่ก็มีเส้นผมยุ่งเหยิงกระเซอะกระเซิงเหมือนไอสไตน์ หอบหิ้วหนังสือเป็นตั้ง ๆ เดินก้มหน้าก้มตา ไม่คุยกับใครเพราะมัวแต่ส่งกระแสจิตไปถึงสูตรเคมีที่เพิ่งค้นพบมาหมาด ๆ

แต่ เนิร์ด ที่ฉันได้เจอ กลับลบล้างอิมเมจดั้งเดิมของเหล่าเนิร์ดไปจนหมดสิ้น...


จิน หนุ่มเนิร์ดสุดฮอตที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของฉัน เขาแหกกฎของคำว่าเนิร์ดได้ไกลสุดกู่ เขาสวมแว่นตากรอบสีแดงสดใส ที่ติ่งหูข้างซ้ายมีต่างหูหมุดกลมแบนสีดำขนาดใหญ่ติดอยู่ ที่คาดผมสีแดงสวมไว้อยู่เสมอเพื่อป้องกันไม่ให้ปอยผมละเอียดสีน้ำตาลระใบหน้าน่ารักของตัวเอง หน้าตาน่ารักขั้นเทพกับแววตาไร้เดียงสาและรอยยิ้มใสซื่อของเขาเขย่าหัวใจสาว ๆ ทั่วโรงเรียน แถมนายนี่ยังไม่สนใจจะหอบหนังสือเป็นตั้ง ๆ แบบที่เนิร์ดทั่ว ๆ ไปทำกัน... เขาหอบอะไรน่ะเหรอ ?

เบสน่ะสิ


จิน หนุ่มเนิร์ดสุดหล่อที่ฉลาดเป็นกรด ไอคิว 154 อัจฉริยะอันดับต้น ๆ ของโรงเรียน เป็นมือเบสของวงดนตรีร็อกที่ชื่อ Insane

ส่วนฉัน นามิตา เด็กสาวที่มีเด็กสาวอีกหลายคนตามกรี๊ด ฉันสอบตกเป็นว่าเล่น หาเรื่องวุ่นวายให้ตัวเองไม่เว้นแต่ละวัน ล่าสุดฉันทำอะไรลงไปน่ะเหรอ ?

ก็พังเบสคู่ใจของนายจินหักเป็นสองท่อนยังไงล่ะ



ตอนที่ 1

แรกพบ


ชานชาลาของสถานีรถไฟฟ้าในเช้าวันเปิดเทอมแน่นขนัดอย่างที่คิดไว้ ฉันเสยผมสีดำของตัวเองที่เคยซอยสั้นแต่ตอนนี้เริ่มยาวประบ่าอย่างหงุดหงิด มันน่าโมโหชะมัดเวลาที่พลาดรถไฟฟ้าไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปดแบบนี้น่ะ ฉันไม่อยากไปโรงเรียนสายตั้งแต่วันแรกของการเปิดเทอมหรอกนะ

เปล่าหรอก ฉันไม่ใช่นักเรียนดีเด่น แค่ไม่อยากให้คะแนนพฤติกรรมของตัวเองต้องติดลบ เทอมที่แล้วฉันโดนหักไปซะจนเกลี้ยงเลยล่ะ ไม่อยากจะคุย

ฉันเหลือบสายตาไปข้าง ๆ และได้เห็นร่างสูงโปร่งยืนอยู่ตรงนั้น เขาสวมเสื้อยืดคอโปโลสีฟ้า อกด้านซ้ายมีตราอาร์มปักอยู่บนกระเป๋าเสื้อ เหมือนกันเด๊ะกับเสื้อนักเรียนของฉัน มันบอกยี่ห้อโรงเรียนเอกชนชื่อดังที่ผู้ปกครองของนักเรียนที่มีฐานะทั้งหลายแหล่ยอมประเคนเงินค่าเทอมราคาสูงลิ่วเพื่อให้ลูกหลานได้เข้าเรียนที่นี่ ไม่ใช่ว่าจะคุยว่าบ้านฉันรวยหรอกนะ แต่นั่นคือความจริง นักเรียนทุกคนที่เรียนที่นี่ก็มีครอบครัวที่มีฐานะดีทั้งนั้นแหละ เขาสวมกางเกงขายาวสีกรมท่ากับรองเท้าผ้าใบสีเข้ม ต่างจากฉันที่สวมกระโปรงบานลายสก็อตสีฟ้าน้ำเงินสั้นแค่เข่าและรองเท้าผ้าใบสีขาวขมุกขมัว เขาสะพายกระเป๋าเป้สีดำไว้ที่ไหล่ข้างหนึ่ง แถมมีกระเป๋ากีตาร์ทำจากหนังสีดำสะพายทับอยู่บนไหล่ข้างเดียวกันด้วย

ฉันมองดูเพื่อนร่วมสถาบันที่ไม่คุ้นตา เส้นผมละเอียดสีน้ำตาลซอยสั้นระต้นคอ ด้านหน้าถูกคาดเอาไว้ด้วยที่คาดผมสีแดงโชว์จมูกโด่งสวยได้รูปกับริมฝีปากบางเฉียบสีชมพูอ่อนกับใบหน้าเรียวให้เห็นได้ชัดเจน สวมต่างหูหมุดกลมแบนสีดำขนาดใหญ่กำลังดีที่ติ่งหูข้างซ้าย

เขาคงรู้สึกตัวว่าถูกมอง เพราะดวงตาเรียวสวยจ้องมองกลับมาผ่านเลนส์แว่นตากรอบสี่เหลี่ยมสีแดงสดแบบเดียวกับที่คาดผม ชายหนุ่มจ้องมองฉันสักพักก่อนจะส่งยิ้มโชว์ฟันขาวที่เรียงสวยจนน่าอิจฉามาให้

ไม่ได้หล่อจัด...แต่ใบหน้าน่ารักกับแววตาไร้เดียงสาและรอยยิ้มอ่อนโยนแบบนั้นทำเอาฉันแทบเป็นลม

“จิน !” เสียงทุ้มดังขึ้น ชายหนุ่มหันขวับไปตามเสียงเรียกก่อนจะส่งยิ้มกว้างสดใสไปให้เจ้าของเสียงที่เดินเร็ว ๆ เบียดผู้คนเข้ามาหา

“โอม !” เขาเรียกชื่อชายหนุ่มร่างสูงที่ปรี่เข้ามากอดเขาเอาไว้แน่น ฉันมองภาพตรงหน้าก่อนจะเบิกตาเรียวเล็กของตัวเองกว้าง ๆ แล้วกลืนน้ำลายเอื๊อก นายแว่นแดงกอดตอบแล้วตบเบา ๆ ที่หลังของเอ่อ...เพื่อน...เพื่อนสิ เพื่อน ขอร้องล่ะ

“มาถึงเมืองไทยวันไหน ไม่เห็นบอก” คนที่ชื่อโอมถาม เขามีคิ้วเข้มกับดวงตาเรียวเล็ก จมูกโด่งและริมฝีปากได้รูป ผมสีน้ำตาลเข้มตัดสั้น เส้นผมส่วนหน้าถูกปัดไปข้างหนึ่งจนมันปรกดวงตาข้างขวา แล้วก็ดูหล่อมาก ๆ ด้วย ฉันจำได้ เขาเป็นหนุ่มป๊อบของโรงเรียน เรียนอยู่ชั้นเดียวกับฉันแต่เราอยู่คนละห้องกัน น่าเสียดายทรัพยากรอันมีค่าทั้งสองนี้จริงจริ๊ง

“พ่อเพิ่งขับรถมาส่งเมื่อเช้า แล้วก็เอาข้าวของของฉันที่ขนมาจากอังกฤษไปเก็บไว้ที่ที่พักน่ะ ยังไม่ได้กลับไปบ้านที่ชลบุรีเลย” นายแว่นแดงบอก

“อะไรจะปุบปับขนาดนั้นวะ ไหนว่าโรงเรียนที่นายได้ทุนไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนเขาเสนอทุนให้นายเรียนต่อจนจบไฮสคูลที่นั่นไม่ใช่เหรอ ทำไมรีบกลับล่ะ” โอมถามพลางเบิกตาอย่างตกใจ ส่วนจินก็แค่ยักไหล่และส่งยิ้มน่ารักไปให้เพื่อนหนุ่ม

“ก็แบบนี้แหละ พ่อบอกว่ามีเรื่องสำคัญให้ฉันกลับมาจัดการ เรียน ม. ปลายที่เมืองไทยจบแล้วค่อยไปเรียนต่อปริญญาตรีที่นั่นก็ได้”

“เมื่อเช้าตอนที่นายโทร. มาฉันช็อกไปเลยนะ คิดจะมาก็โผล่มาไม่ให้ได้ตั้งตัว แล้วนี่นายพักที่ไหนล่ะ”

“พ่อฉันจัดการให้เรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องห่วงหรอก”

“แล้วนายไปโรงเรียนถูกเหรอ” โอมถามอีก

“ก็..” จินว่าพลางชูเศษกระดาษในมือให้เพื่อนหนุ่มดู โอมหัวเราะชอบใจก่อนจะยกมือขึ้นขยี้ผมเพื่อนเบาๆ

“พ่อนายนี่สุดยอดเลยว่ะ แต่นายสุดยอดกว่า แค่กระดาษบอกทางไปโรงเรียนแผ่นเดียวกับครั้งแรกในกรุงเทพฯ แถมเป็นวันเปิดเทอมวันแรกด้วย”

“ฉันไม่ได้มีทางเลือกมากนักหรอก นายก็รู้ อีกอย่าง ถ้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ฉันจะได้ไม่ต้องแอบพ่อเล่นดนตรี ตอนอยู่อังกฤษฉันชินกับการเล่นดนตรีโดยไม่ต้องหลบพ่อซะแล้วว่ะ” เขาบอกอีกพลางวางกระเป๋ากีตาร์ที่สะพายเอาไว้ลงกับพื้นชานชาลาข้าง ๆ ฉัน ฉันมองดูเขาสองคนอยู่เงียบ ๆ อยู่ ๆ โอมก็ยืนนิ่งจ้องมองจินด้วยสายตาแปลก ๆ อยู่พักหนึ่ง ก่อนที่เขาจะยกมือใหญ่ทั้งสองขึ้นประคองใบหน้าชายหนุ่มอย่างอ่อนโยน ฉันอ้าปากค้างมองดูจินที่ยิ้มตอบกลับไปให้ชายหนุ่ม

“มาอยู่กรุงเทพฯ ก็ดี จะได้เจอกันบ่อย ๆ” โอมว่า และจินก็ยิ้มกว้างแทนคำตอบ

...โลกนี้ช่างหดหู่นัก


ฉันเดินหมดอาลัยตายอยากหลังจากลงจากรถไฟฟ้าแล้วมาถึงโรงเรียนจนได้ ห้องเรียนเริ่มคึกคักวุ่นวายจากการเปิดเทอมวันแรก การไม่ได้เจอเพื่อนนาน ๆ ทำให้เรามีเรื่องมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันไม่รู้จบ ฉันเดินออกจากห้องเรียนอันแสนวุ่นวายมาที่หน้าห้อง การปิ๊งหนุ่มวันแรกของการเปิดเทอม จบลงที่เขากลายเป็นเกย์ไปซะได้ เฮ้อ...

ระเบียงทางเดินหน้าห้องเรียนมีม้านั่งที่ก่อขึ้นเป็นแบบบิลด์อิน กระเป๋ากีตาร์สีดำสนิทถูกวางไว้บนนั้น ฉันหันซ้ายหันขวา แต่ไม่เห็นว่าเจ้าของมันจะมาอยู่แถวนี้ได้ คิดว่าคงไม่ใช่ของนายจินแว่นแดงนั่นหรอก เพราะห้องของโอมอยู่อีกฟากหนึ่งของอาคาร กีตาร์นี่ตั้งอยู่หน้าห้องแบบนี้ก็คงจะเป็นของเด็กห้องฉันสินะ ถ้าขอดูหน่อยคงไม่เป็นไรมั้ง

ฉันบรรจงเปิดกระเป๋ากีตาร์นั่นออกและได้เห็นกีตาร์ไฟฟ้าสีขาวสะอาดแสนสวยนอนนิ่งอยู่ในนั้น

“นามิ !” ฉันสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงเรียกก่อนจะหันขวับไปหาเจ้าของเสียง หญิงสาวกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น ทำท่าเหมือนจะกรี๊ดออกมาได้ในนาทีใดนาทีหนึ่ง

“หวัดดี...” ฉันทักพร้อมกับยิ้มน้อย ๆ ส่วนแม่พวกนั้นก็เริ่มต้นกรีดร้อง ให้ตาย... ฉันไม่น่าพลาดตัดผมสั้นเมื่อเทอมที่แล้วเลย พอมันเจอกับบุคลิกห้าว ๆ ของฉัน สาว ๆ ในโรงเรียนก็เลยเริ่มกลายพันธุ์แบบนี้น่ะ ขนาดตอนนี้ผมเริ่มยาวลงมาประบ่าแล้ว แต่คุณเธอทั้งหลายก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนใจ

“กีตาร์ของนามิเหรอ”

“เอ่อ... ไม่” ฉันปฎิเสธ แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครฟัง

“ของนามิจริง ๆ ด้วย !”

“นามิเล่นกีตาร์ด้วยเหรอเนี่ย เท่จังเลย”

“เล่นให้ฟังหน่อยสิ เล่นให้ฟังหน่อย”

คุณเธอพวกนี้หัดฟังคนพูดให้จบประโยคไม่ได้เลยใช่ไหม ?

ฉันถอนหายใจเฮือกพร้อมกับยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาไว้เป็นปางห้ามญาติ แต่สาว ๆ พวกนั้นก็ยังคงกรูกันเข้ามาหาฉันจนฉันจนมุมและนั่งแหมะลงบนม้านั่งข้างกีตาร์ของใครก็ไม่รู้

“นี่ไง ๆ นามิจะเล่นให้ฟังแล้ว” หนึ่งในนั้นร้องบอก และที่เหลือก็พร้อมใจกันกรี๊ด

“โอเค !” ฉันว่าพร้อมกับเสยผมแรง ๆ อย่างขัดใจ เล่นก็ได้ ! ถ้าเล่นแล้วแม่พวกนี้จะหยุดกรี๊ดและปล่อยฉันไปตามทาง

“มีข้อแม้นะ เล่นเสร็จแล้วต้องแยกย้าย โอเคไหม !?” ฉันถามอย่างหงุดหงิด ทั้ง ๆ ที่ตีหน้ายักษ์ แต่สายตาที่จ้องกลับมากลับเป็นแบบเคลิ้มฝัน แต่ละคนส่งเสียงออกมาประมาณว่า นามิเท่จัง...

ฉันถอนหายใจเฮือก หยิบกีตาร์ในกระเป๋าขึ้นมาสะพาย เอ่อ ว่าแต่ มันเล่นยังไงฟะ

ฉันจรดปลายนิ้วของตัวเองไปบนสายกีตาร์หน้าตาประหลาดที่มีสายใหญ่ ๆ อยู่เพียงสี่สาย เกิดน้ำเสียงทุ้มแปลก ๆ ขึ้นมา เสียงแปลก ๆ ไม่เหมือนกีตาร์ที่เคยฟังมาก่อน แต่อาจจะเป็นเพราะฉันเล่นไม่เป็นเองก็ได้นี่นะ

“ยืนขึ้นสิ ยืนขึ้น !” เสียงใครบางคนร้องเชียร์ ฉันขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด และยังคงนั่งนิ่ง

“ยืนขึ้นสินามิ ยืนเลย !” อีกเสียงร้องเชียร์ ต่อจากนั้นทุกคนก็เริ่มประท้วงให้ฉันยืน

“โอเค ๆ” ฉันว่า พลางยันตัวยืนขึ้นบนม้านั่งแล้วเริ่มต้นเกากีตาร์มั่ว ๆ สาว ๆ ที่ยืนอยู่ด้านล่างเริ่มต้นกรีดร้อง ฉันเริ่มสนุกขึ้นมาบ้างเลยทำท่าเหมือนเป็นร็อกเกอร์สาว เหวี่ยงกีตาร์ไปมา สะบัดหัวแรง ๆ ก่อนจะยื่นมือให้แฟนเพลงจับ แต่ถ้าแค่จับมันคงไม่เป็นแบบนี้ ยัยบ้าพวกนี้ดันฉุดฉันอย่างแรงจนตกลงมาจากม้านั่ง

โครม !!

กึง !!

“โอ๊ย !!”

“กรี๊ดดดดดดด !!”

เสียงกรีดร้องของสาว ๆ ดังขึ้นอีกครั้งก่อนจะค่อย ๆ จางลงจนเงียบสนิทในที่สุด ฉันยกมือขึ้นกุมหน้าผากที่ฟาดเข้ากับแง่งของม้านั่งอย่างแรงด้วยความเจ็บปวด แล้วดันตัวยืนขึ้น ระเบียงทางเดินว่างเปล่า ยัยพวกนั้นมันชื่นชอบฉันกันจริง ๆ หรือเปล่าเนี่ย ดึงฉันตกลงมาแล้วก็หายวับกันไปเรียบเลย

“เฮ้ย !!” เสียงทุ้มร้องลั่นด้วยความตกใจ ฉันหันขวับไปตามเสียงนั้น หนุ่มแว่นแดงยืนคว้างอยู่กลางระเบียงทางเดินที่ไร้ผู้คน ดวงตาเรียวสวยเบิกกว้างอย่างตกใจ เขาเดินรี่เข้ามาทางฉันที่ใจเต้นไม่เป็นส่ำ ถ้าหน้าผากกระแทกแล้วนายจินจะเป็นห่วงฉันแบบนี้ทุกครั้งฉันจะยอมเอาหัวกระแทกม้านั่งวันละสามที

จินก้าวยาว ๆ เร็ว ๆ เข้ามาหาฉันที่ยังคงยกมือขึ้นกุมหน้าผากด้วยความเจ็บปวด ฉันยืนนิ่ง พยายามคิดว่าจะตอบเขายังไงดีถ้าเขาถามว่า เจ็บมากไหม จะทำหน้ายังไงดีถ้าเขาลูบหน้าผากและเป่ามันเบา ๆ เพื่อไล่ความเจ็บปวด

“ฉันไม่เป็นไร..” ฉันว่า เมื่อจินก้าวเข้ามาในระยะประชิด ก่อนจะเดินผ่านร่างฉันไปอย่างไม่ใยดี

อะไรกันฟะ ! หมอนี่ไม่ได้สนใจฉันเลย ฉันหันขวับไปมองเขาด้วยใบหน้าร้อนฉ่า ขายหน้าชะมัด มีอะไรที่มันน่าสนใจมากกว่าสาวน้อยน่ารักที่กำลังได้รับบาดเจ็บหรือไง ฮะ !?

ร่างสูงโปร่งของจินหยุดยืนนิ่งตรงหน้าอะไรสักอย่างก่อนที่เขาจะย่อตัวลงนั่ง ฉันมองแผ่นหลังกว้างของเขาอย่างหลงใหล ขนาดหันหลังยังน่ามองเลย ขอซบทีได้เปล่าอ่ะ?

ขณะที่ฉันคิดอะไรฟุ้งซ่านอยู่นั้น จินก็หันขวับมาหาฉัน ดวงตาเรียวสวยหลังกรอบแว่นสีแดงไม่ได้อ่อนโยนเหมือนตอนนั้น แต่มันทำให้ฉันสะดุ้งแล้วก้าวถอยหลังห่างจากเขาไปโดยอัตโนมัติ จินยันตัวยืนขึ้นแล้วหันกลับมาหาฉันในที่สุด มือทั้งสองข้างถือซากกีตาร์สีขาวสะอาดที่หักเป็นสองท่อนเอาไว้ ฉันกลืนน้ำลายเอื๊อก รู้แล้วว่าทำไมแม่พวกนั้นแจ้นหายเข้าห้องเรียนกันไปหมด

“เอ่อ...” ฉันพยายามจะพูดอะไรสักอย่างขณะที่จินก้าวยาว ๆ เข้ามาหา ใบหน้าไม่มีร่องรอยยิ้มแย้มใจดีแบบเมื่อเช้าหลงเหลืออยู่เลยสักนิด ท่าทางเขาจะโกรธมากเลย

จินหยุดยืนตรงหน้าฉัน เห็นแบบนี้เพิ่งจะรู้สึกได้ว่าเขาตัวสูงชะมัด ทั้ง ๆ ที่ดูเหมือนไม่ได้สูงอะไรมากมาย แต่ก็สูงกว่าฉันอยู่เยอะทีเดียว หรือว่าตัวฉันมันหดเล็กลงกันแน่

“ใครใช้ให้เธอมายุ่งกับของของคนอื่นแบบนี้ !” เขาตะโกนใส่ฉัน เสียงเพื่อน ๆ ที่คุยเล่นกันอยู่ในห้องเรียนเงียบกริบก่อนที่พวกนั้นจะชะโงกหน้าออกมามองเหตุการณ์ด้านนอก

“ขะ... ของนายหรอกเหรอ ฉันนึกว่าของเพื่อนในห้องซะอีกเลยเอามาเล่น” ฉันว่า

“จะของใครก็ช่าง แต่มันไม่ใช่ของเธอ เธอก็ไม่ควรแตะต้อง ! ที่บ้านไม่เคยอบรมมาหรือไง ฮะ !?” จินว่าเสียงดัง ฉันได้ยินเสียงสติของตัวเองขาดผึงเมื่อได้ฟังประโยคนั้น

“พูดให้มันดี ๆ หน่อยนะ ! ไอ้ตุ๊ดแว่นแดง !” ฉันตะโกนใส่เขาบ้าง จินผงะไปเล็กน้อยก่อนจะชักสีหน้าโมโหมากกว่าเดิม

“เธอว่าใคร !”

“ก็นายนั่นแหละ กระแซะกันเข้าไป ไม่อายหรือไง คนเต็มสถานีรถไฟฟ้าแบบนั้นน่ะ !” ฉันว่าอีก จินหรี่ตาลงเล็กน้อย มองดูฉันอย่างโมโห

“ไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่อง ! ยัยทอมเอ๊ย !”

“ฉันไม่ได้เป็นทอมนะ !!” ฉันตะโกนใส่เขาดังลั่น รู้สึกโกรธขึ้นอย่างรุนแรงหลังจากโดนว่าแบบนั้น จินไม่โต้ตอบ เขามองฉันจากหัวจรดเท้าแล้วหัวเราะหึ โอ๊ย ! หมอนี่น่าจะโดนซัดซักพลั่ก !

“ เธอทำของฉันพังหมดแล้ว จะชดใช้ยังไง ยัยบ้า !”

“เดี๋ยวฉันซื้อใช้นายก็ได้ โธ่ ! ก็แค่กีตาร์ตัวเดียว !” ฉันบอกอย่างไม่แยแส

จินยืนนิ่งมองดูฉันด้วยสายตาเย็นชา เขาดูไม่โมโหอีกต่อไป แต่ดูเหมือนไม่อยากเสียเวลาจะพูดอะไรกับฉันอีกต่อไปแล้วมากกว่า เขาหัวเราะหึ ก่อนจะมองดูฉันด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก แต่มันน่ากลัวชะมัด

“มันไม่ใช่กีตาร์ ยัยปัญญาอ่อน” เขาบอกแค่นั้น ก่อนจะจงใจเดินกระแทกไหล่ฉันไปและไม่สนใจจะหันกลับมามองอีกเลย



ตอนที่ 2

Roommate


เสียงกริ่งบอกเวลาเริ่มเรียนดังขึ้น ปลุกฉันให้สะดุ้งจากภวังค์และละสายตาจากร่างสูงโปร่งของจินที่ก้าวฉับ ๆ จากไปอย่างไม่ใยดี ฉันขมวดคิ้วมุ่นมองดูแผ่นหลังของหมอนั่น ความรู้สึกเดือดปุด ๆ คุกรุ่นอยู่ในใจขณะที่ก้าวยาว ๆ เข้าไปในห้องเรียน เดินชนเพื่อนร่วมห้องซะจนกระจัดกระจาย เสียงร้องโวยวายของเจ้าเพื่อน ๆ พวกนั้นไม่ได้เข้าโสตประสาทฉันด้วยซ้ำ โมโหซะจนอยากจะตะโกนให้ลั่นห้อง

โอ๊ย !!! โมโหชะมัด ไอ้หมอนั่นคิดว่าตัวเองเป็นใครมาว่าฉันเสีย ๆ หาย ๆ แบบนั้น ทั้งยัยทอม ยัยบ้า ยัยปัญญาอ่อน เกิดมายังไม่เคยมีใครด่าฉัน (ต่อหน้า) แบบนั้นเลยนะ !

“ใจเย็น ๆ ก่อนน่า นามิ” เด็กสาวหน้าตาน่ารักที่นั่งอยู่ข้าง ๆ บอกขึ้นพร้อมกับบีบไหล่ฉันอย่างให้กำลังใจ ฉันเสยผมของตัวเองแรง ๆ อีกครั้ง ตาแป๋ว ๆ ของเพื่อนสนิทจ้องมาอย่างห่วงใย ส่วนฉันก็ถอนหายใจแรง ๆ อีกหนึ่งที

“ไอ้บ้านั่น ! หนอย... ชาตินี้คงญาติดีกันไม่ได้” ฉันว่าอย่างโมโห เกรซยกสมุดใหม่เอี่ยมที่ยังไม่ถูกใช้งานขึ้นมาโบกเบา ๆ อย่างเอาอกเอาใจ

“เปิดเทอมวันแรก อย่าหงุดหงิดสิ”

“ไม่ให้หงุดหงิดได้ไงเล่า !” ฉันว่าพลางซบหน้าลงกับโต๊ะเรียน คิ้วเรียวยังคงขมวดมุ่นเป็นปม

“งั้นเย็นนี้เราไปกินไอติมร้านโปรดกันดีไหม เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง นามิจะได้อารมณ์ดีขึ้น” เกรซว่า ส่วนฉันก็ยังคงนั่งนิ่ง

“ไอติมเย็น ๆ รสช็อกโกแลต วางอยู่ข้าง ๆ เครปนุ่ม ๆ อุ่น ๆ สอดไส้ผลไม้รวม ราดด้วยซอสช็อกโกแลต อร่อยอย่าบอกใคร อื้ม... ฉันยังจำรสชาติของมันได้อยู่เลย” เกรซยั่ว ส่วนฉันที่คิดภาพตามก็เริ่มกลืนน้ำลายเอื๊อกก่อนจะเผยยิ้มออกมาให้เพื่อนสาวได้ในที่สุด

อาจารย์ประจำชั้นเดินเข้ามาในห้อง หลังจากนั้นเขาก็เริ่มต้นทักทายเราก่อนจะประกาศอะไรบางอย่าง

“เทอมนี้มีเพื่อนใหม่จะเข้ามาเรียนร่วมห้องกับพวกเธอด้วย ต้อนรับเพื่อนกันหน่อยล่ะ” อาจารย์ว่า ก่อนจะพยักหน้าเรียกใครบางคนที่ยืนอยู่หน้าประตูให้เข้ามา

ฉันผิด หมอนั่นไม่ได้เรียนห้องเดียวกับโอม ร่างสูงโปร่งหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้อง ถึงที่คาดผมสีแดงนั่นจะหายไปแล้ว แต่แว่นแดงยังคงอยู่ เส้นผมส่วนหน้าที่ค่อนข้างยาวถูกปัดไปด้านข้างด้วยมือใหญ่ของเขา ใบหน้าเรียวนั่นยังคงดูน่ารักมากเหมือนเดิม เขาส่งยิ้มอ่อนโยนไปรอบ ๆ ห้อง ส่วนสาว ๆ ในห้องก็เริ่มกรี๊ดกันเบาๆ

“สวัสดีครับ ผมชื่อจิน ผมได้ทุนไปเรียนต่อที่อังกฤษเมื่อปีที่แล้ว แล้วก็ตั้งใจจะมาเรียนที่นี่จนจบม. ปลาย ฝากตัวด้วยนะครับ” จินว่า

ฉันหันไปยักคิ้วให้เกรซพร้อมกับส่งยิ้มแห้งเหี่ยวไปให้ เยี่ยมไปเลย ! เปิดเทอมวันแรก ฟ้าก็ส่งไอ้หมอนี่มาทำลายบรรยากาศการเรียนของฉันจนหมด

ถึงแม้จะเป็นวันเปิดเทอมวันแรก และอาจารย์ไม่ควรจะสอนอะไรมากมาย แต่ให้ตายเถอะ ทุกวิชาในวันนี้เริ่มเข้าเนื้อหากันหมดแล้ว ฉันอยากจะบ้า ฉันไม่ใช่คนเรียนเก่ง ไม่เคยเป็นคนเรียนเก่ง และไม่เห็นอนาคตว่าตัวเองจะกลายเป็นคนเรียนเก่งไปได้ การใช้ชีวิตในโรงเรียนของฉันคือการที่เรามาเข้าสังคม พบปะผู้คน มีความสุขและทำกิจกรรมสนุก ๆ ร่วมกับเพื่อนฝูง ส่วนเรื่องเรียนเป็นความทุกข์ทรมานที่เราจะต้องผ่านพ้นไปให้ได้ด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง

ความจริงที่ฉันได้รับรู้ในวันนี้ก็คือ นายจินไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมห้องที่นรกประทานมาให้ฉัน แต่ยังเป็นเด็กเนิร์ดแว่นแดงที่เรียนเก่งสุดยอดอีกด้วย เพราะความหน้าตาดี ยิ้มแย้มแจ่มใส (กับคนอื่น) แถมเรียนเก่งแบบนี้ จินเลยเป็นที่รักของเพื่อน ๆ ตั้งแต่วันเปิดเทอม


หลังจากพยายามหักห้ามใจไม่ให้กระโดดขย้ำคอนายจินแว่นแดงมาตลอดทั้งวัน ฟ้าก็เมตตาฉัน กริ่งบอกเวลาเลิกเรียนดังขึ้นได้ในที่สุด ฉันรู้สึกตื่นเต้นยินดีปรีดาดี๊ด๊ามากกว่าปกติเพราะวันนี้ฉันกับเกรซมีแผนที่จะทำให้เราทั้งคู่อิ่มเอิบใจไปตลอดช่วงเวลาที่เหลือของวัน

ร้านไอศกริีมที่ตั้งอยู่ในซอยโรงเรียนวันนี้ยังไม่แน่นเท่าไหร่นัก โชคดีที่เราทั้งคู่วิ่งตาลีตาเหลือกไม่สนใจใครออกมาจากโรงเรียนหลังเลิกเรียนเลยได้เลือกที่นั่งเหมาะ ๆ มันเป็นร้านเล็ก ๆ ติดกระจกใส ภายในตกแต่งอย่างน่ารักด้วยโทนน้ำตาลชมพู เครื่องปรับอากาศไม่เย็นมากนัก แต่ก็ทำให้รู้สึกถึงความเย็นสบายมากกว่าบรรยากาศนอกร้านเป็นไหนๆ

ฉันนั่งละเลียดไอศกริีมกับเกรซเพื่อนรักอยู่สองคนในร้านโปรดของเรา ดีใจที่เกรซไม่สนใจสายตาประชาชีที่มองมาที่เราสองคนด้วยสายตาจับผิด ไอศกริีมเครปร้านนี้ยังคงอร่อยเกินคำบรรยายเหมือนเดิม อาจเป็นเพราะลิ้นไม่ได้แตะต้องมันมาถึงหนึ่งเดือนเต็ม ๆ เลยรู้สึกเหมือนมันอร่อยกว่าปกติหลายเท่า

เสียงโทรศัพท์มือถือที่ดังขึ้นทำให้ฉันละความสนใจจากเรื่องที่กำลังพูดคุยกับเกรซอย่างออกรสมาที่มัน เจ้าเครื่องมือสื่อสารยังคงแผดเสียงร้องก้อง หน้าจอโชว์หราว่ามารดาบังเกิดเกล้าเป็นคนโทร. . มา

“หวัดดีค่ะแม่” ฉันกรอกเสียงลงไปก่อนจะตักไอศกริีมเครปเข้าปากไปอีกคำ

“นามิตา...” แม่เรียกชื่อจริงของฉันเบา ๆ ทำเอาฉันสะดุ้งเฮือก ลองถ้าชื่อจริงหลุดออกจากปากแม่เมื่อไหร่ แปลว่าฉันได้ทำอะไรร้ายแรงสุดยอดเอาไว้แน่ ๆ

“วะ..ว่าไงคะแม่” ฉันพยายามทำใจดีสู้เสือ เงี่ยหูฟังสิ่งที่แม่กำลังจะบอก

“กี่โมงกี่ยามแล้ว ทำไมไม่ถึงบ้านซะที หา !?”

“หนูกินไอติมกับเกรซอยู่”

“นั่งกินไอติมกับเกรซอยู่ ! เมื่อไหร่แกกับเกรซจะแยกกันได้ซะทีฮะ นามิ ? ถามจริงเถอะ แกกับเกรซนี่...”

“พอเลยแม่ แม่เป็นแม่หนูนะ บอกกี่ครั้งแล้วว่าหนูไม่ใช่ทอม” ฉันบ่นอย่างสุดเซ็ง

“เอ่อ... อืม แล้วนี่ลืมแล้วหรือไงว่าวันนี้เราต้องทำอะไร” แม่ถามอีก ฉันขมวดคิ้วมุ่น

“อะไร ?”

“แม่จะเป็นลม ลูกลืมไปได้ยังไงว่าวันนี้พ่อกับแม่จะย้ายไปญี่ปุ่นแล้ว” แม่บอก ส่วนฉันก็อ้าปากค้าง

“เฮ้ย ! หนูลืมสนิทเลย โอ๊ย !! แม่ หนูขอโทษ ไปเดี๋ยวนี้แล้วค่ะ” ฉันบอกพลางกดวางสายแล้วเด้งพรวดออกจากที่นั่ง

“ขอโทษนะเกรซ แต่ว่าวันนี้ฉันมีธุระด่วนมาก ลืมสนิทเลย ไว้พรุ่งนี้เจอกันที่โรงเรียนนะ” ฉันว่า และไม่รอฟังคำตอบจากเพื่อน ปล่อยให้เกรซมองดูฉันวิ่งพรวดพราดออกจากร้านด้วยความงุนงง


ฉันกลับมาถึงบ้านในเวลาไม่ถึง 10 นาทีด้วยพี่วิน (มอเตอร์ไซค์) แม่กับพ่อยืนรอพร้อมสัมภาระมากมายที่จัดวางเอาไว้ในรถยนต์สีดำคันใหญ่ของบริษัท

“ขอโทษค่ะ” ฉันละล่ำละลักบอก แม่ยืนยิ้มอยู่ตรงหน้า ที่บอกไม่ได้ว่าเป็นยิ้มแบบใจดี

“ลืมไปได้ยังไง หา !?” แม่ว่าเสียงดัง ส่วนฉันก็ทำหน้าสลด

“จุ้มปุ๊กล่ะ” ฉันว่าพลางสอดส่ายสายตาหาลูกแมวตัวน้อยสีขาวสะอาดของฉันหลังจากทำท่าสลดไปได้ประมาณ 3วินาที

“โอย... มีลูกสาวกับเขาอยู่คนเดียว ดันไปสนใจแมวมากกว่าพ่อแม่ของตัวเอง” แม่บ่น ในขณะที่ฉันวิ่งไปยังกรงของลูกแมวน้อยแล้วอุ้มมันออกมา มันร้องแง้ว ๆ มองฉันด้วยดวงตาแป๋วแหววสีฟ้าสดใส

“เดี๋ยวต้องไปอยู่กับแม่แล้วนะ เป็นเด็กดีนะจุ้มปุ๊ก แล้วไว้ปิดเทอมฉันจะแวะไปหา” ฉันบอกมัน มันร้องอีกสองสามแง้วก่อนจะซุกไซ้ใบหน้าเล็ก ๆ กับมือของฉันแล้วเลียแผล็บ ๆ ราวกับจะบอกให้ฉันรักษาคำพูดที่ให้ไว้

“กลับเข้ากรงได้แล้ว เสือน้อย” ฉันบอกมัน พร้อมจูบเบา ๆ ที่หน้าผาก จุ้มปุ๊กมองฉันนิดหนึ่ง เลียที่ปลายจมูกฉันหนึ่งที ฉันยิ้มให้มัน แล้วเอาแมวน้อยใส่กรงตามเดิมก่อนจะหันมาหาพ่อกับแม่

“ล่ำลากันเสร็จแล้วสิ..” แม่ถาม กอดอกมองฉันอย่างไม่สบอารมณ์ ฉันยืนนิ่ง ๆ ฉีกยิ้มพร้อมกับหัวเราะแหะ ๆ

“ลืมไปได้ยังไงเนี่ย วันนี้พ่อกับแม่จะต้องเดินทางแล้วลูกยังลืมได้เลย” แม่บ่นอีก

“เอาน่า... วันนี้เปิดเทอมวันแรก ลูกคงเจอเรื่องมามากวันนี้เลยลืมไปน่ะ” พ่อว่าบ้าง แม่มองดูพ่ออย่างหงุดหงิดแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ส่วนฉันก็มองดูบ้านหลังเล็ก ๆ ของเราที่ต่อไปนี้จะถูกทิ้งร้างเพราะไม่มีใครอาศัย

“ไม่ต้องมาทำตาละห้อยเลย” แม่ว่า

“หนูอยู่คนเดียวได้ เดี๋ยวหนูจะดูแลบ้านให้ แม่จะได้ไม่ต้องทิ้งบ้านไว้ ฝากตำรวจดูไว้ใจได้รึเปล่าก็ไม่รู้” ฉันว่า

“ไม่ได้หรอกลูก เด็กอายุ 17 จะอยู่คนเดียวได้ไง อีกอย่าง ตำรวจที่ลูกว่านั่นก็เพื่อนรักพ่อเอง ไว้ใจได้อยู่แล้ว พ่อก็บอกลูกแล้วว่าให้ย้ายไปด้วยกันก็ไม่ยอมไป” พ่อบอก

“ก็หนูไม่อยากย้ายโรงเรียน พ่อกับแม่ไปแค่ปีครึ่งเองนี่นา หนูก็ต้องย้ายไปย้ายมาน่ะสิ พูดภาษาญี่ปุ่นก็ไม่ได้สักคำ ไม่มีเพื่อนแหง ๆ เหงาแย่” ฉันว่าอีก

“เอาน่า... ลูกก็ตัดสินใจไปแล้ว แล้วก็ยอมรับข้อเสนอแล้วด้วยว่าถ้าจะอยู่เมืองไทยต่อก็ต้องไปอยู่บ้านญาติ” พ่อตัดบท พลางยื่นกระดาษมาให้ฉัน

“ญาติที่ไม่เคยเห็นหน้าเนี่ยนะ ไปอยู่บ้านเกรซไม่ได้เหรอคะ” ฉันว่า และแม่ก็หันขวับมามองตาขวางทันที

“ถ้าแกไม่อยู่กับญาติคนนี้ก็ขึ้นเครื่องไปกับแม่เลย !”

“บอกแล้วไงว่าถ้าจะอยู่เมืองไทยก็ต้องอยู่กับญาติของเรา” พ่อว่าอีก

“งั้นถ้าหนูเก็บกระเป๋าไปกับพ่อแม่ตอนนี้ยัังทันใช่ไหมคะ” ฉันถาม

“มะ... ไม่ทันแล้ว ไม่มีตั๋ว จะไปยังไง ที่นั่งเต็มหมดแล้ว ให้ตัดสินใจตั้งนานก็ยืนยันว่าจะอยู่ที่นี่นี่นา” แม่รีบบอก

“ไหนเมื่อกี้แม่บอกให้ขึ้นเครื่องไปกับแม่เดี๋ยวนี้เลยไงล่ะ” ฉันเถียง

“แม่แค่หมายความว่าแม่อยากให้ลูกอยู่กับคนที่ดูแลลูกได้จริง ๆ อย่างญาติคนนี้ ไม่ใช่ยัยเกรซ” แม่บอก

“ก็หนูเริ่มกลัวแล้วนี่ ญาติที่ว่านั่นจะดุหรือเปล่าก็ไม่รู้” ฉันบอกเบาๆ

“ไม่หรอกลูก เขาออกจะน่ารักน่าเอ็นดู” แม่บอกนัยน์ตาเคลิ้มฝัน ฉันขมวดคิ้วเล็กน้อย ส่วนพ่อก็กระแอมขึ้นมาทันที

“ที่อยู่คอนโดฯ ญาติเรานะ ไปถูกใช่ไหม คอนโดฯ ที่อยู่ใกล้ ๆ โรงเรียนลูกนั่นแหละ อยู่กับเขาก็ทำตัวดี ๆ ล่ะ มีปัญหาอะไรก็โทร. มาตามเบอร์ที่พ่อจดไว้ให้ ตอนนี้เขาไม่อยู่บ้าน เขาฝากกุญแจไว้ให้ ไปถึงก็ไขเข้าไปได้เลย” พ่อรีบบอก

“ก็ได้ค่ะ” ฉันยื่นมือไปรับกระดาษที่พ่อส่งมาให้อย่างอิดออด

“อย่าก่อเรื่องนะนามิ” แม่ว่าอีก ฉันมองแม่พลางย่นจมูกอย่างขัดใจ

“ทำไมแม่ชอบคิดว่าหนูจะก่อเรื่องทุกทีเลย”

“เพราะแม่รู้จักลูกสาวแม่ดีว่าแสบขนาดไหน” แม่ว่า ฉันถอนหายใจเฮือกพลางเสยผมแรง ๆ อย่างขัดใจ แม่มองดูฉันนิ่ง ๆ สักพัก รู้สึกเหมือนได้เห็นน้ำตาคลอที่ดวงตาของแม่ แต่ก่อนที่ฉันจะพูดอะไรออกไป แม่ก็โผเข้ามากอดฉันเอาไว้แน่น

“ดูแลตัวเองดี ๆ นะลูก” แม่ว่าพลางลูบศีรษะฉันเบา ๆ ฉันกอดตอบแม่แน่น

“แม่ด้วยนะคะ แม่โทร. มาหาหนูบ่อย ๆ นะ” ฉันว่าบ้าง แม่คลายกอดออก มองดูฉันพร้อมกับรอยยิ้มใจดีก่อนจะหอมฟอดที่แก้มทั้งสองข้าง พ่อก็เข้ามากอดแล้วหอมแก้มฉันบ้าง

“หนูเอาจุ้มปุ๊กไปอยู่ด้วยไม่ได้เหรอคะ” ฉันถามอย่างมีความหวัง

“ลูกต้องไปอยู่คอนโดฯ ของญาติ ที่นั่นห้ามเลี้ยงสัตว์นะ พ่อกับแม่จะดูแลจุ้มปุ๊กให้ ไม่ต้องห่วงนะลูก” พ่อบอก ฉันพยักหน้ารับน้อย ๆ อย่างไม่มีทางเลือก

“ต้องไปแล้วล่ะ” พ่อบอกอีกเมื่อคนขับรถบีบแตรเรียก ฉันพยักหน้ารับ รู้สึกหัวใจโหวงเหวงขึ้นมาทันทีเลย

พ่อกับแม่ขึ้นรถในที่สุด ฉันยืนอยู่หน้าบ้าน มองดูรถที่ค่อย ๆ แล่นจากไปจนลับสายตา รู้สึกร้อนผ่าวที่ขอบตา ฉันตัดสินใจเลือกถูกแล้วใช่ไหมที่ไม่ย้ายตามไปแบบนี้ ใจแข็งหน่อยสินามิ ถ้าคิดจะอยู่ที่นี่ ไกลจากพ่อแม่ เราก็ต้องเข้มแข็ง

ฉันสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ ยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกจากใบหน้า หันมองบ้านที่เคยอยู่กับพ่อแม่เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะออกเดินไปตามทาง มุ่งหน้าไปยังคอนโดฯ ของญาติที่ว่า


ตึกสูงโอ่อ่าที่ตั้งอยู่ใกล้โรงเรียนของฉันนั้นดูหรูหราในระดับหนึ่ง ฉันเดินผ่านล็อบบี้ของอาคารเข้าไปที่ลิฟต์ก่อนจะกดเลือกชั้นตามที่บอกไว้ในกระดาษ ประตูลิฟต์เปิดออกในที่สุด โถงทางเดินดูเรียบหรูและสงบเงียบ น่าอยู่ดีเหมือนกันแฮะ

ฉันก้มลงมองเลขห้องที่อยู่ในกระดาษ ก่อนจะไล่สายตาไปตามป้ายโลหะสีทองคำที่มีเลขสีดำสลักลงไปที่ติดอยู่ที่หน้าประตูห้อง จนเจอหมายเลขห้องที่ต้องการ กุญแจในมือถูกเสียบเข้าไปในกลอนประตู มันส่งเสียงดังคลิกก่อนที่บานประตูจะเปิดออก

ห้องสีขาวสะอาดถูกตกแต่งอย่างสวยงามด้วยเฟอร์นิเจอร์หลายชิ้น หลังจากเปิดประตูไปก็มีตู้เก็บรองเท้าขนาดเล็กทำจากไม้สีน้ำตาลอ่อนวางอยู่ด้านข้าง ทางเดินเล็ก ๆ เชื่อมต่อไปยังห้องโถงสำหรับรับแขก มีโซฟาสีครีมตัวยาวตั้งอยู่ตรงหน้าโต๊ะรับแขกเข้าชุดกัน ฝั่งตรงข้ามกับโซฟาเป็นโทรทัศน์เครื่องใหญ่ แสงแดดส่องผ่านม่านสีเหลืองนวลทำให้ห้องดูสวยงามมากกว่าปกติ แต่นั่นไม่ได้ทำให้ฉันยืนอึ้งตาค้างอยู่อย่างตอนนี้

ร่างสูงโปร่งที่กำลังยืนเช็ดเส้นผมเปียกชื้นด้วยผ้าขนหนูสีขาวสะอาดยืนอยู่ตรงหน้า ร่างเปล่าเปลือยไม่มีอะไรปกคลุม นอกจากผ้าขนหนูหนึ่งผืนที่พันร่างกายช่วงสะโพกเอาไว้ ชายหนุ่มยืนนิ่งอึ้งเช่นเดียวกับฉัน เขาขยับแว่นสายตากรอบสี่เหลี่ยมสีแดงสดให้เข้าที่ก่อนจะร้องออกมา

“เฮ้ยยยย !!!”

ฉันกระพริบตาปริบ ๆ ยืนมองจินที่ยกมือขึ้นปิดร่างกายส่วนบนที่ไม่มีอะไรปกคลุม ก่อนที่ฉันจะกลืนน้ำลายเอื๊อกแล้วก้าวเข้าไปในห้องแทนที่จะวิ่งหนีไปตั้งสติอย่างที่นางเอกหลาย ๆ คนควรจะทำ เสียงประตูปิดดังคลิกเบา ๆ แสดงให้เห็นว่าฉันมีสติมากพอที่จะไม่ปิดประตูโครมใหญ่จากความตกใจ แต่นายจินก็ยังคงไม่เลิกร้องโวยวาย

“ขะ เข้ามาทำไม !!!” เขาถามเสียงดังลั่นพลางก้าวถอยหลังออกไปอีกหลายก้าว ส่วนฉันก็ยืนนิ่ง ๆ พยายามตั้งสติแล้วมองดูกุญแจในมือ

“ฉันควรจะถามนายมากกว่า ว่าเข้ามาอยู่ในห้องนี้ได้ยังไง”

“นี่มันห้องฉัน” เขาว่า

“โกหก !” ฉันตะโกนใส่เขา

“ใครกันแน่ ! ถ้าฉันไม่ใช่เจ้าของห้องแล้วจะมายืนอยู่ในนี้ได้ไงเล่า ยัยบ้า !”

“นายแงะประตูเข้ามาใช่ไหม ?” ฉันถาม พลางหันมองดูประตูห้องเพื่อหาร่องรอยการงัดแงะ

“จะบ้าหรือไง ! นี่ไง กุญแจ ! เธอนั่นแหละ เข้ามาได้ไง” เขาว่าพลางคว้ากุญแจห้องที่วางอยู่บนโต๊ะรับแขกขึ้นมาโชว์ให้ฉันดู และฉันก็ทำแบบเดียวกันกับเขา

“ฉันก็มีกุญแจเหมือนกัน”

จินนิ่งอึ้ง ดูเหมือนเขาจะลืมว่าตัวเองนุ่งผ้าขนหนูผืนเดียวอยู่ เพราะชายหนุ่มไม่ได้มีท่าทีเขินอายหรืออะไรแบบนั้นอีกแล้ว คิ้วเรียวขมวดมุ่นอย่างกำลังใช้ความคิด เขาเลื่อนสายตาจากกุญแจในมือฉันมาที่หน้าฉัน จ้องมันสักพักก่อนจะยกมือขึ้นมาชี้ที่หน้าฉันแล้วเปลี่ยนเป็นจับที่คางตัวเองเบา ๆ ราวกับกำลังคิดอะไรอย่างหนักหน่วง

“นี่ ฉันว่านายไปใส่เสื้อผ้าก่อนดีกว่า แล้วเราลงไปคุยกับเจ้าของตึกกัน” ฉันบอก และคำพูดฉันคงไปทำให้เขารู้สึกตัว จินสะดุ้งเล็กน้อย ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ เขายกมือขึ้นปิดลำตัวท่อนบนแล้ววิ่งหายเข้าไปในประตูบานหนึ่งภายในห้อง

“ห้ามแอบดูนะ !!” เขาร้องตะโกนออกมาจากด้านหลังบานประตู และฉันก็ตอบกลับไปอย่างทันควัน

“ใครจะไปอยากดูนายแก้ผ้ากันล่ะเฟ้ย ! ไอ้ตุ๊ดแว่นแดง !”


ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นจินก็ออกมาพร้อมกับชุดเสื้อยืดสีน้ำเงินและกางเกงขาสามส่วนสีน้ำตาลอ่อน เส้นผมยังคงชื้นอยู่เล็กน้อย เราพากันลงไปที่ล็อบบี้ของอาคารก่อนที่พนักงานต้อนรับสาวสวยจะบอกทางไปยังฝ่ายดูแลอาคาร จินกับฉันไม่พูดอะไรกันเลยตลอดทาง ฉันรู้ว่าเขาเองยังคงหงุดหงิดเรื่องกีตาร์ แถมยังมาเจอเรื่องนี้อีก แต่จะว่าไปความรู้สึกของฉันก็คงไม่ต่างอะไรกับเขานักหรอก

เจ้าหน้าที่ฝ่ายดูแลอาคารเชื้อเชิญให้เราทั่งคู่นั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเขา มีโต๊ะทำงานกั้นกลาง ชายหนุ่มแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวผูกเนกไทสีดำกับกางเกงสแล็กสีดำราวกับกำลังจะไปงานศพใครสักคน เขามีท่าทางเป็นมิตรส่งยิ้มมาให้เราทั้งคู่อยู่ตลอดเวลา

“ติดต่อเรื่องอะไรครับ” เขาถาม

“รู้สึกเหมือนจะมีเรื่องเข้าใจผิดครับ พ่อผมเช่าห้องที่นี่ไว้ให้เพราะผมย้ายมาจากต่างจังหวัด พ่อบอกว่าจะมีรูมเมทมาอยู่ด้วย จะได้ไม่เหงา ผมยังไม่เจอรูมเมท แต่ดันเจอยัยนี่แทน” จินอธิบาย

“พ่อบอกให้หนูมาอยู่ที่ห้องนี้กับญาติค่ะ พ่อกับแม่โดนย้ายไปทำงานที่ต่างประเทศ ท่านไม่อยากให้หนูอยู่ที่บ้านคนเดียวเลยฝากหนูไว้กับญาติ เขาให้กุญแจห้องไว้ด้วย” ฉันว่าพลางหยิบกุญแจขึ้นมาวางบนโต๊ะ

“ผมก็มี” จินว่าบางแล้วหยิบกุญแจขึ้นมาวางเหมือนกับฉัน

“อ๋อ ห้อง 704 ใช่ไหม” คุณพนักงานหนุ่มว่าเมื่อเห็นกุญแจของเราทั้งคู่ ฉันกับจินพยักหน้ารับ

“คุณช่วยเช็กแล้วบอกหน่อยได้ไหมครับ ว่ายัยนี่เข้าห้องผิดจริงๆ” จินบอก ฉันหันขวับไปหาเขาแล้วจ้องมองด้วยความหงุดหงิด

“หรือไม่ก็หมอนี่เข้าห้องผิด” ฉันว่าบ้าง

คุณพนักงานส่งยิ้มแหย ๆ มาให้ก่อนจะควานหาเอกสารจากตู้ด้านหลังที่นั่งของเขา เขาหยิบแฟ้มขึ้นมาปึกหนึ่งแล้วเปิดมันออก

“ไหนขอดูหน่อยซิ อ่า... เจอแล้ว ห้อง 704 ผู้เช่าคือ คุณจินตภัทร์” พนักงานหนุ่มว่า นายจินหันมาส่งยิ้มที่มุมปากให้ฉันพร้อมกับยักคิ้วหนึ่งที

“กับ คุณนามิตา” พนักงานว่าอีก นายจินหันขวับไปมองที่เขาพร้อมกับเบิกตากว้างอย่างตกใจ พอ ๆ กับหน้าฉันในตอนนี้

“อะไรนะ !?” ฉันร้อง

“นี่ไงครับ เอกสาร” พนักงานหนุ่มบอกพลางดันแฟ้มมาไว้ตรงหน้าเราทั้งคู่ มีลายเซ็นพ่อกับแม่ของฉันและพ่อกับแม่ของจินกำกับไว้บนเอกสารทุกแผ่น รวมทั้งในสัญญาเช่าก็ระบุชื่อเราสองคนว่าต้องร่วมกันเช่าห้องหมายเลข 704 ด้วยกัน แล้วทำไมพ่อกับแม่ของฉันถึงได้เซ็นยอมรับแบบนั้นล่ะ !!

“ตลกละ” จินบอก พลางผลักแฟ้มกลับไปให้พนักงานหนุ่ม

“นี่คือเอกสารที่เรามีนะครับ ผมว่าคุณลองติดต่อผู้ปกครองของพวกคุณอีกทีดีกว่าไหม ถ้ามีปัญหาอะไรเชิญที่นี่ได้เลยครับ”


--------
ติดตามเรื่องราวต่อไปได้ในรูปแบบรูปเล่ม "Nerd Love สาวซ่าใสป่วนหัวใจหนุ่มเนิร์ด" โดย โฟลลี่แลคร์ ค่ะ

แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 08 กุมภาพันธ์ 2010 เวลา 04:42 น.
 

คอมเมนต์ 

 
0 #1 ณัฐรัตน์ .-.-. .:.
สนุกมากเลย
เดี๋ยวทำเรื่องพ วงนี้ใหม่นะคะ
อ้างอิง
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช