บทที่ 3 : The SNOWWHITE XXX เจ้าชายปีศาจทายาทสโนว์ไวต์ 1

บัดนี้เขาอยู่ตามลำพังในห้องที่สโนว์ไวต์จัดไว้ให้ เมื่อครู่นี้หลังจากที่สโนว์แยกตัวออกมาจากห้องอาหาร โรสเรด น้องสาวของเขาใจกล้ามากที่บุกมาหาเขาตามลำพัง เธอถามเขาว่ามีจุดประสงค์ใดจึงกลับมาและเหตุใดก่อนหน้านี้เขาถึงไม่เคยมาหาทุกคนเลย ด้วยพลังของเขาหากเขากลับมายังคาราบาสเร็วกว่านี้ บางทีอาจช่วยให้ท่านพ่อไม่ต้องตาย

คำถามนี้ทำให้ความทรงจำอันเลวร้ายหลายอย่างผุดขึ้นมาจากก้นบึ้งของจิตใจ ในที่สุดสโนว์ก็เค้นเสียงตอบโรสเรดกลับไป “หากเจ้ามีกระจกวิเศษที่ส่องให้เห็นภาพครอบครัวของเจ้ามีความสุขอยู่ทุกเมื่อโดยปราศจากการเอ่ยนามของเจ้าแม้เพียงครั้ง เจ้าจะทนมองพวกเขาไปได้กี่ปี และหากเจ้ารู้ว่าพวกเขาลืมเลือนเจ้าไปแล้ว เจ้าจะกล้ากลับไปหาพวกเขาไหม” สโนว์ถามคำถามกับโรสเรดไปเช่นนั้นก่อนจะหันหลังจากมา

 

กาลครั้งหนึ่ง เมื่อสิบเจ็ดปีก่อน หลังจากที่สโนว์ไวต์และเจ้าชายรูปงามได้ครองรักกันอย่างสงบสุขและให้กำเนิดพยานรักคนแรก ราชินีใจร้ายซึ่งรอดจากการถูกสังหารได้กลับมาขโมยทารกน้อยเพศชายผู้เป็นสายเลือดของทั้งสองหนีไปเป็นการแก้แค้น

เดิมทีนางต้องการทำลายหัวใจของสโนว์ไวต์ด้วยการสังหารทารกน้อย เพียงบีบเบา ๆ สิ่งมีชีวิตตัวจ้อยในมือนางก็จะตาย แต่นางไม่อยากให้การแก้แค้นของนางจบเร็วเกินไป ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้าชายรูปงามที่บังอาจเข้ามายุ่งวุ่นวายกับแผนการของนาง หากไม่มีเขา สโนว์ไวต์ก็จะต้องถูกผนึกอยู่ในโลงผลึกนั่น ราชินีใจร้ายแค้นเจ้าชายเลโอยิ่งนัก

ในที่สุดราชินีใจร้ายก็ตัดสินใจเลี้ยงดูเขาให้เติบใหญ่ขึ้นเป็นพ่อมดที่ชั่วร้าย บุตรของสโนว์ไวต์และเจ้าชายรูปงามคนนี้จะต้องมีหัวใจที่ดำมืดยิ่งกว่าหัวใจของนาง นางรับเขาเป็นศิษย์ อบรมเลี้ยงดูและเคี่ยวเข็ญเขาให้กลายเป็นผู้ชั่วร้ายซึ่งทรงอำนาจยิ่งกว่าแม่มดตนไหนในดินแดน

ทารกตัวจ้อยเติบโตขึ้นเป็นเด็กชายผู้มีผมสีดำตัดกับผิวขาวบริสุทธิ์ราวกับหิมะ ดวงตาสีดำสนิทมักมีน้ำตาคลออยู่เสมอ ริมฝีปากเล็ก ๆ สีแดงเม้มกลั้นเสียงร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดทุกครั้งที่ถูกทำโทษ สโนว์เติบโตขึ้นมาในหอคอยร้างกลางป่าดำอย่างยากลำบากภายใต้การดูแลของแม่มดร้าย เขาไม่เคยรู้ชาติกำเนิดของตนเอง เด็กชายรู้เพียงว่าท่านอาจารย์เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเขา

จนกระทั่งเหมันต์ที่เจ็ดของสโนว์มาเยือน ราชินีใจร้ายก็รู้ตัวว่าลมหายใจสุดท้ายของนางใกล้มาถึง นางไม่สามารถฝืนขีดจำกัดของตัวเองได้อีกต่อไป วันนั้นนางอบพายแอปเปิลของโปรดให้สโนว์เป็นครั้งสุดท้าย นอกจากนี้ราชินีใจร้ายยังมอบคทาวิเศษให้เขาเป็นของขวัญและกล่าวชื่นชมที่ลูกศิษย์ตัวน้อยทำภารกิจอันตรายที่ได้รับมอบหมายจากนางได้สำเร็จ

นางกล่าวกับเขาว่าอาจารย์มีภารกิจสุดท้ายจะมอบให้ หากทำได้เขาจะได้เป็นเจ้าของพลังอันยิ่งใหญ่และครอบครองป่าดำ นอกจากนี้นางยังจะมอบทรัพย์สมบัติและเวทมนตร์ต่าง ๆ ของนางให้เขา เด็กน้อยสโนว์หลงเชื่อ ทว่าราชินีใจร้ายกลับร่ายคำสาปใส่เขา

“จงกินหัวใจของข้า มิฉะนั้นเจ้าจะตาย”

“ไม่นะอาจารย์ ท่านอย่าบังคับข้าแบบนี้”

“กฎข้อแรกของการแก้คำสาป เจ้าจะต้องสังหารผู้ร่ายคำสาปแล้วกินหัวใจของเขา ดังนั้นจงเก็บหัวใจของเจ้าเอาไว้ให้ดี จำไว้ลูกศิษย์ผู้ชั่วร้ายของข้า”

“แต่ข้าไม่อยากให้ท่านตาย ข้าไม่อยากฆ่าท่าน อาจารย์ !”

“เจ้าต้องกิน เวลาของข้ามาถึงแล้ว เจ้าจงรับพลังของข้าไปซะ แล้วจิตวิญญาณของข้าจะสถิตอยู่ในตัวเจ้า”

“ไม่ ! ข้าไม่อยากได้พลัง อาจารย์จะเอาพลังของข้าไปก็ได้แต่ท่านอย่าตายนะ”

“ข้าไม่ได้เลี้ยงดูให้เจ้าอ่อนแอเยี่ยงนี้ ! เจ้าจะให้อาจารย์ตายอย่างไร้ค่ารึ ข้าต้องการเห็นเจ้ากลายเป็นพ่อมดที่ชั่วร้ายที่สุดในดินแดนนี้ เจ้าต้องทำความฝันของข้าให้เป็นจริง สาบานกับข้าสิสโนว์ว่าเจ้าจะเป็นผู้สืบทอดของข้า”

 

“ไม่… ไม่ อาจารย์ข้าไม่อยากกิน ไม่นะ ! อาจารย์ !”

สโนว์ลืมตาอย่างตื่นตระหนก แสงสว่างที่ลอดเข้ามาในห้องกะทันหันทำให้เขาสะดุ้งตื่น แล้วอารมณ์ก็พลันเสียเมื่อเห็นผู้ติดตามของโรสเรดยืนอยู่ข้างหน้าต่าง

ทว่าไอแซคกลับไม่สะทกสะท้านต่อสายตาขุ่นเคืองของสโนว์สักนิด “สายแล้วครับ หากเจ้าชายไม่ลุกขึ้นแต่งตัวเดี๋ยวนี้ ข้าเกรงว่าท่านจะพลาดการประชุมวาระสำคัญ”

“ออกไป !” สโนว์ตวาดพลางซัดพลังไปปิดม่านบดบังแสงอาทิตย์เช่นเดิม แต่ไอแซคก็ยังไม่ยอมแพ้ เขากล่าวต่อว่า “แต่เราจะต้องหารือเรื่องของเจ้าชายกีเดียนส์กันนะครับ หากท่านไม่ต้องการให้ท่านโรสเรดเกี่ยวดองกับเจ้าชายกีเดียนส์แห่งพาเลอร์โม ท่านต้องชี้แจงเหตุผลต่อสภาขุนนาง”

“โอ๊ย ใครจะไปสนเจ้าชายกีเดียนส์กัน บอกพวกมันไปว่าหากใครกล้าขัดใจข้า ข้าจะสาปให้มันเป็นหมู”

ไอแซคถอนหายใจมองพ่อมดผู้ชั่วร้ายแห่งป่าดำพลิกตัวหนีไป

อีกด้าน พ่อมดประเภทไหนกันที่มีแผ่นกระดาษมาสก์สีขาวแปะอยู่บนใบหน้ายามนอน นอกจากนี้ชุดนอนผ้าไหมเนื้อดีที่ข้าหลวงเตรียมไว้ให้กลับกลายเป็นเสื้อคลุมเนื้อบางเบาสีดำซึ่งแทบไม่ช่วยปิดบังผิวขาวผ่องข้างใต้นั้น ยังดีที่เจ้าชายสโนว์ห่มผ้าในยามนอน มิฉะนั้นภาพที่เห็นคงไม่น่ามองสักเท่าไร

ไอแซคเดินอ้อมไปยังถาดเงินบนรถเข็น มื้อนี้เขาจัดอาหารเช้าแบบเร่งด่วนให้เจ้าชายผู้เรื่องมากด้วยขนมปังอบใหม่ และแยมแอปเปิลเคี่ยวอย่างดีที่เร่งให้คนนำส่งมาจากเมืองข้างเคียง นอกจากนี้ยังมีผลไม้หลากหลายชนิดวางอยู่ในตะกร้าใบเล็ก เขารินกาแฟหอมฉุยใส่แก้วกระเบื้องเคลือบชั้นดีเตรียมเสิร์ฟ ทว่ากลิ่นนั้นกลับทำให้สโนว์วีนแตก “เจ้าเอาอะไรเข้ามาในห้องข้า โอ้ไม่นะ ! เอามันออกไป กลิ่นอะไรน่าขยะแขยงเช่นนี้”

ไอแซคมองกาแฟในมือแล้วขมวดคิ้ว เจ้าชายสโนว์ไม่รู้จักกาแฟงั้นหรือ ?! เครื่องดื่มชนิดนี้เป็นสินค้าหายาก แถมราคายังสูงลิบต้องสั่งซื้อมาจากทวีปอื่น มีเพียงชนชั้นสูงเท่านั้นที่มีโอกาสได้ลิ้มรสชาติอันเข้มข้นและกลิ่นหอมกรุ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของมัน ทว่าเจ้าชายสโนว์กลับบอกว่าเหม็น

“ข้าคิดว่าท่านอาจจะต้องการเครื่องดื่มที่ช่วยให้ท่านรู้สึกกระปรี้กระเปร่า”

“ไม่ เอามันออกไป” ทันใดนั้นทั้งเหยือกกาแฟและถ้วยกระเบื้องในมือไอแซคก็พลันหายไป

ไอแซคตกตะลึงหันรีหันขวาง แต่แล้วเขาก็กลืนน้ำลายกลับคืนสู่ความสำรวมตามเดิม “เช่นนั้นเจ้าชายจะรับชาไหมครับ”

“ข้าไม่เอาอะไรทั้งนั้น ข้าจะนอน ออกไป !” เจ้าชายขี้เซาส่งเสียงอู้อี้ออกมาจากใต้หมอน ไอแซคไม่อยากเชื่อว่าเขาจะได้เห็นภาพที่เจ้าหญิงน้อยของเขาทำเป็นประจำสมัยยังเป็นเด็กน้อยจากสโนว์

“ได้โปรดเถอะครับ ท่านต้องไปร่วมประชุมกับพวกขุนนาง เราต้องประกาศการกลับมาของท่าน และจัดพิธีสถาปนาต่าง ๆ ให้เรียบร้อย”

“นี่ !” ในที่สุดสโนว์ก็ทนไม่ไหว เขาลุกขึ้นมาจ้องหน้าไอแซคด้วยอารมณ์คุกรุ่น “ถ้าข้านอนไม่ครบแปดชั่วโมงมันจะทำลายความงามของข้านะรู้ไหม เห็นแก่ที่เจ้าเป็นคนสนิทของโรสเรด ข้าจะไม่สาปเจ้า แต่ถ้าเจ้ายังบังอาจกวนใจข้า ข้าจะ…” สโนว์ยังบ่นไม่ทันจบไอแซคก็แทรกขึ้นอย่างสุภาพ

“ขออภัยด้วยครับ แต่นับจากนี้เป็นต้นไปข้าเป็นผู้ติดตามของท่านครับ หน้าที่ของข้าคือดูแลท่าน คอยแนะนำสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้ท่านปรับตัวเข้ากับชีวิตในปราสาทนี้อย่างเป็นสุข การตัดสินใจของสมาชิกราชวงศ์สามารถส่งผลกระทบต่อความเป็นไปของอาณาจักร ดังนั้นท่านจำเป็นต้องมีที่ปรึกษาครับ”

สโนว์อ้าปากค้าง ซาครามไม่เชื่อใจสโนว์ เสนาบดีเฒ่าสั่งให้ไอแซคคอยติดตามสอดส่องพฤติกรรมน่าสงสัยของสโนว์และรายงานความเคลื่อนไหวให้ซาครามทราบอยู่เสมอ แต่เมื่อได้มาเห็นด้วยตาตนเองเช่นนี้แล้ว ไอแซคอดคิดไม่ได้ว่าความกลัวของเขาช่างไร้สาระ

“เจ้าน่ะเป็นอัศวินประจำตัวโรสเรดไม่ใช่เหรอ เลิกกระดิกหางวิ่งตามน้องสาวข้าแล้วรึไง ไม่กลัวคนมาลอบสังหารเจ้าหญิงสุดที่รักของเจ้าหรือ หึ ๆ”

ไอแซคสะอึก เขาถูกปรามาสเสมอว่าได้ตำแหน่งอัศวินมาด้วยเส้น ไอแซครู้ตัวดีว่าความสามารถของเขาไม่ใช่ความเชี่ยวชาญในการตวัดดาบ หากเป็นมันสมองอันปราดเปรื่องและการแทรกซึมเก็บข้อมูลได้อย่างไม่มีตกหล่นข้างกายโรสเรดต่างหากที่เป็นจุดแข็งซึ่งไม่มีผู้ใดมายืนตำแหน่งนี้แทนเขาได้ แต่สถานการณ์ตอนนี้ ‘ความชั่วร้ายแห่งป่าดำ’ คือปัญหาที่ต้องสะสางอย่างเร่งด่วน

ด้วยความเยือกเย็นไอแซคเลือกก้มหัวลงทำความเคารพสโนว์และแอบซ่อนความรู้สึกของตน “ตอนนี้ข้ามีหน้าที่ดูแลรับใช้ท่านครับ”

“ไม่กลัวข้าสาปเจ้ารึ ?”

“นับตั้งแต่ที่ท่านกลับมายังคาราบาส ท่านก็ไม่ใช่พ่อมดจากป่าดำอีกแล้วครับ ท่านคือเจ้าชายสโนว์แห่งคาราบาส และข้าเชื่อว่าเกียรติยศที่ไหลเวียนอยู่ในสายเลือดของท่านยิ่งใหญ่กว่าอารมณ์ชั่ววูบ” สโนว์หน้าชา เขาถึงกับต้องสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ไม่เคยมีใครใช้คำพูดทำร้ายเขาได้ทรงอานุภาพเท่านี้มาก่อน “ท่านเพียบพร้อมไปด้วยเกียรติ เปี่ยมด้วยพลังเวทมนตร์ อำนาจของท่านสามารถสยบทุกคนในอาณาจักรนี้ ข้าเชื่อว่าท่านคงไม่ทำเรื่องไร้สาระที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อคาราบาสหรอกครับ”

สโนว์หัวเราะเสียงดัง “ฮ่า ๆ เจ้าอวดว่าตัวเองมีประโยชน์ต่อคาราบาส

เช่นนั้นรึ”

เขาเป็นบุตรของซาครามและเป็นพี่เลี้ยงที่คอยล้างสมองโรสเรด ราวกับว่าอาณาจักรนี้ดำเนินไปตามความประสงค์ของเสนาบดีเฒ่า

“แน่นอนครับ และข้าจะเป็นประโยชน์ต่อท่านเช่นกัน ข้าสาบานจะจงรักภักดีต่อราชวงศ์จนกว่าชีวิตจะหาไม่”

ความอวดดีของไอแซคช่างน่ารำคาญ สโนว์รู้สึกขัดใจเพราะสักวันชายคนนี้คงหันคมมีดเข้าใส่เขาเพื่อโรสเรดเป็นแน่

สโนว์ลุกขึ้นจากเตียง เขาก้าวเข้ามาหาไอแซคช้า ๆ สโนว์จงใจหยุดฝีเท้าตรงหน้าเมื่อเหลือระยะห่างระหว่างกันเพียงแค่ก้าวเดียว ทั้งคู่ประสานสายตากัน บรรยากาศกดดันจากร่างของสโนว์แผ่ขยายออกไปทั่วห้อง

“แม้ว่าจะต้องสละชีพเพื่อข้า เจ้าก็ยอมรึ ไอแซค โวล์ฟ”

“ครับ เพื่อคาราบาส” ไม่เพียงแต่รับปาก ทว่าไอแซคยังคุกเข่าลงข้างหนึ่ง เขาช้อนมือของสโนว์ดึงเข้าหาริมฝีปากแล้วจุมพิตลงบนหลังมือ นอกจากนี้ไอแซคยังจับชายผ้าของเสื้อคลุมขึ้นมาจุมพิตอีกด้วย เป็นการแสดงความเคารพอย่างสูงที่สุดเท่าที่ข้ารับใช้คนหนึ่งจะกระทำต่อนายเหนือหัว

“และเพื่อทำให้ท่านกลายเป็นเจ้าชายผู้เป็นความหวังของคาราบาสได้อย่างเต็มภาคภูมิ แม้จะต้องเสียสละสิ่งใด ข้าก็จะทำครับ” ไอแซคพร้อมขัดขวางแผนการของเขาแน่นอน สโนว์รู้สึกขวางหูขวางตาชายคนนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ แต่แล้วไอแซคกลับพูดต่อราวกับไม่เคยมีการหยั่งเชิงเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ “ดังนั้น แต่งตัวเถอะครับ สภาขุนนางรอท่านอยู่”

สโนว์ยืนอึ้ง เมื่อตั้งสติได้เขาก็ดึงเสื้อคลุมบางเบาของตนคืนมาจากมือของไอแซคอย่างแรง “ข้าต้องการเวลาส่วนตัว เจ้าคงไม่รบกวนเวลาแต่งตัวของข้าหรอกนะ” นอกจากจะฉลาดเป็นกรดแล้วยังช่างตื๊อ ไอแซคถูกสโนว์หมายหัวให้เป็น ‘ตัวเกะกะน่ารำคาญ’ อันดับหนึ่งเสียแล้ว

สโนว์เดินหนีไอแซคหายไปหลังฉากกั้นสำหรับเปลี่ยนเสื้อผ้า เขาจึงไม่เห็นว่าไอแซคที่ยังคุกเข่าอยู่ลอบยิ้มให้กับชัยชนะของตัวเอง “ครับ ข้าจะรอท่านอยู่ตรงนี้เผื่อท่านอยากเรียกใช้ข้า”

“ไม่ ! ออกไปให้พ้นจากห้องของข้าเดี๋ยวนี้” นอกจากเสียงตะโกนอย่างหงุดหงิดแล้วยังมีเสียงเสียดสีของเนื้อผ้าบ่งบอกกิจกรรมของคนหลังฉาก

ไอแซคคำนวณเวลารอพลางคิดหาข้ออ้างสำหรับการปรากฏตัวสายของสโนว์ต่อสภาขุนนางตามความเคยชิน แต่จะมีใครกล้าตำหนิพ่อมดว่ามาประชุมสายด้วยหรือ เขาเอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดี “ข้าเตรียมชุดไว้ให้ท่านเรียบร้อยแล้วนะครับ ช่างตัดเย็บเร่งทำชุดนี้สุดฝีมือเพื่อเจ้าชาย เราหวังว่ามันจะพอดี แต่ถ้าหากท่านไม่สบายตัว…”

“ไม่ ! ข้าจะไม่ใส่ของพรรค์นั้นเด็ดขาด” ไอแซคเห็นแขนของสโนว์ชูสูงขึ้นเลยฉากกั้น ในมือขาวเนียนข้างนั้นกำคทาสีดำอันคุ้นตา และเมื่อสโนว์โบกมัน ชุดที่พาดอยู่บนแขนของไอแซคก็อันตรธานหายไป

ไอแซคชักจะชินกับปรากฏการณ์นี้เสียแล้ว “เหล่าช่างตัดเย็บอุตส่าห์ตั้งใจทำชุดนี้เพื่อท่าน ถึงเป็นเจ้าชายก็ใช่ว่าจะเสกสิ่งของหายไปได้ตามใจชอบ มันสิ้นเปลืองงบประมาณนะครับ ถ้าท่านไม่ชอบท่านเพียงแค่ปฏิเสธมันอย่างสุภาพ นี่คือมารยาทพื้นฐานของชนชั้นสูงครับ”

“หุบปาก !”

เมื่อสิ้นเสียงของสโนว์ ไอแซคก็พบว่าเขาถูกมือที่มองไม่เห็นลากมาโยนไว้ที่สระน้ำหน้าปราสาท แม้น้ำไม่ลึกมากนัก ทว่าด้วยความตกใจกับประสบการณ์แปลกใหม่ทำให้ไอแซคเผลอกลืนน้ำในบ่อไปหลายอึก เขาเพิ่งถูกสโนว์วาร์ปมาลงบ่อ ผู้ติดตามหนุ่มปาดวัชพืชน้ำออกจากศีรษะพลางสบถ “คนพี่รับมือยากกว่าคนน้องเยอะเลยแฮะ”

 

“ให้ตายเถอะมิลเลอร์ ! ข้าเกลียดไอ้หมอนั่น ไม่เคยมีใครกล้าต่อปากต่อคำกับข้ามาก่อน อ้อ ! ยกเว้นเจ้านะแต่ข้ายกให้ ข้าว่ามันต้องมาคอยสืบเรื่องของข้าแน่ ๆ เจ้าว่าข้าควรจะทำอย่างไรดี เจ้ามีแผนสองไหม ข้าฆ่ามันได้เลยรึเปล่า ไม่ ๆ ถ้าทำอย่างนั้นทุกคนจะไม่ไว้ใจข้า… มิลเลอร์ ! เจ้าอย่าเงียบสิ”

สโนว์เดินไปเดินมาหน้ากระจกวิเศษ เขาบ่นเป็นหมีกินผึ้งจนกระจกวิเศษยังเวียนหัวตาม “โอ้ เจ้าชายที่รัก ถึงข้าจะรอบรู้สักแค่ไหนแต่ข้าไม่สามารถตอบทุกคำถามให้ท่านได้ภายในคำตอบเดียวหรอกนะ”

“ประชดเก่ง !” สโนว์หันมาทำตาเขียวใส่มิลเลอร์ แต่แล้วเขาก็ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นหน้ากระจกวิเศษ สโนว์ยกมือขึ้นแตะบานกระจกพลางลากนิ้วไปตามภาพสะท้อนของตน ใบหน้าขาวซีดปราศจากเครื่องสำอางปกปิด ทว่ากลับมีแต่ความกังวลครอบงำ เขายังคงเป็นเด็กชายตัวเล็กกระจ้อยร่อยคนเดิมกับในฝัน ฝันร้ายที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ดึงเขากลับไปสู่อดีตที่เจ็บปวด “บอกข้าทีมิลเลอร์ ข้าต้องทำเช่นไรถึงจะผ่านเรื่องนี้ไปได้”

เจ้าชายสโนว์ไม่เคยรู้ชาติกำเนิดของตนเลยจนกระทั่งวาระสุดท้ายของราชินีใจร้ายมาถึง นางสาปเขาและสั่งให้เขากลืนกินหัวใจของนางเพื่อแก้คำสาป สโนว์รู้ดีว่าคำสาปที่อาจารย์ร่ายใส่เขานั้นส่งผลรุนแรงถึงชีวิต หนทางแก้คำสาปมีอยู่สองทาง หนึ่งคือให้ผู้ร่ายคาถายกเลิกคำสาปนั้น หรือสอง ฆ่าผู้ร่ายคำสาปและกินหัวใจเพื่อแก้คำสาป ทว่าพลังชีวิตของแม่มดร้ายอ่อนแอเกินไป อำนาจเวทมนตร์ของนางไม่เพียงพอจะแก้ไขคำสาปให้เขาได้ทั้งหมด นางจงใจบีบให้เขาต้องเลือกทางสุดท้ายเพราะต้องการให้เขาสืบทอดอำนาจของนาง ทว่าสโนว์ไม่เคยต้องการอำนาจเหล่านั้น เขาต้องการเพียงเสียงดุด่าจากอาจารย์ในทุก ๆ เช้าที่ลืมตา ป่าดำนั้นเงียบเหงาเกินไป ไร้ซึ่งชีวิต มีเพียงเสียงลมหายใจของสัตว์ร้ายเท่านั้น เด็กชายตัวน้อยหวาดกลัวความเงียบ สโนว์เกลียดความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวรอบ ๆ ตัว

แม้อาจารย์จะเย็นชากับสโนว์ แต่หัวใจของนางนั้นอบอุ่น มันเต้นตุบ ๆ อยู่ในมือของเขาในยามที่อาจารย์ยิ้มออกมาอย่างมีความสุขเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายต่อหน้าเขา คำสั่งสุดท้ายที่นางรวบรวมพลังบอกเขาคือคำว่า ‘ลงมือ’ ก่อนจะหลับตาลงเตรียมรับความเจ็บปวดในยามที่ฟันของเขาฉีกกัดหัวใจของนาง ความทรงจำในยามที่ริมฝีปากสัมผัสกับก้อนเนื้อมีชีวิตและรสชาติหัวใจสดใหม่ในปากยังทำให้สโนว์รู้สึกอยากขย้อนอยู่เสมอ เขาเกลียดความรู้สึกนั้น ทว่าสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นทำให้เขาเกลียดยิ่งกว่า

ด้วยพลังของสโนว์ที่ได้รับการสืบทอดอำนาจจากแม่มดร้ายทำให้เขาสามารถควบคุมกระจกวิเศษได้ เจ้าชายน้อยผู้มีจิตใจอ่อนโยนเอ่ยถามกระจกด้วยความไร้เดียงสาว่าเขาจะช่วยอาจารย์ได้อย่างไร ทว่าความเป็นจริงที่กระจกวิเศษแฉออกมาทำให้เจ้าชายน้อยหัวใจสลาย อาจารย์คือคนร้ายที่ขโมยเขามาจากครอบครัวอันอบอุ่น มิหนำซ้ำนางยังเคยวางแผนฆ่ามารดาของเขา

อารมณ์ผิดหวังอย่างรุนแรงและหัวใจที่แหลกสลายคือสิ่งที่ดึงดูดพลังด้านลบให้ครอบงำสโนว์ได้เร็วขึ้น ทันทีที่เสียงกรีดร้องโหยหวนของเด็กชายผู้เคราะห์ร้ายจบลง ความชั่วร้ายก็ครอบงำหัวใจเขาได้สมบูรณ์ เพียงการอาละวาดครั้งแรกของพ่อมดน้อยที่พึ่งได้รับการสืบทอดพลัง อำนาจของสโนว์ก็ขยายอาณาเขตของป่าดำกลืนกินป่าข้างเคียงออกไปอีกไกล สิ่งมีชีวิตในป่าถูกสาปให้กลายเป็นความชั่วร้าย เหล่าต้นไม้ต่างยืนตายซากรอวันกลายเป็นอสูร สัตว์น้อยใหญ่พากันหนีออกจากป่าและมีไม่น้อยที่สังเวยชีวิตให้แก่อำนาจของป่าดำ

ข่าวลือแพร่ไปไกล อันตรายใหม่กำลังมาเยือน ไม่ใช่แค่ป่าต้องสาป ทว่าเป็นป่าแห่งความชั่วร้าย เด็กชายต้องอาศัยอยู่กับความเหน็บหนาวในป่าไร้ชีวิต มีเพียงกระจกวิเศษและเวทมนตร์ของตนเท่านั้นสำหรับการเอาชีวิตรอด สโนว์ไม่สามารถหนีจากคำสาปชั่วร้ายของตนได้เลย ไม่มีใครช่วยเขาได้อีกแล้ว

 

“ข้าว่าเจ้าชายเป็นไบโพลาร์”

“เจ้าหมายความว่าอย่างไรรึไอแซค เจ้าหมายถึงเขาเป็นพวกสติไม่ดีเช่นนั้นรึ”

“ประมาณนั้นแหละท่านพ่อ เขาร้ายกาจ อารมณ์แปรปรวน เหมือนแม่มดแก่ ๆ ที่สมควรถูกจับเผาทั้งเป็น” ไอแซคบ่นพลางมองตัวเองที่เปียกม่อล่อกม่อแล่กไปทั้งตัว ไม่เคยมีใครเล่นแรงกับเขาเช่นนี้มาก่อน “ต่อให้เขาเป็นพ่อมด แต่ข้าว่าเราใช้ประโยชน์จากเขาได้” ไอแซคย้ำความหมายสื่อความนัยไปให้ซาคราม “เขาเป็นพี่ชายของท่านโรสเรด และเป็นพ่อมด ข้าว่าบางทีเจ้าชายอาจเป็นทางออกของเรา”

“เจ้ามั่นใจรึ” ซาครามกังวลกับแผนของลูกชาย และไอแซคก็ตอบบิดาของเขาไปตามตรง

“ข้าจะพยายาม ข้าสาบานไว้แล้วว่าข้าจะปกป้องอาณาจักรที่ท่านรักแห่งนี้ เพื่อราชินีสโนว์ไวต์และท่านโรสเรด” สองพ่อลูกต่างมีสีหน้าหนักใจ หมากตัวนี้ช่างอันตรายยากจะควบคุม

ในที่สุดบานประตูห้องพักของสโนว์ก็เปิดออก ไอแซคเหลือบมองเจ้าชายผู้ใช้เวลาแต่งตัวนานยิ่งกว่าเขาที่วิ่งจากสระน้ำหน้าปราสาทกลับไปยังห้องพักเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วกลับมารอเจ้าตัวหน้าประตูห้องด้วยความรู้สึกหลากหลาย เขาหน่ายใจเหลือเกิน

วันนี้เจ้าชายสโนว์แห่งคาราบาสก็ยังคงแต่งหน้าหนาเตอะ ฟาดสโมกกี้อายและลิปสีดำเช่นเคย แต่อะไรไม่ร้ายเท่าชุดรัดรูปชวนให้รู้สึกร้อนรุ่มทุกครั้งยามมอง เสื้อตัวในทำจากผ้าเนื้อบางแถมเปิดอกไร้กระดุม กางเกงก็เข้ารูปเน้นสัดส่วนอวดสะโพกชวนตะขิดตะขวงใจ เสื้อคลุมยาวตัวนอกให้อารมณ์ดิบเถื่อนเพราะทำจากหนังสัตว์มีเกล็ดสีดำเงางามส่วนกลางอกมีจี้รูปมังกรล้อมผลึกสีม่วงรูปแบบคุ้นตาห้อยอยู่กับสร้อยคอสีเงิน ไอแซคได้แต่ถอนหายใจอีกครั้ง รสนิยมของเจ้าชายแห่งคาราบาสมีปัญหาแน่นอน

เมื่อเห็นสายตาของไอแซคจ้องมองมาที่ของวิเศษบนคอของตนสโนว์ก็อดไม่ได้ที่จะหาเรื่องยั่ว “ไม่ชอบสร้อยใหม่ของข้าเหรอ” สโนว์ยิ้มเยาะในใจ ไม่มีพ่อมดคนไหนปล่อยให้คทาวิเศษอยู่ห่างกายกันหรอก ไอแซคไม่มีวันขโมยมันไปจากเขาได้ ทว่าไอแซคกลับพูดไปอีกเรื่อง “ท่านไม่ควรเปิดเผยหน้าอกของท่านมากขนาดนี้ ข้าว่ามันไม่สุภาพนะครับ”

“ใครกล้าลวนลามข้า ข้าจะสาปมัน”

“หืม ?!” ไอแซคถึงกับงง สโนว์พูดราวกับว่าเคยถูกลวนลามเช่นนั้นแหละ ในโลกนี้มีคนโง่ที่กล้าคิดสั้นเช่นนั้นด้วยหรือ

“ก็… ก็ข้าพอใจจะแต่งตัวแบบนี้ พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์มาวุ่นวาย เรือนร่างของข้า ข้าจะทำอะไรมันก็เรื่องของข้า” ไอแซคแทบหลุดหัวเราะ แต่เขาก็เก็บอาการและเอ่ยตอบสโนว์

“เจ้าชายครับ ในสังคมเรามีสิ่งที่เรียกว่ามารยาทและกาลเทศะอยู่นะครับ”

“หุบปาก ! อยากลงไปเล่นน้ำในสระอีกรอบรึไง”

“เวทมนตร์ของท่านส่งข้าไปอยู่ที่สระได้อย่างไร เหมือนข้าหายตัวแล้วไปปรากฏยังสถานที่อีกแห่งได้ในพริบตา ข้านึกว่าท่านควบคุมได้แต่เฉพาะสิ่งของไร้ชีวิตเสียอีก”

“เจ้าควรจะหุบปากเอาไว้นะ ไอแซค โวล์ฟ คิดจะหาจุดอ่อนของข้ารึอย่างไร”

“ขออภัยด้วยครับ ข้าเพียงแค่อยากทำความเข้าใจกับเวทมนตร์ของท่าน” ไอแซคเจื้อยแจ้วอย่างลื่นไหล สมกับเป็นนักพูดที่กล่อมเจ้าหญิงหัวดื้ออย่างโรสเรดได้อยู่หมัด สโนว์รู้สึกไม่ไว้ใจชายคนนี้มากขึ้นทุกที

“ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องรู้ ! รีบ ๆ นำทางข้าไปยังห้องประชุมสักที”

 

ทุกคนในห้องประชุมต้องกระสับกระส่ายเมื่อผู้เข้าร่วมประชุมคนสำคัญยังมาไม่ถึง การประชุมวาระพิเศษนี้นอกจากจะมีสมาชิกสภาขุนนางมากันครบแล้วยังมีเจ้าชายกีเดียนส์ที่ถูกล้มงานหมั้นเข้าร่วมประชุมด้วยอีกคน สโนว์ไวต์ใจคอไม่ดีเมื่อสโนว์ไม่มาปรากฏกายสักที นางหันไปถามซาครามด้วยสายตาอยู่บ่อยครั้ง แต่ซาครามก็ทำอะไรไม่ได้ ไอแซคแยกตัวไปหาสโนว์นานแล้วแต่จนป่านนี้ลูกชายของเขายังไม่กลับมาเสียที

คงมีเพียงแต่โรสเรดที่ลอบยิ้มเพราะสะใจที่เหล่าขุนนางยังคงหวาดผวากับอำนาจเวทมนตร์ของสโนว์ พี่ชายของเธอพูดถูก เมื่อรุ่งอรุณมาเยือน ร่างของเหล่าแมลงที่กระจัดกระจายไปทั่วปราสาทก็กลับกลายเป็นมนุษย์คุ้นหน้าคุ้นตานอนโป๊อยู่ พวกตาแก่งี่เง่าที่เธอเคยรำคาญกำลังขวัญกระเจิงยกสภา เรื่องแบบนี้ไม่ได้มีให้เห็นบ่อยนัก นี่มันน่าสนุกสุด ๆ ไปเลยสำหรับเธอ

และแล้วเสียงส้นรองเท้ากระแทกกับพื้นกระเบื้องก็ดังขึ้น บานประตูของห้องประชุมก็เปิดออก โรสเรดเห็นพี่ชายของเธอก้าวเข้ามา ท่าทางของเขายังคงยั่วยวนและสง่างามไปด้วยเช่นเคย เธออดนึกเปรียบเทียบไม่ได้ ทั้งเขาและเธอต่างก็ไม่มีหน้าอกเหมือนกันแต่ทำไมสโนว์ถึงได้ดูดึงดูดใจมากนัก มันต้องเป็นเพราะคำอำนวยพรของนางฟ้าแม่ทูนหัวแน่นอน พี่ชายของเธอถึงได้งดงามจนไม่อาจละสายตาแม้ว่าจะสัมผัสได้ถึงความอันตราย แต่ที่แย่ก็เห็นจะเป็นแฟชั่นกอธิกที่ไม่เข้ากับบรรยากาศการประชุมสุดทางการนี่แหละ ถ้าไอแซคยอมให้พี่ชายเธอใส่ชุดบ้า ๆ นี่มาประชุมได้แล้วทำไมเขาไม่ยอมให้เธอใส่ชุดกางเกงเข้าประชุมบ้างนะ โลกไม่เคยยุติธรรมสำหรับผู้หญิงเลย

“สวัสดีทุกท่าน รอข้านานไหม” สโนว์เยื้องย่างเข้ามาในห้องโดยมีไอแซคเดินตามหลัง เขาแอบส่งสัญญาณให้ซาครามด้วยการส่ายศีรษะเบา ๆ “แหม มากันครบเลยนะ เหล่าขุนนางที่รักของข้า”

เมื่อพ่อมดปรากฏตัว เหล่าขุนนางต่างตัวสั่น สโนว์จงใจเดินเข้าไปหามาควิสอัลเฟรดแล้วก้มหน้าลงไปใกล้พลางใช้นิ้วชี้ช้อนใต้คางของมาควิสอัลเฟรดบังคับให้เขาหันหน้ามาสบตา แล้วกระซิบด้วยเสียงซุกซน “ว่าไงท่านอัลเฟรด เมื่อคืนท่านสนุกกับประสบการณ์แสนวิเศษที่ข้ามอบให้หรือไม่” สโนว์ยิ้มชั่วร้าย สายตาทรงพลังของสโนว์ทำให้มาควิสผู้โลภมากตัวสั่นพูดไม่ออกด้วยความกลัว เล็บโลหะที่ติดอยู่กับปลอกนิ้วทั้งสิบของสโนว์คมกริบราวกรงเล็บของอสูรร้าย

บรรยากาศอันตรายปกคลุมไปทั่วห้อง ไม่มีใครรู้ว่าพ่อมดผู้ชั่วร้ายคิดจะทำอะไรอีก แต่สโนว์กลับรู้สึกดีเป็นอย่างมาก กลิ่นความกลัวที่ลอยอบอวลในอากาศทำให้เขาเบิกบาน “จุ๊ ๆ ดูสิ ใครกลัวข้าจนตัวสั่นแล้ว… โถ ข้าน่ะเป็นเพียงเจ้าชายไม่ประสีประสานะ ท่านชอบแบบนี้ไม่ใช่เหรอ” เจ้าชายมือใหม่แกล้งขยับมือยั่วเย้าราวกับจะปลอบประโลมคนตัวสั่น แต่เขากลับจิกนิ้วลึกลงไปแล้วผละกายออกห่าง เลือดหยดเล็ก ๆ ซึมออกมาติดปลายเล็บโลหะ มาควิสอัลเฟรดร้องโอดโอยพลางกุมแก้มของตน

สโนว์ยกมือขึ้นแลบลิ้นเลียเลือดที่ติดอยู่บนปลายเล็บ เขายิ้มเยาะแล้วเอ่ยอย่างสมเพช “เลือดของคนขี้ขลาดรสชาติช่างจืดชืด” สโนว์ปรายตามองขุนนางทุกคนในห้องประชุมเพื่อข่มขวัญก่อนจะมองไปยังหัวโต๊ะที่สโนว์ไวต์นั่งอยู่ “ถ้าท่านแม่ไม่ว่าอะไร ข้าขอเก้าอี้ตัวนี้ได้หรือไม่”

การเปิดฉากอย่างตรงไปตรงมาของสโนว์ทำเอาทุกคนตกตะลึง

สโนว์ไวต์พูดอะไรไม่ออก ซาครามจึงเป็นฝ่ายเอ่ยปากตำหนิสโนว์เอง “ท่านทำเกินไปแล้วครับเจ้าชาย ที่ตรงนี้เป็นของผู้ปกครองอาณาจักรนี้เท่านั้น ตัวท่านเป็นเพียงเจ้าชาย ยังไม่มีสิทธิ์ในบัลลังก์นี้”

“ไม่เอาน่าซาคราม” สโนว์ส่งเสียงหัวเราะคล้ายขำเสียเต็มประดา “แล้วทีเจ้าพวกนี้ใช้ระบบสภายึดอำนาจจากแม่ข้า ปล่อยให้นางนั่งเป็นหัวหลักหัวตอไม่มีสิทธิ์มีเสียงใดในอาณาจักรของตัวเองเล่า” พ่อมดพ่วงด้วยตำแหน่งเจ้าชายกวาดตามองไปรอบห้องด้วยแววตาประสงค์ร้าย “ข้าก็แค่มาทวงของของข้าคืน หึ !”

เจ้าชายสโนว์ขยับเข้าไปใกล้ราชินีสโนว์ไวต์ เขาย่อตัวลงนั่งกับพื้นพลางเกยคางไว้บนตักของมารดาอย่างออดอ้อน “ในห้องนี้ท่านจะนั่งตรงไหนก็เหมือนกันจริงไหมท่านแม่ พวกเขาไม่เคยสนใจความเห็นของท่านเลย โธ่… ราชินีที่ไร้อำนาจ โรสเรดก็ไม่พ้นถูกพวกเขาบังคับ ข้าล่ะสงสารพวกท่านจัง” สโนว์ยกมือของสโนว์ไวต์ขึ้นมาแนบแก้มแล้วจุมพิตหน้ามือของมารดา “ดังนั้น ยกที่นั่งตรงนี้ให้ข้าไม่ดีกว่าหรือท่านแม่”

สโนว์ไวต์ถูกสายตาของสโนว์สะกดจนใจอ่อน เหมือนนางอยากตามใจลูกชายสุดที่รักชดเชยให้กับวันเวลาที่สูญเสียไป

“ได้สิจ๊ะ” เธอตอบ

เขาคือเจ้าชายลำดับที่หนึ่ง ในเมื่อสิ่งที่เขาขอคือสิ่งที่ควรจะเป็นของเขาแล้วเหตุใดนางจะให้สโนว์ไม่ได้

“อย่างไรอาณาจักรนี้ก็ต้องเป็นของเจ้าอยู่แล้ว แม่ดีใจที่เจ้ากลับมานะสโนว์”

และแล้วสโนว์ไวต์ก็ออกคำสั่งกับเหล่าขุนนางเป็นครั้งแรก “ทุก ๆ ท่านจงฟัง ด้วยอำนาจของราชินี นับแต่นี้ต่อไป ข้าขอแต่งตั้งให้เจ้าชายสโนว์เป็นตัวแทนของข้าและมีอำนาจตัดสินใจแทนข้าทุกเรื่อง นามของเขาศักดิ์สิทธิ์เทียบเท่าตราประทับของข้า และข้าหวังว่าทุกท่านจะให้ความร่วมมือกับเขานะ”

ขุนนางบางคนแทรกขึ้นว่าสิ่งนี้ไม่ถูกต้องตามธรรมเนียม ขอร้องให้ราชินีทบทวนคำประกาศเสียใหม่

“โอะโอ รึเจ้าคิดจะกบฏ” ในขณะที่ขุนนางผู้นั้นยังจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่สโนว์กลับชิงลงมือเสียแล้ว “ทหาร ! จับมันไปขังคุก” คำสั่งสายฟ้าแลบทำให้ทหารลังเล เหล่าขุนนางมองหน้ากันเพื่อหารือ แต่สโนว์ไม่เปิดโอกาสให้ใครอีก เขาข่มขู่อย่างต่อเนื่อง “หรือให้ข้าสาปทั้งเจ้าและมัน”

กบฏผู้ถูกยัดข้อหาถูกลากออกไปนอกห้องประชุมทันที เหล่าขุนนางพากันก้มหน้าลงด้วยเกรงกลัวอำนาจของสโนว์ เขาคือเจ้าชายผู้ถือสิทธิ์เทียบเท่าราชินี และสโนว์ช่างโหดเหี้ยมเด็ดขาดไม่เหมือนโรสเรดที่พวกเขาใช้ข้ออ้างโดยชอบธรรมบงการเจ้าหญิงน้อยได้ ไม่มีใครอยากเสี่ยงกับอารมณ์ของพ่อมดร้าย

รอยยิ้มชั่วร้ายของสโนว์บ่งบอกถึงอารมณ์เบิกบานสุดขีด เขาหย่อนสะโพกลงนั่งบนบัลลังก์ ผู้มีศักดิ์เป็นเจ้าชายไขว้ขาขึ้นมาพาดกับโต๊ะแล้วเอนหลังเอกเขนกด้วยท่าทางไม่สุภาพ มือของเขาคลึงจี้ที่ห้อยอยู่ตรงคอเบา ๆ พลางกวาดตามองผู้ร่วมประชุมในห้อง “เอาล่ะ มีใครจะถอนตัวอีกไหม ข้าอนุญาตให้ออกไปได้ แต่ไปแล้วไม่ต้องกลับมาอีกนะ ส่วนตำแหน่งที่ว่างเดี๋ยวข้าดูแลเอง กฎเดียว ใครขัด ข้าสาป !”

เจอแบบนี้จะมีใครกล้าขัดขวางแผนการของพ่อมดผู้ชั่วร้ายอีก ไอแซคลอบสบตากับซาคราม สองพ่อลูกมองไปยังโรสเรดที่มีสีหน้าสะใจแบบปิดไม่มิด

ผู้คนในห้องหายใจหายคอไม่ออก กีเดียนส์ต้องขยับผ้าผูกคอคลายความอึดอัดพลางกลืนน้ำลาย เขาไม่อยากเชื่อว่าคนคนนี้เป็นเจ้าชายแห่งคาราบาสเลย ไร้ซึ่งมารยาทอันดีงามและขาดคุณสมบัติของผู้ปกครองที่ดี สโนว์คือเผด็จการ แต่ที่แย่ยิ่งกว่าก็คือนอกจากจะเป็นเจ้าชายทรราชแล้วสโนว์ยังเป็นพ่อมดผู้ชั่วร้ายอีกด้วย

“โอ๊ะโอ ดูซิว่าใคร เจ้าชายต่างอาณาจักรอย่างเจ้าสนใจเรื่องภายในของคาราบาสด้วยหรือ”

กีเดียนส์ชักจะทนไม่ไหวกับความกวนประสาทของสโนว์แล้ว

“แย่หน่อยนะข้ากลับมาแล้ว แผนครอบครองคาราบาสของเจ้าเลยจบเห่”

“พอเถอะ !” สิ่งที่ทำให้กีเดียนส์ร้อนรนคงไม่พ้นน้ำเสียงของสโนว์ ราวกับเขาใส่เวทมนตร์ลงไปในเสียงพูด กีเดียนส์ไม่อาจทนถ้อยคำหมิ่นเกียรติ

เหล่านี้ได้อีก “ข้าต้องการตกลงเรื่องพันธสัญญาระหว่างพาเลอร์โมและคาราบาส”

“ยังมีอะไรให้ตกลงอีกรึไง” สโนว์เบื่อหน่ายปาหี่ของพวกเจ้าหญิงเจ้าชายเหลือเกิน รักแท้มีอยู่จริงเสียที่ไหน จะมีก็แต่ผลประโยชน์ล้วน ๆ “ข้าไม่ให้น้องสาวข้าแต่งกับเจ้า จบ !”

“เยส !” ถึงตอนนี้โรสเรดที่อดทนนั่งสงบเสงี่ยมมาตลอดก็เผยใบหน้ายิ้มกว้างอย่างมีความสุข อย่างไรเสียเลือดก็ย่อมข้นกว่าน้ำ เธอดีใจที่พี่ชายของเธอรักษาคำพูด

“เจ้าจะทำเช่นนั้นไม่ได้ ! สัญญาถูกร่างไว้แล้ว มีผลบังคับใช้ต่อเนื่อง ถึงเป็นเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ยกเลิกได้ง่าย ๆ”

“ข้าจะยกเลิก มีอะไรไหม ถือซะว่าสองอาณาจักรไม่เคยเซ็นสัญญานี้ก็แล้วกัน” ฉับพลันสัญญาทั้งสองฉบับก็ปรากฏในมือของสโนว์ เปลวไฟพวยพุ่งออกมาจากอุ้งมือ มันลามเลียแผดเผาสิ่งที่สโนว์ถือ เจ้าชายวายร้ายจ้องมองหนังสือสัญญาถูกเผากลายเป็นเถ้าถ่านอย่างไม่แยแส สโนว์หันไปสบตากับกีเดียนส์พลางยิ้มเยาะ “โฮะ ๆ ข้าเผามันแล้ว ดูซิว่าเจ้าจะอ้างอะไรได้อีก”

“เจ้า !” กีเดียนส์พูดไม่ออก เขาหันไปมองผู้ติดตามด้านหลังซึ่งกำลังมึนงงว่าสัญญาในกล่องหายไปปรากฏในมือของสโนว์ได้อย่างไร

“เจ้ากล้าหยามเกียรติของพาเลอร์โม เจ้าต้องการให้สองอาณาจักรบาดหมางกันรึ การกระทำอันชั่วร้ายของเจ้าจะนำภัยมาสู่คาราบาส”

“มีภัยใดที่อันตรายกว่าตัวข้าอีกรึ เจ้าชายกีเดียนส์” สโนว์จ้องมองกีเดียนส์ด้วยแววตาสงบนิ่งพลางถามด้วยเสียงเยือกเย็น ไอสีดำบาง ๆ ม้วนตัวคลอเคลียอยู่ข้างกายสโนว์ราวกับรอคำสั่ง “เจ้าลองบอกข้าทีซิว่า ระหว่างพาเลอร์โม และข้า ความชั่วร้ายแห่งป่าดำ สิ่งไหนอันตรายกว่ากัน”

“เจ้าควรตระหนักว่าหากพาเลอร์โมก่อสงครามนำทัพเข้าโจมตี คาราบาสจะต้องรับศึกหนัก เจ้ามีปัญญารับผิดชอบความสูญเสียที่เกิดขึ้นหรือเจ้าชายสโนว์”

กีเดียนส์ฉุนขาด เขาไม่เคยเห็นเจ้าชายคนไหนเห็นแก่ตัวได้อย่างร้ายกาจเช่นสโนว์มาก่อนเลย เจ้าชายไม่ควรก่อให้เกิดเรื่องกระทบกระทั่งระหว่างอาณาจักรจนลุกลามกลายเป็นสงคราม แต่สโนว์กลับไม่ใส่ใจผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อคาราบาสเลยสักนิด

“แหม ๆ ขอเพียงเจ้าตายทุกอย่างก็จบแล้ว ไม่ยากขนาดนั้นหรอก” น้ำเสียงกึ่งเย้ากึ่งท้าทายทำให้กีเดียนส์ฉุนขาด

“เจ้า !”

“ข้าไม่จำเป็นต้องลงมือเองหรอก แน่จริงเจ้าก็ลองเอาชีวิตให้รอดกลับมาจากพาเลอร์โมสิ ถ้าเจ้ารอดกลับมาได้ข้าอาจจะพิจารณารับเจ้าไว้เป็นองครักษ์ก็ได้นะ”

“เจ้าจะหยามเกียรติข้าเกินไปแล้วนะสโนว์ !” กีเดียนส์รู้ว่าสโนว์หมายถึงเรื่องใด ทว่าเขาไม่อาจทำใจเชื่อเรื่องใส่ร้ายป้ายสีท่านอาโดยไร้หลักฐานได้ เขาคิดว่าสโนว์จงใจปั่นหัวเขาเสียมากกว่า “ข้าไม่มีวันเชื่อเจ้า !”

“ไม่เชื่อก็ตามใจ แต่ข้าเผาสัญญาบ้า ๆ นั่นไปเรียบร้อย เจ้าและพาเลอร์โมไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไรจากคาราบาสได้อีก กลับอาณาจักรของเจ้าซะ เรื่องของคาราบาสข้าจัดการเองได้”ตลอดช่วงเวลาที่กีเดียนส์และพี่ชายของเธอทุ่มเถียงกัน โรสเรดได้แต่เอนตัวแนบไปกับพนักพิงเพื่อทำตัวลีบติดเก้าอี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เจ้าชายทรงเสน่ห์อย่างกีเดียนส์ขึ้นเสียงตอบโต้กับพี่ชายพ่อมด

ผู้ชั่วร้ายของเธออย่างไม่มีใครยอมใคร เสียงกวนประสาทยั่วโมโหของสโนว์ มันทั้งเหยียดหยามและมุ่งร้ายต่อผู้ฟังไปพร้อม ๆ กัน แม้แต่ตัวเธอที่เป็นน้องสาวแท้ ๆ ยังเกรงกลัว ทว่ากีเดียนส์กลับต้านทานคำขู่ฆ่าของสโนว์ได้ ไม่หวั่นเกรงต่ออำนาจเวทมนตร์ของพี่เธอเลยแม้แต่น้อย

“เจ้าจะต้องเสียใจเจ้าชายสโนว์ คาราบาสสูญเสียพันธมิตรอย่างพาเลอร์โมก็เพราะเจ้า” กีเดียนส์เอ่ยทิ้งท้ายไว้เช่นนั้นก่อนจะเดินออกจากห้องประชุมไปอย่างหัวเสีย

“ตามสบายนะ ข้าไม่ส่งล่ะ อ้อ ! เจ้าเองก็ระวังสูญเสียอาณาจักรด้วยล่ะ โฮะ ๆ” พ่อมดผู้ชั่วร้ายแผดเสียงหัวเราะขับไล่กีเดียนส์ออกจากห้องประชุม จวบจนบานประตูปิดลงอีกครั้ง สโนว์จึงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงร่าเริง “เอาล่ะ เลิกประชุม บ่ายนี้อากาศดีข้าจะจัดสวนใหม่ อ้อ ! ให้คนไปทำความสะอาดหอคอยฝั่งตะวันตกด้วยนะ ข้าจะใช้ที่นั่นเป็นห้องพัก”

“เจ้าชาย ! เราจำเป็นต้องหารือถึงผลกระทบจากเหตุการณ์นี้นะครับ หากพาเลอร์โมไม่พอใจพวกเขาอาจยกทัพมาทำสงครามกับเรา” ซาครามเอ่ยเตือน ทว่าสโนว์กลับทำเสียงเหนื่อยหน่ายเหมือนคนเกียจคร้าน “ไม่เอาน่าซาคราม ข้ารู้ว่าตาเฒ่าเจ้าเล่ห์อย่างเจ้าคิดแผนรับมือได้เสมอ” สโนว์แกล้งขยิบตาให้เขา “เจ้าเคยเป็นถึงผู้คุมกองทัพอัศวินดำคงไม่สิ้นลายง่าย ๆ หรอกจริงไหม แม่ทัพคนปัจจุบันก็เป็นเด็กปั้นของเจ้านี่ หึ ๆ” สโนว์มองไปรอบ ๆ ก่อนจะเปรยขึ้นไม่จริงจัง “ข้ารู้ทุกอย่าง”

แม้ซาครามจะมีท่าทีสงบนิ่ง แต่แท้จริงแล้วเขาหวั่นเกรงอำนาจหยั่งรู้ของสโนว์ไม่น้อย เขาคุ้นเคยกับพลังนี้ดี มันคืออำนาจของกระจกปีศาจที่ราชินีใจร้ายเคยใช้ ทำให้สโนว์รู้ความเป็นไปทุกอย่างภายในอาณาจักรนี้

สโนว์สะใจกับปฏิกิริยาของเหล่าขุนนาง เขาข่มขู่สำทับ “โฮะๆ อย่าได้คิดเชียวว่าพวกเจ้าจะซุกซ่อนความชั่วของตัวเองจากกระจกวิเศษของข้าได้ เพราะข้าชั่วร้ายยิ่งกว่าพวกเจ้ามากนัก หวังว่าพวกเจ้าจะกลับตัวกลับใจเป็นขุนนางที่น่ารักของข้ากันนะ หึ ๆ”

สโนว์ต้อนพวกเขาได้จนมุม โรสเรดอดทึ่งไม่ได้ หากเธอมีเวทมนตร์เหมือนกับสโนว์ เธอจะจัดการขุนนางพวกนี้ได้เช่นเดียวกับเขาหรือไม่

 

 

ตอนพิเศษ : My dear Snow White ==>
<== บทที่ 2
กลับหน้าหลัก

Facebook Comments
Wishlist 0
Open wishlist page Continue shopping