พระสนม (ฮา) ขย่มวัง | บทที่ 1 : สวัสดีหายนะ

I believe I can fly- / believe I can touch the sky- ฉันยังคงยิ้มอย่างอารมณ์ดีเหมือนคนบ้า แม้ว่าขณะนี้ตัวฉัน และสกู๊ปปีไอลูกรักกำลังพุ่งออกจากสะพานด้วยความเร็วหนึ่งร้อยยี่สิบ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ดิ่งลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาจากความสูงหนึ่งร้อยยี่สิบแปด เมตร อา… แค่จะหักหลบถุงขนมที่ปลิวมาตามทาง แต่ตันลืมไปว่าตัวเอง อยู่บนสะพาน เจริญพรจริง ๆ

หลังจากดิ่งลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ฉันก็ได้แต่ลืมตาในน้ำมอง สกู๊ปปีไอลูกรักที่ค่อย ๆ จมลงเยี่ยงเรือไททานิกด้วยจิตใจชอกชํ้า ก่อนจะ ว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำ จนกระทั่งโผล่ขึ้นมากลางดงดอกบัว… ตอนแรกฉันก็นึก สงสัยว่า ไอ้บ้าคนไหนเอาดอกบัวมาปลูกกลางแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะ ฉันขับรถผ่านอยู่ทุกวันก็เห็นแต่ผักตบชวาเขียวปึด

เคยได้ยินสุภาษิตไทยว่าเห็นกรงจักรเป็นดอกบัว แต่ไม่เคยคิดว่าจะเห็นผักตบชวาเป็นดอกบัวได้ด้วย โอ้ มายมุดดาห์…

ฉันเหลียวมองรอบตัวด้วยความแปลกใจเมื่อสะพานข้ามแม่นํ้า เจ้าพระยาที่ควรจะมือยู่กลับหายไป หนำซํ้ารอบ ๆ ตัวฉันกลับไรวี่แวว ของตึกรามบ้านช่อง มีแต่ต้นไม้และสิ่งก่อสร้างแปลก ๆ แม่น้ำเจ้าพระยาเองก็ดูแคบลง แถมยังเต็มไปด้วยกอบัวที่แข่งกันผลิดอกหลากสี ไม่สิ ! นี่มันไม่ใช่แม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว !

ฉันหน้าซีดมือไม้เย็นชืดรีบว่ายน้ำขึ้นฝังอย่างตื่นตระหนก เมื่อ มาถึงฝังฉันก็รีบยกมือขึ้นมาตบหน้าตัวเองอยู่หลายครั้งเพราะคิดว่า นี่อาจเป็นความฝันหรือภาพหลอน แต่ทุกอย่างรอบตัวก็ยังไม่หายไป หรือว่าฉันตกกระแทกน้ำแรงเกินไปเลยตายไปแล้ว !

ทว่ายังไม่ทันคิดฟังซ่านไปไกลกว่า’นั้น ความทรงจำของคน ๆ หนึ่งที่ชื่อ ‘จ้าวมู่หลิว’ ก็ไหลเข้ามาในหัว จึงทำให้ฉันเข้าใจได้ว่าตอนนี้ ฉันกำลังสิงอยู่ในร่างของจ้าวมู่หลิวคนนี้

โอ้พระเจ้าจอร์จ มันบ้าไปแล้ว ! ตอนนี้ฉันกำลังอยู่ในร่างของ คนอื่นหรือเนี่ย แต่ครั้นจะไม่ให้เชื่อว่าตัวเองเข้ามาสิงอยู่ในร่างร่างคนอื่น ก็ไม่ได้ เพราะดูจากสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัวแล้วที่นี่ไม่ใช่กรุงเทพ แน่นอน

นี่หมายความว่าฉันทะลุมิติมาสิงร่างคนอื่นเพราะขับสกู้ปปีไอ พุ่งลงจากสะพานดิ่งลงแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างนั้นสินะ แหม… โลกนี้ก็มี เรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาเหมือนกันนะเนี่ย ใครจะคิดว่าแค, แจ้นมอเตอร้ไซค6ไปส่งรายงานอาจารย์ปัาที่มหาลัยอยู่ดี ๆ จะทะลุมิติ มาเที่ยวเมืองจีนโดยไม่ต้องทำพาสปอร์ตแบบนี้…

“ฉัน… ข้า… โอ้ย ! นี่มันอะไรกันแน่เนี่ย !”

ข้านั่งอยู่ริมสระเพื่อเรียบเรียงเรื่องราวชีวิตของเจ้าของร่างคนเก่า ที่ชื่อจ้าวมู่หลิว แต่นึกได้ไม่นานสองนางกำนัลที่ชื่อ ‘หยางอิง’กับ ‘หยางเถา’ ก็กุลีกุจอมารับข้ากลับไปตำหนักสภาพโกโรโกโสที่หน้าตาเหมือน กระท่อมปลายนา… อะแฮ่ม ข้าก็พูดเกินไป อันที่จริงมันก็พอดูออกว่า เป็นตำหนัก แต่สภาพของมัน… ข้าเห็นแล้วรับไม่ได้จริง ๆ

แคว้นหยางนี้มีโฮมโปรไหม ข้ามีบัตรลดราคานะ !

แต่เรื่องซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่คงต้องพักไปก่อน เพราะตอนนี้หยางอิงกับหยางเถาจับข้าเปลี่ยนเสื้อผ้า แถมยังซักถามไม่หยุดเกี่ยวกับ สาเหตุที่ข้าตกลงไปในสระ นานสองนานกว่าพวกนางจะคลายกังวล และปล่อยให้ข้าทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่คนเดียว

ให้ตายสิ… ป่านนี้ที่บ้านจะเป็นอย่างไรกันบ้างนะ ทุกคนคงจะตามหาข้ากันให้วุ่นวายไปหมดแล้ว พวกเขาจะเจอร่างของข้ากันหรือยัง จะมีวิญญาณอื่นเข้าไปสิงร่างของข้าเหมือนที่ข้ามาสิงร่างคนอื่นอยู่ แบบนี้หรือเปล่า แต่เป็นอย่างหลังก็คงจะดีกว่า พ่อกับแม่จะได้ไม่ต้อง เสียใจมาก…

อา… เมื่อนึกถึงเรื่องเก่า ๆ น้ำตาข้าก็ไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

ก็นะ… เรื่องมันเศร้า นี่ข้าตายเพื่อทะลุมิติมายังแผ่นดินจีน สมัยโบราณเชียวนะเฮ้ย !

แต่จะให้มานั่งเศร้านึกถึงเรื่องในอดีตอย่างเดียวมันก็ใช่ที่ อย่างไรเสียข้าก็คงแก่ไขอะไรไม่ได้อยู่แล้ว สู้เอาเวลามามองหาข้อดี ของการมาสิงร่างคนอื่นดีกว่า คิดไต้แล้วข้าก็ปาดน้ำตาพลางเริ่มนึกถึง ข้อดีของการที่ข้าทะลุมิติมาที่นี่ เช่น ไม่ต้องนั่งแก่โครงงานอาจารย์ปา ไม่ต้องจ่ายค่าแชร์เจ๊เจ้าของหอไม่ต้องจ่ายค่าหวยที่ติดปาหน้ามหาวิทยาลัยไว้…

อะแฮ่ม… เอาเป็นว่า การที่ข้าทะลุมิติมาที่นี่ก็มีข้อดีเยอะพอ สมควรเลยล่ะ…

เมื่อสรุปความคิดอันฟ้งซ่านของตัวเองไต้แล้ว ข้าก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจ แบบนี้สินะที่เขาเรียกว่าตำนํ้าพริกละลาย แม่น้ำ ซึ่งหมายความว่าในเรื่องร้าย ๆ ต้องมีเรื่องดี ๆ เสมอแหละ

เอ… นี่ข้าเปรียบเทียบถูกต้องหรือเปล่านะ แต่ก็’ช่างมันเถอะ

“มิใช่ว่านายของพวกเจ้าทนสภาพน่าสมเพชไม่ไต้จนสติวิปลาส ไปแล้วหรือ”

ข้าชะงักเมื่อได้ยินเสียงของใครสักคนดังมาจากทางหน้าตำหนัก เป็นเสียงดัดแหลมระคายหูทำให้ข้ารู้สึกรำคาญจนต้องมาแอบดูเหตุการณ์ที่ประตู

ที่หน้าตำหนัก หยางอิงกับหยางเถากำลังยืนกำมือแน่นขณะที่ สนทนากับขันทีผู้หนึ่งซึ่งกำลังยืนน่าหน้านางกำนัลกลุ่มหนึ่ง ข้าจำชื่อ ไต้ราง ๆ ว่าน่าจะเป็น เจากงกง ขันทีคนสนิทของ ‘เยี่ยเสียนเฟย’ หนึ่ง ในนางสนมที่ชอบกลั่นแกล้งจ้าวมู่หลิว

อา… แต่ดูทำเจากงกงคงไม่ได้อ่านไลน์กลุ่มสินะ คนอื่นเข้าสวม ชุดสีชมพูกันหมด แต่เขาดันสวมชุดสีเขียวอยู่คนเดียว

“สรุปว่าอย่างไร นางสติวิปลาสจริง ๆ งั้นสิ” เจากงกงว่าพลาง โบกพัดไปมา

“พระสนมเพียงแค่เสียขวัญจากอุบัติเหตุเจ้าค่ะ” หยางเถาตอบ ก่อนรับสำรับใส่อาหารจากนางกำนัลคนหนึ่งพลางกล่าวขอบคุณตาม มารยาท เจากงกงไต้ยินก็แสร้งทำเป็นตกใจเล็กน้อยก่อนกล่าววาจา แดกดัน

“โอ้ อุบัติเหตุงั้นหรือ แล้วเยี่ยงไร นางใกล้ตายหรือยัง พวกสนมยศน้อยก็เป็นกันเสียแบบนี้ คิดแต่จะเรียกร้องความสนใจจากฝ่าบาท หึ…” เจากงกงพูดจบก็พาพวกนางกำนัลเดินจากไปพร้อมเสียงหัวเราะ อย่างจริตจะก้าน ซึ่งข้าคิดว่าฟังดูคล้ายกับเสียงนกเป็ดน้ำเบ่งไข่ (?)

เมื่อขบวนนกเป็ดน้ำ เดินจากไป ข้าจึงเดินออกมาหน้าตำหนักยืนเท้าเอวมองหยางอิงและหยางเถาที่หน้าซีดเผือดอย่างนึกไม่ถึงว่าข้าจะแอบฟังบทสนทนาเมื่อครู่นี้ในใจของทั้งสองคงนึกสงสารเจ้านาย ตัวเองที่ต้องโดนคนรับใช้ของผู้อื่นมาดูถูกเหยียดหยามอะไรทำนองนั้นล่ะมั้ง เพราะหากเป็นจ้าวไฉหนวี่คนเก่าคงวิ่งไปแอบร้องไห้ด้วยความ เสียใจเป็นแน่แท้

แต่นั้นไม่ใช่ข้าแน่นอน ใครจะไปเสียน้ำตาเพราะเสียงนกเป็ดน้ำเบ่งไข่กัน

แม้จะยังมีความรู้สึกเสียใจตกค้างอยู่ในร่างของจ้าวมู่หลิวอยู่เล็กน้อย แค,ข้าไม่สนใจเพราะสิ่งที่ข้าสนใจตอนนี้คือเสียงพยาธิในกระเพาะที่แข่งกันร้องโอเปร่ากัแเป็นหมู่คณะอยู่ต่างหากเล่า

“ไหน… มีอะไรกินบ้างหยางเถา ขอข้าลูหน่อย” ข้าพูดพลาง เอื้อมมือไปจะเป็ดสำรับอาหาร แต่หยางเถารีบยกสำรับหลบทันทีทำเอาข้าคิ้วกระตุกยิก ๆ ก่อนมองหน้านางอย่างเอาเรื่อง

“ขออภัยเพคะ เอ่อ… เดี๋ยวหม่อมฉันตั้งสำรับให้!นตำหนักเพคะ รอครู่เดียว ว้าย !” หยางเถาร้องห้าม แต่ข้าใช้โอกาสที่นางเผลอรีบเปิดสำรับอาหารทันที
มันจะอะไรนักหนา ข้าแค่จะขอดูหน้าตาอาหารก็เท่านั้น ข้าหิว !

โผละ !

ข้ามองซากไข่เป็ดที่ร่วงลงมาแตกโผละห่างจากเท้าข้าไปหนึ่งคืบ เศษไข่บางส่วนกระเด็นมาติดชายกระโปรงพร้อมกลิ่นคาวโชยมาแตะจมูก
What !?

หยางอิงกับหยางเถารีบคุกเข่าปล่อยโฮพลางพูดรัวเร็วแทบฟังไม่ได้ศัพท์ แต่ข้าสนใจเพียงอย่างเดียวคือ ในสำรับนั้นมีแต่ไข่เป็ดเต็มไปหมด ไม่ได้มีอาหารอย่างที่ควรจะมี

อ้าวเฮ้ย! ไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่หว่า !

ข้ามองสำรับที่มีแต่ไข่เป็ดสดสลับกับสองนางกำนัลที่กำลังคุกเข่าร้องไห้ไปมาทำให้ข้าพอจะเดาอะไร ๆ ออก สงสัยเจ้าพวกนกเป็ดนํ้านั่นคงตั้งใจแกล้งข้าสินะ ดูทำคงจะทำบ่อยเสียด้วยหยางเถาถึงได้รู้อยู่แล้ว จึงไม่ให้ข้าเป็ดสำรับดู เมื่อข้าไม่พูดอะไรหยางอิงและหยางเถาจึงเงยหน้ามามองข้าทั้งนํ้าตา ส่วนข้าคงยังมองไข่เป็ดในสำรับตาไม่กะพริบพยายามสงบจิต

ขันติ… ขันติ… ข้น…

จ๊อก…

เสียงท้องร้องดังขึ้นเหมือนเป็นฟางเส้นสุดท้าย ความอดทนของข้าสิ้นสุดลง ข้าคว้าเอาไข่เป็ดมาสามใบพร้อมกับถลกกระโปรงวิ่งไป ทางที่พวกนกเป็ดน้ำเดินจากไปท่ามกลางความตกใจของหยางอิงและ หยางเถา แต่ข้าหาได้สนใจไม่

“ไอ้พวกนกเป็ดนํ้า แกต๊าย ! ส่วนพวกเจ้าไปทำอาหารซะ ! ถ้าข้ากลับมาแล้วไข่พวกนั้นยังไม่พร้อมกิน ข้าจะปาพวกเจ้าด้วยไข่พวกนี้แหละ !” ข้าไม่วายหันมากำชับหยางอิงกับหยางเถาเรื่องอาหาร ก่อนจะ ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งไปตามทางอย่างรวดเร็ว

“แฮ่ก… แฮ่ก…” ด้วยความเร็วดีกรีแซมป์วิ่งเปรี้ยวสมัยอนุบาลสอง ทำให้ข้าใช้เวลาไม่นานก็ตามทันเจ้าพวกนกเป็ดน้ำ บริเวณรอบ ๆ มี ต้นไม่ใหญ่ค่อนข้างมาก ดูแล้วที่นี่คงเป็นอุทยานหลวง

สถานที่ช่างเป็นใจเสียจริงข้าคิดอย่างย่ามใจก่อนเดินไปหลบหลังพุ่มไม้พุ่มหนึ่งเพื่อสังเกตการณ์เจ้าพวกนกเป็ดน้ำ

เอาละ… ศัตรูอยู่ห่างเป็นระยะห้าสิบเมตร…

ข้าเริ่มคำนวนระยะวิถีโค้งประดุจว่าเล็งปีนใหญ่อยู่ที่ค่ายบางระจัน… “เอาละ ! วิชาลับไข่ลอยฟ้า !”

อะแฮ่ม… ข้าไม่ได้บ้านะ แต่ปกติเวลาตัวเอกเรื่องไหนจะใช้กระบวนท่าเขาก็ต้องตั้งชื่อท่าให้ดูเท่กันทั้งนั้น ไหน ๆ ที่นี่ก็ดูเป็นแผ่นดินจีนสมัยโบราณแล้ว ถ้าข้าลาออกจากการเป็นนางสนมได้เมื่อไร ข้าจะเขียนตำราพิฆาตนกเป็ดน้ำขายชาวเมืองละกัน

ฟ้าว โผละ !

“กรี๊ด !” ข้ามองเจากงกงและเหล่านางกำนัลกรีดร้องเมื่ออยู่ ๆ มีไข่สองใบร่วงลงมากลางวงไข่เป็ดใบหนึ่งร่วงใส่กลางหัวเจากงกงพอดี น้ำเมือกไข่ไหลย้อยลงตามใบหน้าดูน่าขันยิ่งนัก ไหนจะกลิ่นคาวไข่คละคลุ้งฉุนจมูกจนแทบอาเจียนอีกต่างหาก

ข้ากัดผ้าเช็ดหน้าไว้สุดแรงเพื่อกลั้นเสียงหัวเราะก่อนจะรีบวิ่งกลับ ตำหนักโดยรอไม่ให้ใครเห็น แม้จะรู้สึกเสียดายเล็กน้อยที่ไข่เป็ดโดน เจ้าพวกนกเป็ดน้ำแค่สองฟอง สงสัยอีกฟองคงโดนกิ่งไม้แตกไปเป็นแน่

ไม่เป็นไร แค่นื่ก็คุ้มกับค่าเหนื่อยของข้าแล้ว !

คล้อยหลังจ้าวไฉหนวี่ไม่นาน ‘เฉินกงกง’ น่าขบวนเสด็จของ ฮ่องเต้เดินทางมายังอุทยานหลวง ขบวนเสด็จเป็นระเบียบงามสง่า แต่ทว่าภายในเกี้ยวของฮ่องเต้นั้นกลับว่างเปล่า เฉินกงกงนิ่วหน้า เล็กน้อยเมื่อได้กลิ่นคาวไข่จากขบวนของเจากงกงที่หยุดทำความเคารพ เขาขมวดคิ้วเมื่อเห็นสภาพเนื้อตัวเปื้อนไข่สดของเหล่าขันทีและนางกำนัล เจากงกงนั้นแสนอับอาย แต่เฉินกงกงไม่ได้สนใจ เขาไม่ว่างแม้แต่ จะตำหนิขันทีรุ่นน้องผู้นี้เพราะตอนนี้มีเรื่องสำคัญยิ่งกว่า

ขบวนเสด็จของฮ่องเต้มาถึงต้นไม้ที่อยู่ห่างจากพุ่มไม้ที่จ้าวไฉหนวี่เคยซ่อนอยู่เพียงสี่เมตร เฉินกงกงจึงสั่งให้ทุกคนหยุดเดินและทำความเคารพ

“ถวายบังคม ฝ่าบาท”

เมื่อเฉินกงกงพูดจบ ชายหนุ่มในชุดสีเหลืองปักลายมังกรห้าเล็บที่แสนองอาจก็กระโดดลงมาจากต้นไม้ เฉินกงกงถอนหายใจเบา ๆ อย่างเหนื่อยใจ

เขาอยู่กับฮ่องเต้มาตั้งแต่พระองค์ทรงพระเยาว์แม้บัดนี้พระองค์จะขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้แล้ว แต่นิสัยก็ยังเหมือนกับตอนที่เป็นองค์ ชายไม่เปลี่ยนแปลง ดีที่พระองค์ทรงรับผิดชอบงานราชการแผ่นดิน อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง จึงทำให้เหล่าขุนนางหาทางโจมตีไม่ไต้

“เฉินกงกง” สุรเสียงทรงอำนาจเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ ดูเป็นการเป็นงาน “พ่ะย่ะค่ะ” เฉินกงกงรับค่าสั่งพลางขมวดคิ้วเพราะได้กลิ่นไข่สดโชยมา

กลิ่นไข่สด ?

แม้จะแปลกใจว่ากลิ่นนี้มาจากที่ใด ทั้ง ๆ ที่เจากงกงกับเหล่านางกำนัลเดินจากไปไกลแล้ว แต่เฉินกงกงก็ยังไม่จะเงยหน้าขึ้นมามอง

“เจ้ามีผ้าเช็ดหน้าสักผืนไหม” ฮ่องเต้ช่างลี่พูดเสียงเบาให้ได้ยินกันแค่สองคน ทำให้เฉินกงกงรีบเงยหน้ามองพระพักตร์อย่างรวดเร็ว เมื่อสบพระพักตร์ฮ่องเต้แล้วเฉินกงกงก็รู้สึกหน้ามืดวิงเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลมตรงนี้เสียให้ได้

บัดนี้พระพักตร์หล่อเหลาคมคายของฮ่องเต้มีคราบไข่เป็ดเลอะอยู่ครึ่งซีก น้ำเมือกไข่หยดจากพระหนุทีละหยด ๆ แถมที่พระเกศายัง มีเปลือกไข่ติดอยู่…

เมื่อลมพัดเอาเปลือกไข่ชิ้นหนึ่งร่วงมาตกที่ปลายเท้า เฉินกงกงถึงกับเป็นลมสลบเหมือดไปทันที

 

 (ติดตามตอนต่อไป) บทที่ 2 ==>
<== บทนำ 
กลับหน้าหลัก
Facebook Comments