บทนำ : เรือนอสุรา บ้านนี้ผีเพี้ยน

บทนำ

เธอชื่อ… มะลิน
มะลินฝันประหลาด…


     ในความฝันนั้น เธอคือชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา แก้มขาวเกลี้ยงเกลาผุดผ่อง ไว้ผมทรงโบราณ รูปร่างค่อนข้างผอมบางอย่างพวกผู้ดี มีข้าทาสบริวารไว้ให้เรียกใช้ จึงไม่ต้องออกไปอาบเหงื่อต่างน้ำ กร้านแดดสู้ลมก้มพรวนดิน ชายหนุ่มคนนั้นมักนุ่งกางเกงผ้าแพรสวมเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อเบาคอปกตั้งเหมาะกับเมืองร้อน แถมยังถือไม้ตะพดแกะสลักเป็นรูปเสือดำคำรามแยกเขี้ยว ซึ่งเธอมารู้ทีหลังว่ามันคือไม้ตะพดหัวเสือที่เธอเคยอยากสะสมมาตั้งแต่เด็ก

      ทำไมเธอถึงไม่โปรดปรานของเล่นอย่างเด็กสาวคนอื่นบ้างก็ไม่รู้…

     ทว่ามะลินยังไม่มีโอกาสได้สะสมไม้ตะพดหัวเสือดังใจอยากเสียทีเนื่องจากฐานะทางบ้านไม่พอให้จับจ่ายใช้สอยฟุ้งเฟ้อขนาดนั้น เธอเป็นแค่ลูกสาวชาวไร่ยากไร้ในต่างจังหวัดมีเพียงตากับยายส่งเสียเลี้ยงดูจนเติบใหญ่
ก่อนที่เธอจะเดินทางระหกระเหินเข้ามาทำงานในเมืองหลวง

     แต่ความฝันพิสดารนั้นมีสิ่งที่น่าแปลกอีกอย่าง ชายคนนั้นชอบเคี้ยวหมากเป็นประจำ เมื่อไรก็ตามที่เธอฝันว่าเป็นเขาก็มักออกคำสั่งให้เหล่าข้ารับใช้จีบหมากพลูคอยป้อนเข้าปากหลายหน ราวกับเธอรับรู้รสชาติเผ็ดฝาดคลุกเคล้ากับความหวาน ถึงขนาดตื่นมาเผลอกัดลิ้นตัวเองอยู่บ่อยครั้ง

     ใครบอกความฝันไม่มีผลต่อชีวิต มะลินจะรีบคัดค้านเสียงเขียวว่า ไม่จริง เนื่องด้วยผลกระทบจากการชอบกินหมากจนปากแดงฉ่าในความฝัน ทำให้มะลินกลายเป็นคนชอบเคี้ยวหมากฝรั่งอยู่เสมอ แม้รสชาติจะต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่เธอก็เสพติดจนเผลอเคี้ยวหมากฝรั่ง แม้กระทั่งในวันสัมภาษณ์งาน จึงทำให้เสียบุคลิกเรื่องชอบของขบเคี้ยว

     ทุกครั้งที่มะลินใส่ชุดกระโปรงหวานแหวว เธอขนลุกและรู้สึกเหมือนเป็นผู้ชายแต่งหญิงเสียมากกว่า แม้ใบหน้าของเธอจะหวานคม ขนตางอนยาวริมฝีปากหยักเป็นกระจับ คิ้วเข้มโก่งเป็นคันศร และมีผิวพรรณผ่องใส
สีน้ำผึ้งอ่อนนวลละเอียดก็ตาม แต่พฤติกรรมห้าวเยี่ยงชายเช่นนี้ ไม่รู้ว่า เธอไปติดใครที่ไหนมา จะนึกออกก็มีแต่ชายหนุ่มในความฝันคนนั้น

     หลังจากเรียนจบปริญญาตรี มะลินเป็นครูอัตราจ้างในโรงเรียนเอกชนได้เพียงปีเดียวก็ต้องลาออก เพราะตากับยายส่งจดหมายมาบอกว่ามีคนรู้จักในกรุงเทพมหานคร เสนองานใหม่ที่เงินเดือนดีกว่าและเป็นอาชีพที่มะลินอยากทำนั่นคือการเป็นครูสอนเด็กเล็ก

     เพียงแต่งานนี้ไม่ใช่ครูสอนเด็กเล็กธรรมดา เธอต้องไปเป็นครูพี่เลี้ยงให้เด็กพิการในบ้านของครอบครัวสกุล ‘อสุรา’ ซึ่งได้ฟังแค่นามสกุลก็พานรู้สึกไม่เป็นมงคลแล้ว แต่เธอไม่ยักรู้ว่าบ้านของคนตระข้าลอสุราจะเป็นเรือนไทยโบราณดำทะมึนที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเธอในเวลานี้หากคนโบราณเขาปลูกสร้างเรือนหมู่หลังมหึมาขนาดนี้ คงไม่ต้องจินตนาการเลยว่าเสาเอกเสาโทของแต่ละเรือนจะต้นใหญ่ขนาดไหน

     เพียงแค่เปิดรั้วก็เหมือนหลุดเข้ามาอยู่คนละยุคกับโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง หญิงสาวมองเห็นสระบัวใหญ่ข้างชานเรือนชั้นล่างกระเพื่อมไหวเป็นระลอก ส่งกลิ่นหอมของดอกบัวสายสีชมพูอ่อนเจือมากับลมหวิว

     ได้กลิ่นลมอุ่นในฤดูร้อนพัดผ่านตัวเรือนไม้เครื่องสับหลังกว้างเชื่อมต่อกันด้วยเรือนขยายใหญ่น้อยจนกลายเป็นเรือนหมู่ทั่วอาณาบริเวณดูคล้ายตำหนักขนาดย่อมของเสนาบดีไทยในอดีต เห็นแล้วก็ขนลุกชันจนแทบจะทิ้งกระเป๋าสะพายบ่าและปิ่นโตหนีกลับบ้านเสียตอนนี้

คุณพระช่วย…

     มะลินไม่เคยเห็นสถาปัตยกรรมที่ไหนชวนสยดสยองหลอนประสาทเท่าเรือนไทยหลังนี้เลย ทั้งบันไดทางขึ้นไปจนถึงซุ้มประตูทางเข้า ประหนึ่งว่าหากเดินเข้าไปแล้วเธอคงจะถูกดูดกลืนวิญญาณไป แต่แข้งขากลับขยับก้าวผ่านกลุ่มไม้ยืนต้นรกชัฏ ทั้งต้นโพธิ์สูงใหญ่ขนาบข้างกับต้นไทรรากอากาศห้อยระย้าแดงครึ้ม นอกจากนั้นยังมีแต่ต้นไม้อัปมงคลปลูกทั่วทั้งบริเวณบ้าน ราวกับที่นี่คือศูนย์รวมเรื่องลี้ลับทั่วไทยก็ไม่ปาน

     มะลินเป็นคนใจแข็งไม่เคยกลัวใคร ให้ต่อยกับเพื่อนผู้ชายเธอก็ทำมาแล้ว แต่สิ่งเดียวที่ทนอยู่ร่วมกันได้ยากก็คือผีสางนางไม้หรือสิ่งลี้ลับอะไรเทือกนั้น งานนี้ชักลำบากตั้งแต่ด่านแรกแล้วกระมัง เธอดึงยางรัดผมออกมารวบขึ้นเป็นหางม้ายาวเพื่อกระตุ้นความมั่นใจให้กลับคืนมา

     พอเดินมาถึงหน้าเรือน ครกตำข้าววางเคียงเกวียนเทียมวัวที่ว่างเปล่าเหมือนถูกทิ้งร้างมานานใต้ถุนมืดทึบ ตีนบันไดเชื่อมกับชานเรือนสองสามชั้น สูงจนมะลินต้องเงยหน้ามองขึ้นไป ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวไกลยังมีเรือนไทยขนาดมโหฬารทาสีดำทั้งเรือนอย่างน่าสะพรึงเช่นนี้อยู่อีกหรือหญิงสาวแทบไม่เชื่อสายตา ระหว่างก้มมองสำรวจเศษใบไม้แห้งกรอบโรยเรี่ยพื้นกระเบื้องดินเผาสีเทาอ่อนสลักลวดลายหมอกควัน เสียงฝีเท้าใครอีกคนก็ดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมเงาของชายร่างกายกำยำเดินโทง ๆตรงเข้ามาหา

     มะลินหันไปเห็นชายหนุ่มตัวสูงพอประมาณ นุ่งผ้าซิ่นตีนจกสีกรมท่ามีเพียงผ้าขาวม้ารัดบั้นเอวไว้ เขามีผิวค่อนข้างคล้ำ แผ่นอกหนาเป็นมัดกล้ามเนื้อ มีรอยสักคล้ายจิ้งจกหางยาวสีดำบริเวณอกซ้าย ลำแขนยังสักลายคล้ายเลขยันต์ซึ่งแปลความหมายไม่ออก หนวดเคราบางพอเห็นว่าโกนไม่เกลี้ยงนัก ผมทรงแสกกลาง เกรียนแถวกกหูด้านข้างดูคล้ายทรงมหาดไทย

     เมื่อชายหนุ่มผู้ไม่สวมเสื้อเดินมาถึง มะลินก็รีบแนะนำตัวเพราะเขาอยู่ในเขตรั้ว เข้าใจว่าคงเป็นคนในเรือนอสุราแน่

     “สวัสดีค่ะ ฉันชื่อ มะลิน นรนา ไม่ทราบว่าคุณคือ…”

     เขายกมือรับไหว้แล้วค้อมหลังลงเล็กน้อยอย่างนอบน้อม “กระผมนายทอง ดินประสิว เป็นคนสวนครับ คุณมาหาใครหรือ” ชายร่างกำยำสำเนียงเหน่อสุพรรณ เขามองมาที่เธอราวกับคนคุ้นเคย

     หญิงสาวเกาหัวแล้วยิ้ม พลางเงยมองขึ้นไปยังเสาเชื่อมบันไดเรือน “ฉันมาหาคุณหญิงสีวิกาค่ะ จะมาสัมภาษณ์งานวันแรก ตำแหน่งครูพี่เลี้ยง นายช่วยบอกทางฉันหน่อยนะ” มะลินส่งยิ้มอย่างเป็นมิตร เธอมีเพื่อนผู้ชาย
มากกว่าผู้หญิงเสียอีก คิดว่าคงเข้ากับคนสวนคนนี้ได้แน่หากเขายินดีให้ความช่วยเหลือ ถึงอย่างไรเธอกับเขาก็ต้องทำงานร่วมกันที่นี่

     “อ๋อ เข้าใจแล้ว มิน่าเล่าหน้าตาถึงได้เหมือนเชียว” นายทองพยักหน้า
“เหมือนอะไร” มะลินย่นคิ้วข้องใจกับคนสวนที่จ้องเธอไม่วางตา

     เขาส่ายหน้า “เปล่าครับ ไอ้กระผมเองก็อยู่ที่นี่มานาน แต่ไอ้ทองคนนี้คงให้คุณขึ้นเรือนสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้หรอกครับ” เขากอดอกยักคิ้วให้เป็นเชิงว่าเธอต้องเข้าใจธรรมเนียมคนบ้านนี้เสียก่อน

     “ทำไมล่ะ นายมีปัญหาอะไรก็ว่ามา” มะลินหรี่ตามองคนสวนนึกฉุนในใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงห้ามไม่ให้เธอขึ้นเรือน

     “คุณ…” เขาชี้นิ้วไปบนเรือน “หากจะขึ้นบันไดเรือน คุณต้องแสดงความกล้าให้กระผมเห็นก่อนครับ”

     “ที่ว่ากล้า ๆ มันคืออะไร” เธอพ่นลมหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย “ขอโทษเถอะพี่ อย่ามาอมพะนำอยู่เลย ฉันต้องรีบพบคุณหญิงนะ นี่ฉันมาสายตั้งครึ่งชั่วโมงเพราะรถติด” มะลินคิดว่าไม่เห็นต้องมีพิธีรีตองกันเลย แค่จะขึ้นบ้านยังต้องมีบททดสอบ หรือคุณหญิงให้คนสวนออกมารับเพื่อพิสูจน์ว่าครูพี่เลี้ยงอย่างเธอจะทนบททดสอบด่านแรกได้ไหม นี่อาจเป็นส่วนหนึ่งของการสัมภาษณ์ก็ได้

     นายทองเหล่มองรองเท้าหุ้มส้นของเธอ “อย่างแรก คุณต้องถอดรองเท้าสวย ๆ ของคุณก่อน คนที่นี่เขาไม่ใส่รองเท้าบนเรือนหรอกครับจากนั้นก็ตักน้ำจากบนั้นตุ่มใมาล้างเท้าให้สะอาดเสีย” คนสวนชี้ไปยังตุ่มน้ำที่ตั้งไว้บริเวณหน้าตีนบันไดขั้นแรก ก่อนขึ้นไปยังซุ้มประตูทางเข้าชานเรือน

     มะลินก้าวเท้าไปหาตุ่มน้ำ พลางบ่นพึมพำหงุดหงิด “ของแค่นี้ไม่เห็นยาก” เธอยกกระบวยทำจากกะลามะพร้าวแก่ ขณะที่กำลังจะตักน้ำมาล้างเท้า เสียงเหน่อของนายทองกลับแทรกข้อบังคับเพิ่มมาอีก

     “ยังไม่หมด คุณต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดทำงานที่คุณหญิงท่านสั่งให้กระผมจัดหามา ซึ่งวางอยู่ตรงนั้น” เขาพยักพเยิดไปทางผ้าที่พับอย่างเรียบร้อยไว้เหนือแท่นไม้ใกล้กับตุ่มน้ำ ทำเอาคนยังไม่ได้ล้างเท้าแทบปากระบวยทิ้งอย่างหงุดหงิด

     “นายกวนฉันอยู่หรือไง” มะลินหยิบผ้าที่พับไว้ขึ้นมาคลี่ออกเพื่อพิจารณาอย่างละเอียด เป็นผ้าไหมและผ้าฝ้ายบางขนาดยาวไว้สำหรับนุ่งห่ม แต่นี่ไม่ใช่สำหรับคนยุคปัจจุบัน “นี่มัน… ผ้าแถบกับผ้าอะไรไม่รู้ยาว ๆ แล้วฉันต้องนุ่งไอ้ผ้าที่ไม่ได้ตัดเย็บนี่เนี่ยนะ จะให้ฉันใส่ชุดไทยหรือไง”เธอคิดว่าคนสวนอาจหาเรื่องแกล้งให้ปวดประสาทเล่น แต่ถึงอย่างไรเขาก็อ้างว่าคุณหญิงสีวิกา นายจ้างของเธอสั่งให้สวมชุดไทยผืนนี้

     นายทองยืนยัน “ถูกต้องครับ”

     “ฉันไม่ใส่หรอก น่าเกลียดจะตาย” ลองนึกถึงตัวเองแต่งชุดไทยเป็นหญิงสาวโบราณ มะลินก็ถึงกับขนลุกซู่ แค่ชุดกระโปรงหวาน ๆเธอยังไม่ยินดีเลย นับประสาอะไรกับนุ่งโจงกระเบน คาดผ้าแถบ

     คนสวนเท้าเอวแล้วยักไหล่ไม่แยแสคนหัวดื้อ “ถ้าคุณไม่ทำตามกระผมก็ให้คุณเข้าในเรือนไม่ได้ครับ มิเช่นนั้นคุณหญิงจะโกรธเอาคุณคงไม่รู้ว่าคุณหญิงสีวิกาเข้มงวดขนาดไหน”

     มะลินวางผ้าเหล่านั้นไว้ที่เก่า “ฉันไม่ใส่แล้ว ฉันจะเข้าไปเดี๋ยวนี้แหละ” เธอก้าวขึ้นบันไดโดยไม่ล้างเท้า เมื่อขึ้นมาถึงซุ้มประตูก็ออกแรงผลักบานประตูไม้เนื้อแข็งทั้งสองเข้าด้านใน แต่ทั้งเคาะทั้งเขย่าก็เปิดไม่ออก ทว่าเมื่อเธอกลับลงมาเปลี่ยนชุด เอาผ้าแถบพันทับเสื้อตัวเก่าและนุ่งโจงกระเบน บานประตูซุ้มก็พลันเปิดออกทันที ทั้งที่เธอยังไม่ทันได้ขึ้นไปข้างบน

     เธอจ้องนายทองอย่างเอาเรื่อง “นี่นายคิดเล่นกลอะไรกับประตู ฉันจะรายงานคุณหญิง” มะลินดึงโจงกระเบนให้พอดีกับขอบเอว พับกระโปรงที่ถอดออกใส่กระเป๋า เธอไม่ได้ถอดเสื้อตัวใน แต่ห่มผ้าแถบทับอีกชั้นจึงรู้สึกอึดอัดหายใจลำบาก

     นายทองโบกไม้โบกมือปฏิเสธ “กระผมเปล่านะครับ เจ้าของบ้านต่างหากที่เล่นกลกับคุณ” เขาทิ้งช่วงสูดลมหายใจ เอ่ยเสียงทุ้มกังวานในลำคอ “ใคร ๆ เขาก็คิดถึงคุณ”

     “หมายความว่ายังไง” เธอนิ่งงง ไม่เข้าใจที่นายทองพูด คิดไปเองว่าพวกเขาอาจรอพบครูพี่เลี้ยงเด็กอย่างเธออยู่ก็เป็นได้ แสดงว่าลูกของคุณหญิงสีวิกาอาจเป็นเด็กซนหรือไม่ก็รับมือได้ยาก มะลินมองนายทองแล้วประหลาดใจ ทำไมดวงตาคมเข้มของเขาที่ทอดมองตรงมาดูเหมือนเขาเคยเจอเธอมาก่อน ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันเสียหน่อย

     “พวกเขารอพบคุณมานานเป็นชาติแล้วครับ คุณมะเลื่อง” ชายหนุ่มหุ่นล่ำยิ้มกรุ้มกริ่ม

     “ฉันชื่อมะลิน” เธอรีบแก้ชื่อตัวเอง คิดว่าเขาคงฟังผิดในตอนแรก
คนสวนกลับส่ายหัวแล้วหัวเราะแผ่วเบา “นั่นล่ะครับ เหมือน ๆ กัน”

     มะลินชักสีหน้าไม่ค่อยสบอารมณ์ แอบบ่นกับตัวเองขณะล้างเท้าให้สะอาดตามคำเตือน

     “แค่คนสวนก็แปลกแล้ว คนอื่นจะปกติไหมเนี่ย” หญิงสาวตักน้ำใสชะล้างคราบฝุ่นสกปรกบนเท้าแล้ววางกระบวยไว้บนฝาตุ่มดังเดิม

     “เรือนอสุรา…”

     มะลินอ่านตัวอักษรสีทองคล้ายอักษรขอมไทยบนป้ายแผ่นไม้เก่าผุพังซึ่งติดไว้เหนือประตูเข้าสู่ชานเรือน ประตูทั้งสองบานทำจากไม้สักแกะสลักเป็นรูปยักษ์ไทยข้างละตน ถือตะบองทาทับด้วยยางดำเมื่อม คนมาเยือนใจเต้นเมื่อก้าวข้ามธรณีผ่านซุ้มหลังคามาจนถึงข้างในเรือนรับแขกติดกับทางสู่เรือนใหญ่

     “บุญรักษาครับคุณ”

     นายทองคนสวนไม่ได้ตามเข้ามา เขายืนสงบนิ่งราวกับไม่กล้าก้าวขึ้นเรือน ไอเย็นจากชานเรือนไม้สะท้านให้ขนตัวลุกชัน ท้องฟ้าเบื้องบนมืดลงทุกขณะลมหายใจ มีเพียงแสงจากตะเกียงเจ้าพายุส่องสว่างอยู่กลางระเบียงไม้

     มะลินเริ่มได้ยินเสียงจิ้งหรีดร้องระงมจากต้นพิกุลและอโศกน้ำที่งุ้มลงมาโอบรอบตัวเรือนจนครึ้ม เธอมองหากริ่งกดเรียกคนข้างใน แต่เห็นเพียงกระดิ่งห้อยลงมาจากเสาไม้ต้นหนา จึงลองเขย่าเชือกแทนการตะโกนให้เสียมารยาท

     เสียงเคาะไม้เท้าดังขึ้นจากในเรือน ชายวัยกลางคนเดินตรงเข้ามาด้วยท่าทางเหมือนท่านขุน เขานุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อขาวกระดุมทองอย่างชุดราชปะแตน ฝ่ายหญิงสาวยืนตัวตรงด้วยความเกรงใจเจ้าของบ้าน เธอส่งยิ้มแล้วยกมือไหว้เกร็ง ๆ ตามมารยาท ทั้งที่ยังไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่นี่ต้องแต่งชุดไทยเดิมกันด้วย ทว่าพอเขาเห็นหน้าเธอใต้เงามืด ชายอายุราวห้าสิบกว่าปีกลับขึ้นเสียงแข็ง พลันกระแทกไม้เท้ากึงกังลงพื้นอย่างดุเดือด
ดวงตาลุกโชนด้วยไฟแค้นเพ่งมายังมะลิน

     “เอ็ง… เอ็งกล้าดียังไงถึงเข้ามาเหยียบที่นี่ ! ที่ทำไว้ยังไม่หยามหน้าข้าพออีกหรือ” ชายสูงวัยชี้หน้ามะลินอย่างโกรธขึง หนวดหนาทรงสาหร่ายบกกระเพื่อมไหวตามแรงตะคอก

     มะลิน วางกระเป๋าสะพายลงแล้วยกมือขึ้นเหมือนโจรเจอหน้าตำรวจเธอรู้สึกว่าเขาโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม และพร้อมจะพุ่งเข้ามาทำร้ายได้ทุกขณะ “อะไรกันคะ คุณท่านเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า” เธอเอ่ยถามอย่างตะกุกตะกักมั่นใจว่าเพิ่งเคยพบเขาเป็นครั้งแรก

     “อย่ามาทำไขสือ ตีหน้าซื่อหลอกหน่อยเลย มีหรือข้าจะลืมเอ็งลง”เขายกไม้เท้าขึ้นหวังฟาดใส่มะลิน หญิงสาวยกศอกกันไว้อย่างตกใจ“ตายเป็นผีแล้วยังจะกล้ากลับมาที่นี่อีก !” เขาตวาดลั่น

     ทันใดนั้นเองหญิงวัยกลางคนเดินปราดออกมาจากเรือนทางใดทางหนึ่งหล่อนตรงเข้ามากันตัวชายสูงวัย เขาขู่คำรามเหมือนเสือแยกเขี้ยวแว้งใส่ ทำท่าจะพุ่งเข้ามาทำร้ายเธอได้ทุกเมื่อ

     แม้มะลินจะตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดเมื่อครู่ แต่ก็ไม่ได้ถอยหนีสักก้าว เธอยืนมองหญิงร่างอวบในชุดเสื้อลูกไม้แขนหมูแฮมประคองแขนชายสูงวัยลูบหลังปลอบประโลมเขาไม่ให้เข้ามาทำอันตรายเธอหล่อนนุ่งโจงกระเบนผ้าไหมสีบานเย็น ดวงหน้าสวยสดส่งยิ้มมาให้เธอ

     “คุณพี่ใจเย็น ๆ ค่ะ หล่อนไม่ใช่เขาหรอก นี่ครูพี่เลี้ยงของลูกเรา” หญิงร่างอวบเอ่ยปรามอารมณ์สามี

     มะลินคิดว่าหล่อนคงเป็นคุณหญิงของเรือนนี้แน่ เพราะเคยเห็นหน้าคุณหญิงในรูปถ่ายที่ยายส่งมาให้ครั้งหนึ่ง หล่อนมีทรงผมหยักศกสั้นเคลียบ่า สวมที่คาดผมลายดอกมะลิ และมีฟันเรียงขาวเหมือนไข่มุก

     “คุณคือคุณหญิงสีวิกาใช่ไหมคะ” มะลินเอ่ยถาม ทำเป็นไม่สนใจสามีคุณหญิงซึ่งยืนหน้านิ่วใส่เธออยู่

     ชายแต่งตัวประหนึ่งท่านขุนของเรือนเอ่ยเสียงเขียว “จำมันมิได้หรือสีวิกา” เขายังแข็งขืนจะเอาเรื่องมะลินให้ได้ “ไอ้หมอนี่มันพาลูกสาวเราหนีหายออกจากบ้าน… ไอ้ทองโว้ย ไปหยิบปืนมาข้าจะยิงหัวมัน” ว่าแล้ว
ชายคนนั้นก็ตะโกนเรียกหาคนสวน

     มะลินที่ไม่รู้เรื่องรีบแก้ไขความให้กระจ่าง “เดี๋ยวก่อนค่ะ ! คุณคงจำคนผิดแล้วค่ะ” เธอส่ายหน้าเอือมระอา ตาลุงนี่คงจะเมา

     “มองฉันให้ดีก่อนสิคะ” เธอเดินไปคว้าตะเกียงที่พื้นขึ้นมาส่องหน้าตัวเองให้เห็นชัดขึ้น “ฉันชื่อ มะลิน นรนา หลานสาวของยายวลัย นรนามาที่นี่เพื่อสัมภาษณ์งานเป็นครูพี่เลี้ยงค่ะ” เธอเอ่ยเสียงดังฟังชัด

     ท่านขุนลูบหนวดตัวเองเมื่อสงบใจลงได้ ถลึงตามองคนตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ “หล่อนเป็นผู้หญิงจริงหรือนี่” เขาขยี้ตามองเธอให้ชัด แล้วก็ต้องอ้าปากค้างเหงื่อผุดพรายทั่วไรจอนข้างแก้ม “ไม่น่าเชื่อว่าจะเหมือนมันถึงเพียงนี้” เสียงเขาฟังดูแหบแห้งและสับสน

     มะลินฝืนยิ้มอีกครั้ง ยกมือพนมระดับอกทำความเคารพผู้ใหญ่ตรงหน้า แม้ในใจจะนึกเคืองที่เขาแสดงกิริยาหาเรื่องโดยไม่ดูให้ดีเสียก่อนนึกจะโวยวายใส่ใครเพราะจำหน้าผิดแบบนี้ถูกต้องแล้วหรือ “คุณคงเป็น
คุณบุราณ เจ้าของเรือนอสุราหลังนี้ ไม่รู้ว่าหน้าตาของฉันดันไปคล้ายใครที่พวกคุณไม่พอใจ แต่ฉันไม่ใช่เขาแน่” เธอตอบอย่างมั่นใจเสียเต็มประดา

     คุณหญิงถอนหายใจโล่งอกที่สามียอมคลายไม้เท้าในมือ

     “ฉันรู้อยู่แล้วว่าเธอไม่ใช่ ท่านขุนบุราณเพียงสับสน สายตาแกไม่ค่อยดีเลยมองเห็นไม่ชัดเจนในความมืดน่ะจ้ะ เชิญหนูมะลินเข้าในเรือนก่อน ฉันจะได้เริ่มสัมภาษณ์งานเสียที” หล่อนเอ่ยเชื้อเชิญ “ใกล้ค่ำแล้วสัมภาษณ์งานไปพร้อมรับประทานมื้อเย็นเสียเลยก็แล้วกัน ประเดี๋ยวจะให้เด็กยกสำรับอาหารขึ้นมาให้”

     “ดีเลยค่ะ ฉันกำลังหิว” มะลินมองท่านขุนและภรรยาผู้แต่งกายด้วยชุดไทยแปลกตา เธอเองก็อยู่ในชุดกึ่งไทยด้วยเช่นกัน จึงต้องทำตัวให้กลมกลืนกับสถานที่ “ฉันมีเรื่องจะถามคุณสีวิกาหลายอย่าง” เธอยิ้มให้คุณหญิงทั้งที่ในใจร้อนรนและหงุดหงิดไม่เบา คนที่นี่เหมือนหลงยุคมาจากสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น จนเธอชักฉงนใจในเรือนหลังกว้าง เพราะคำพูดคำจาและการแต่งกายของพวกเขาช่างผิดกับปัจจุบันที่เธอคุ้นเคย

     เดินทางมาเหนื่อย ๆ ยังจะโดนหาเรื่อง ใครเคยไปพาลูกสาวลุงหนีกันถึงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนี้ เห็นทีต้องกินให้คุ้มค่าแรงเผื่อสอบสัมภาษณ์ไม่ผ่าน แต่มีสีสันแบบนี้ก็น่าสนุกดีเหมือนกัน มะลินนึกพลางถูมือตัวเองปกติเธอเป็นคนใจเด็ดชอบลองของ ไม่หวั่นเกรงต่ออำนาจใคร และเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีอิสระเท่าเทียมกัน

     หญิงสาวได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของน้ำอบไทยโชยมาจากคุณหญิงคนสวย เรียกสติเธอให้กลับคืนสู่ปัจจุบัน มะลินมองตามคุณหญิงพยุงท่านขุนเดินกลับเข้าห้องในตัวเรือน แต่สายตาเขายังคงจับจ้องมาทางเธออย่างสับสนว้าวุ่นระคนแค้นเคือง

     “อย่ารับหล่อนเลยแม่สี เห็นหน้าแล้วไม่สบอารมณ์ ข้าไม่อยากชกผู้หญิง” ท่านขุนเอ่ยกับภรรยา

     คำพูดของท่านขุนทำให้มะลินรู้สึกไม่พอใจ นี่หน้าตาเธอมีผลต่อการงานขนาดนี้เชียวหรือ ถ้ารู้อย่างนี้ เธอจะไปศัลยกรรมเปลี่ยนหน้าให้รู้แล้วรู้รอด เธอไม่ได้มีปัญหากับคุณหญิงสีวิกาหรอก แม้หล่อนจะตั้งกฎให้ใส่ชุดไทยก็ยังพอทนได้ แต่เธอไม่ถูกชะตากับท่านขุนบุราณเลยชายคนนั้นทำท่าอยากจะเอาไม้เท้าฟาดเธอเต็มที หากเจอคราวหน้าคงต้องตอบโต้เสียบ้าง ให้รู้ว่าอย่ามาหาเรื่องกับคนอย่างมะลิน

     ระหว่างนั้นเอง เด็กรับใช้ของคุณหญิงสีวิกาเดินขึ้นบันไดเรือนมาช่วยยกกระเป๋าให้มะลิน เขาเป็นหนุ่มแรกรุ่นรูปร่างสันทัดอายุไม่น่าเกินสิบแปดปี สวมเสื้อแขนสั้นติดกระดุมถึงกลางอก รัดเอวด้วยผ้าขาวม้าน้ำเงินคราม ผิวเหลืองซีดเซียวอย่างคนไม่ค่อยออกไปตากแดด พ่อหนุ่มรายนี้หน้าตาเรียบเฉย เขาสวมกำไลข้อมือทำจากเชือกสีดำถักเป็นเปียตุ้มหูซ้ายเป็นท่อนไม้ทรงกลมขัดเงาเสียบไว้คล้ายลูกกระวาน

     ยิ่งกว่านั้น กล้ามแขนได้รูปของเขาเกือบเท่แล้วเชียว ถ้าไม่มีบางอย่างคล้ายกระด้งเหน็บอยู่ใต้แขน แม้เธอจะคิดว่ากระด้งไม้ไผ่สานทรงกลมใบใหญ่นั้นดูเหมาะกับเขาดี แต่กลับรู้สึกขัดหูขัดตา ราวกับว่าเขากำลังจะไปร่อนข้าวหรือเพิ่งกลับจากการยกของ

     “ขอบใจ” เธอส่งกระเป๋าให้เขา “นายชื่ออะไร น้องชาย” มะลินถามพ่อหนุ่มหน้ามน
“ลำเทียน” เขาตอบด้วยน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อย สีหน้ายังคงสงบนิ่งไร้อารมณ์

     “นายพอจะรู้ไหมว่า ทำไมคุณหญิงสีวิกาถึงให้ฉันแต่งชุดไทย หรือคนที่นี่เขาแต่งชุดไทยกันเป็นปกติ” เธอถามพลางก้มมองตัวเองหากนี่ยังอยู่ในช่วงเดือนเมษายน เธออาจคิดว่าพวกเขากำลังฉลองงานประเพณีสงกรานต์อยู่ก็เป็นได้

     “เปล่า” ลำเทียนตอบ ดวงตาดำสนิทของเขานิ่งงัน วูบหนึ่งมันเหมือนไร้แวว “เราแต่งแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เป็นคนไทยจะแต่งชุดไทยอย่างไรย่อมได้ กระผมว่าพวกเราไม่แปลก คุณต่างหากที่แปลกใส่เสื้อผ้าเหมือนคนต่างชาติไม่มีผิด” เขามองเสื้อด้านในของเธอที่ยังเป็นเสื้อคอปกแขนยาวทับด้วยผ้าแถบ “ถ้าให้ดีก็ควรแต่งตัวให้ถูกต้อง เสื้อข้างในนั้นเอาออกเถอะครับ ใช้ผ้าแถบพันให้เรียบร้อย เป็นหญิงจะแต่งตัวอย่างผู้ชายไม่ได้ แต่หากคุณจะแต่งอย่างสาวเหนือ มีเสื้อแขนยาวด้านในแล้วห่มสไบก็อีกเรื่อง” เขาพูดราวกับเห็นผู้หญิงแต่งชุดไทยอยู่ทุกวัน

     มะลินชักไม่แน่ใจ ระหว่างคำว่าโป๊เปลือยในชุดเกาะอกทันสมัยกับผ้าแถบของไทย อย่างไหนดูไม่เหมาะสมกว่ากัน หรือใช้ความยาวของผ้าช่วงล่างเป็นตัวกำหนด หากนุ่งสั้นจึงเรียกว่าน่าหวาดเสียวล่อตาล่อใจชาย แต่หากนุ่งยาวแล้วส่วนบนจะเปิดไหล่เปิดหลังก็ถือว่าไม่น่าอายเช่นนั้นหรือแถมเมื่อครู่นายลำเทียนยังบอกว่าเธอแต่งตัวเหมือนคนต่างชาติ สงสัยว่าเรือนนี้จะมีแต่คนประหลาดทั้งนั้น

     มะลินรอการสัมภาษณ์ที่มาพร้อมกลิ่นปลาทูหอมชวนน้ำลายสอจากห้องครัว พลันสายตาของเธอก็เห็นเงาตะคุ่มของตัวอะไรสักอย่างจากกลุ่มต้นกล้วยที่ข้างเรือน ตอนแรกเธอคิดว่าอาจเป็นลิงหรือนก แต่เมื่อชะโงกมองออกนอกระเบียง กลับเห็นเพียงใบกล้วยสะบัดไหวตามแรงลมเธอกลัวเหลือเกินว่าที่เห็นนอกเรือนนั้นจะไม่ใช่เพียงแค่เงาของต้นไม้ใบหญ้า

     มะลินผวาจนต้องรีบเร่งฝีเท้าชุ่มเหงื่อเดินเข้าไปในตัวเรือน เธอเดินตามแสงคบเพลิงที่จุดสว่างตามทางเดินทอดสู่ลานเอกเขนกซึ่งคุณหญิงสีวิกากำลังนั่งพับเพียบอยู่บนพื้นสาด เบื้องหน้าหล่อนคือโต๊ะเตี้ยซึ่งจัดวางสำรับอาหารคาวหวานไว้รอท่า รอยยิ้มจากกลีบปากสีใบไม้อ่อนคลี่แย้มมาทางเธอ ดวงตาของหล่อนแฝงไว้ด้วยความอาลัยอาวรณ์

     หญิงสาวนั่งขัดสมาธิบนฟูกสี่เหลี่ยมจัตุรัสตรงข้ามคุณหญิง หล่อนเปิดฝาถ้วยน้ำพริกกะปิบนพานใส่ผักเคียงนานาชนิดเคียงกับปลาทูอ้วนทอดกรอบหนังเหลืองอร่าม มะลินกลืนน้ำลายอึกใหญ่อย่างหิวจัดเมื่อหล่อนเอ่ย

     “การสัมภาษณ์จะเริ่มเดี๋ยวนี้แล้วนะจ๊ะ หนูมะลิน” คุณหญิงสีวิกายิ้มแย้ม “ฉันต้องขอบคุณที่เธอมาที่นี่ ฉันมีข้อตกลงสบาย ๆ สำหรับคนในเรือนหลังนี้ ประการแรกเธอต้องแต่งชุดที่ฉันให้เด็กเตรียมจัดหาให้เพราะท่านขุนและเราทุกคนต่างชอบแต่งชุดไทยกัน อย่างไรก็ตาม เรื่องเสื้อผ้าฉันคงขัดใจเธอไม่ได้มากนัก ถ้าจะประยุกต์ผ้าผ่อนที่มอบให้มาแต่งตัวอย่างไรก็ตามใจเธอ ประการที่สอง เรามีข้อห้ามตามความเชื่อโบร่ำโบราณหลายข้อ จะรับฟังและทำตามทั้งหมดได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับเธอแต่หากไม่ปฏิบัติตามก็อาจเกิดเภทภัยขึ้นกับตัวเธอเท่านั้นเอง”

     “ข้อแรกฉันพอทำได้ค่ะ” มะลินพยักหน้า “แต่ข้อสองมีเรื่องต้องห้ามแบบไหนบ้างคะคุณหญิง”

     “ถ้าได้ยินเสียงหรือได้กลิ่นอะไรยามค่ำคืน ห้ามทัก… ห้ามเดินผ่านประตูสามบานที่เชื่อมต่อกันในเรือนเวลากลางคืน เพราะครอบครัวเราเชื่อกันว่านั่นคือทางผ่านของวิญญาณบรรพบุรุษ ถ้าแมงมุมทุบอก จิ้งจกหรือตุ๊กแกร้องทักก่อนก้าวออกจากห้องหรือข้ามธรณีประตู จงอย่าออกไปไหนขนมที่มีคนวางทิ้งเอาไว้ห้ามหยิบมากินเด็ดขาด อย่าตัดเล็บหรือตัดผมเวลามืดค่ำ รวมถึงห้ามทำความสะอาดเรือนหลังตะวันตกดิน อ้อ… อีกอย่าง ข้าวของในเรือนทุกชิ้น เวลาหยิบจับหรือหยิบมาใช้ เธอจงระวังให้มากบางสิ่งอาจมีเจ้าของแล้ว อีกทั้งไม่ควรเอ่ยลบหลู่สิ่งที่มองไม่เห็น เท่านี้จ้ะเธอทำได้หรือเปล่า หนูมะลิน” หญิงสาวกุมมือไว้บนหน้าตักคล้ายวิตกกังวล

     “เข้าใจแล้วค่ะ” มะลินพยักหน้าพลางจดจำข้อปฏิบัติทั้งหมด จะว่าไปบางข้อก็คล้ายคลึงกับคำสอนที่ยายเคยพร่าสอนไว้สมัยยังเด็ก เธอพอจะทำได้บ้างถ้ามีสติ อุตส่าห์ถ่อจากบ้านมาไกลทั้งที จะพลาดงานที่ยายฝากฝังให้ได้อย่างไรกัน เศรษฐกิจเช่นนี้หางานยาก ได้งานแล้วควรรีบรับไว้

     คุณหญิงเปิดสำรับอาหารตักข้าวสวยให้มะลิน “เธอต้องมาเป็นครูพี่เลี้ยงให้กับเด็กสามคนของเรือนหลังนี้ พวกเขาล้วนพิการต่างกันเธอจะรับเด็กเป็นใบ้ ตาบอด และเดินไม่ได้ไหวหรือไม่ หากเธอไม่ยินดีจะดูแลและอบรมพวกเขาฉันจะไม่ขัด เธอมีสิทธิ์กลับออกไปเสียตั้งแต่ตอนนี้หากเธอไม่กลับ เธอก็อาจไม่ได้กลับออกไปอีก” หล่อนลดเสียงประโยคสุดท้าย “พวกเด็ก ๆ และฉันต่างรอเวลานี้มานาน”

     หญิงสาวไม่รู้ว่าคุณหญิงต้องการครูพี่เลี้ยงเด็กมากแค่ไหน เธอคิดว่าคุณหญิงสีวิกาคงเลี้ยงดูเด็กพิการถึงสามคนอย่างลำบากมาตลอด หล่อนช่างโชคร้ายที่ประสบเคราะห์กรรมให้กำเนิดลูกไม่สมประกอบทางกาย
ทั้งสามคน มะลินนึกเห็นอกเห็นใจคนตรงหน้า

     “ค่ะ คุณหญิงสีวิกา ฉันเต็มใจจะเป็นครูพี่เลี้ยงของพวกเขา”เธอตกลงรับงาน

     “เช่นนั้น เชิญเธอกินข้าวเถอะ กินให้หมดเกลี้ยงจาน คืนนี้เธอควรพักผ่อนก่อน แล้วพรุ่งนี้เช้าจึงจะพาไปพบหน้าลูกทั้งสามของฉัน”

     หญิงสาวผมดำยาวยกมือไหว้หล่อนที่อุตส่าห์ตักข้าวให้ “แล้วคุณหญิงไม่กินด้วยกันเหรอคะ” เธอตักน้ำพริกกะปิ แกะเนื้อปลาทูมาคลุกข้าวให้เข้ากัน

     คุณหญิงสีวิกาส่ายหน้า หล่อนยิ้มแย้มแจ่มใสขึ้นเมื่อมะลินตกลงอยู่ที่นี่

     “ไม่ล่ะจ้ะ นี่เป็นสำรับของเธอ ฉันกินอิ่มแล้ว”

     พอตักข้าวคำแรกใส่เข้าปากเคี้ยว รสชาติหอมหวานมันเค็มของเนื้อปลาทูทอดนุ่มแทบละลายในปาก ความรู้สึกต่อมาที่ปลายลิ้นคือรสเผ็ดระเบิดของพริกขี้หนูสวน จัดจ้านจนแสบลิ้นชนิดน้ำตาแทบไหล มะลินคายข้าวที่เคี้ยวไปได้ไม่กี่คำลงกระโถนข้างตัว ผุดลุกขึ้นตะลีตะลานหาร้านน้ำดื่มซึ่งมีลักษณะคล้ายเรือนจำลองหลังเล็ก ๆ ไว้ตั้งตุ่มใส่น้ำสะอาดมีกระบวยตักดื่ม เธอตักน้ำซดอยู่หลายกระบวยจนคุณหญิงหลุดหัวเราะคิกคักแทนที่จะสงสาร

     “อุ๊ย ขอโทษทีนะจ๊ะ ลืมเอาขันน้ำขึ้นมาให้ คุณยายสายบัวแกตำน้ำพริกเผ็ดไปหน่อย ยายแกตำเพลิน หนักมือไปน่ะจ้ะ ฉันลืมบอกแกว่าวันนี้มีแขกมากินมื้อค่ำด้วย คราวหน้าจะบอกให้แกเบาพริกลงก็แล้วกันนะจ๊ะ หนูมะลิน” เมื่อขำเสร็จคุณหญิงก็ลุกพรวดพราดขึ้นมาพาครูพี่เลี้ยงของหล่อนกลับมานั่งหน้าสำรับกับข้าวดังเดิม

     “ไม่เป็นไรค่ะ” หญิงสาวลิ้นชาจนแทบห้อย “ฉันกินแต่ปลาก็ได้ ส่วนน้ำพริกนี่คงกินไม่ไหวค่ะ”

     ที่จริงมะลินชอบกินเผ็ด แต่เธอไม่เคยลิ้มรสชาติน้ำพริกกะปินรกเผ็ดชนิดน้ำหูน้ำตาไหลเช่นนี้เลยในชีวิต เธอชักอยากเห็นหน้าแม่ครัวของเรือนอสุรานี้เสียแล้ว ยายสายบัวคนตำน้ำพริกจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรและร้ายกาจแค่ไหนกันเชียว

     แค่มื้อแรกก็เรียกน้ำตาแล้ว มื้อต่อไปของเธอในเรือนอสุราจะเผ็ดมันเดือดพล่านหรือซ่านสยองทรวงสักเพียงไร มะลินคนแกร่งก็อยากขอวัดดวงลุยดูสักตั้ง

 

บทที่ 1 ==>
กลับหน้าหลัก

Facebook Comments