Cupid’s Scythe | ศรที่ 2 : เคียวยมทูต

ศรที่ 2
เคียวยมทูต

 

[บันทึกของจูปิเตอร์]

    ข้ามีนามว่าจูปิเตอร์ กามเทพผู้สง่างามที่สุดในโรงเรียน ได้ชื่อว่าเป็นนักเรียนผู้ได้รับตำแหน่งกามเทพตัวอย่าง และยังเป็นกามเทพที่ทำคะแนนสอบได้ดีที่สุดในโรงเรียนแห่งนี้ เพราะฉะนั้น ข้าจึงไม่ได้เป็นแค่กามเทพทั่วไป แต่จงจำไว้ว่าข้าคือกามเทพผู้ยิ่งใหญ่

    “ฮึ… ฮึ… ฮึ…”

    ข้าส่งเสียงหัวเราะในลำคอพลางหลับตา ก่อนจะยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาปิดบริเวณจมูกและปาก ทำไหล่สั่นน้อย ๆ แล้วส่ายหน้าประดุจเวทนาในบางสิ่งหรือเยาะเย้ยใครบางคน

    โปโกะ กามเทพในรูปกายของหญิงสาวร่างเล็ก ดวงตากลมโตน่ารัก ทรงผมยาวตรงสีทองมัดเปียทั้งสอง้างด้วยไหมสีแดง กำลังมองข้าแล้วยิ้มถามอย่างใสซื่อราวกับเด้กน้อย “เจ้าหัวเราะอะไรของเจ้าน่ะ”

    “ข้ากำลังฝึกหัวเราะแบบผู้ดีน่ะ” ข้าตอบพลางหัวเราะด้วยท่าทางแบบเดิมอีกครั้ง “ฮึฮึฮึ…”

    “เจ้าไปเอาคำว่าผู้ดีมาจากไหนเนี่ย” ไคต์ กามเทพหนุ่มผมดำผิวขาวผ่องร่างอวบส่งเสียงถามข้า ทุกครั้งที่เขาพูด แก้มทั้งสองข้างที่บวมป่องอย่างอุดมสมบูรณ์จะขยับกระเพื่อมไปมาดูเพลินตาเชียวล่ะ

    “เห็นพวกกามเทพห้องข้าง ๆ พูดกันว่ามนุษย์ใช้คำนี้เรียกขานคนที่สูงศักดิ์กว่าน่ะ” ข้าตอบ

    “แล้วทำไมเจ้าต้องซ้อมด้วยล่ะ” โปโกะถามซื่อ ๆ

    “ข้าจะเอาไว้หัวเราะตอนได้คันศรมาถือในมือน่ะ” ข้าตอบขณะนึกถึงคันศระกามเทพที่ข้าจะได้ครอบครองในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้ โอ้… ข้าแทบจะอดใจรอเวลานั้นไม่ไหวแล้ว

    “แล้วทำไมเจ้าต้องอยากหัวเราะแบบผู้ดีด้วย” กามเทพสาวยังไม่ยอมเลิกถาม

    “ก็ปกติเจ้านี่มันเป็นผู้ดีซะที่ไหน” ฮิวม์เปิดประตูเข้ามาในห้องของข้าก่อนจะพูดขึ้น เจ้าฮิวม์เป็นกามเทพหนุ่มผมสีขาวปลายผมสีฟ้าอ่อนทรงผมยุ่งเหยิง ดวงตาเรียว หน้าตายิ้มแย้มคล้ายคนที่นึกจะทำอะไรบางอย่างสนุก ๆ อยู่ตลอดเวลา และเป็นกามเทพที่พูดจาคล้ายมนุษย์ เพราะมักโดดเรียนไปเถลไถลบนโลกมนุษย์บ่อยที่สุด

    “รู้สึกว่าเสียงหัวเราะข้ามันแปลก ๆ ไปหน่อยสินะ” ข้าพึมพำกับตัวเองแล้วขมวดคิ้วครุ่นคิด ก่อนจะลองเปลี่ยนไปเป็นโทนเสียงให้ต่ำลงจีงได้เสียงหัวเราะแบบใหม่แทน “ฮุฮุฮุ…”

    “อย่างกับเสียงหัวเราะของพวกป้าไฮโซ” ฮิวม์หัวเราะ ข้าจึงหันไปถามทันที

    “ป้าไฮโซคืออะไร”

    เจ้ากามเทพหัวขาวโบกมือปัดราวกับจะตัดบท “เอาน่า เจ้าอย่าไปใส่ใจเลย”

    ขณะนี้พวกข้ากำลังอยู่ในห้องสีขาวสว่างไร้เครื่องประดับตกแต่ง มีเพียงเครื่องเรือนจำเป็นเช่นโต๊ะ เก้าอี้ และเตียงนอนเท่านั้น ทุกอย่างเป็นสีขาวบริสุทธิ์ดั่งเช่นสีของปีก และเครื่องแบบนักเรียนที่ทุกคนสวมใส่กันอยู่

    ใช่แล้ว พวกเราคือนักเรียน และที่นี่คือห้องของข้ากับไคต์ในหอพักของโรงเรียนที่พวกเราเรียนกันอยู่

    “จะว่าไป นี่เราจะต้องสอบครั้งสุดท้ายกันแล้วจริง ๆ เหรอเนี่ย” ไคต์พูดอย่างประหม่า

    “นั่นสิ เหมือนเรายังเพิ่งเรียนกันไปได้ไม่นานเลยเนอะ” โปโกะยิ้มร่าเริง

    “พอสอบเสร็จเราก็จะได้ไปทำหน้าที่กามเทพจริง ๆ บนโลกมนุษย์ เฮ้อ… ข้าไม่มั่นใจเลย” ไคต์ยังคงบ่นอุบอิบ

    “ไม่เห็นมีอะไรต้องกังวลเลยนี่ ฮิฮิฮิ” ข้าลองเปลี่ยนเสียงหัวเราะใหม่อีกครั้ง

    “เจ้าก็พูดได้สิ ผลการเรียนของเจ้าดีมาตลอด การสอบภาคสนามครั้งนี้เจ้าก็คงได้คะแนนเต็มอีกแน่ ๆ” ไคต์โวยวาย

    “ข้าว่าเจ้าซีเรียสกับคะแนนมากเกินไปแล้วมั้ง” ฮิวม์พูดแทรกขณะนั่งบนเตียงของไคต์

    “ซีเรียสแปลว่าอะไรเหรอ” โปโกะถาม

    “อธิบายยาก เป็นอีกภาษาหนึ่งของพวกมนุษย์น่ะ” ฮิวม์เหมือนจะขี้เกียจอธิบายจึงพูดจาตัดบท

    “เจ้าก็เก่งเรื่องบนโลกมนุษย์ออกนะ แต่ทำไมเจ้าถึงสอบวิชาสังคมมนุษย์ไม่ผ่านล่ะ” ไคต์สงสัย

    “นี่ก็อธิบายยากอีกล่ะ”

    “เจ้าพอจะรู้เรื่องการสอบภาคปฏิบัติครั้งสุดท้ายบ้างไหม ฮิวม์”

    “ก็พอรู้จากพี่สาวข้าที่เพิ่งเรียนจบไปมาบ้าง ทางคณะมหาเทพและครูใหญ่จะกำหนดเป้าหมายจำนวนคู่รักที่พวกเราต้องแผลงศรใส่ โดยแต่ละปีการศึกาจะกำหนดจำนวนเป้าหมายไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับสภาพสังคมบนโลกมนุษย์ในขณะนั้น ใครทำไม่ถึงเป้าก็จะต้องสอบตกและเรียนซ้ำชั้น”

    “โอย ข้าจะทำได้ไหมเนี่ย ข้ายิ่งแผลงศรไม่แม่นด้วย ตอนสอบวิชาแผลงศรก็เกือบยิงใส่ครูฝึกเสียอีก กว่าจะเริ่มชินกับคันศรของตัวเองจนสอบซ่อมผ่านก็นานแทบแย่ แล้วทำไมถึงต้องเปลี่ยนให้เราไปใช้คันศรอื่นในการสอบครั้งสุดท้ายด้วยล่ะ”

    “เพราะคันศรที่พวกเราได้รับไปใช้ในการสอบครั้งสุดท้ายมีการลงอาคมแรงกล้า ป้องกันไม่ให้มีนักเรียนผู้ใดคิดไม่ซื่อหรือใช้กลโกงในการสอบยังไงล่ะ พวกเราจะไม่มีทางรู้จักคันศรที่เราจะใช้สอบได้เลยจนกว่าเราจะร่ายคาถาสัตย์สาบานกับคันศรของเรา และเราจะต้องใช้คันศรคันนั้นไปจนกว่าการสอบจะเสร็จสิ้น”

    “ถ้าอย่างนั้น หากข้าทําคันศรเสียหายล่ะ”

    “ถ้าคันศรพังก็จบกัน เตรียมเรียนซํ้าชั้นได้เลย”

    “โอย ข้าต้องซ้ำชั้นแน่เลย ขนาดคนศรที่ใช้ตอนเรียน ข้ายังทำเสียหายไปตั้งหลายสิบคัน อา… ข้ากังวลเหลือเกิน” ไคต์ครวญคราง

    “โฮะ… โฮะ… โฮะ…” ข้ายังคงลองเปลี่ยนเสียงหัวเราะของตนเองไปเรื่อยโดยไม่สนใจสิ่งที่สหายกำลังสนทนากันอยู่

    “เดี๋ยวปั๊ดยิงศรแสกหน้าเจ้าซะเลย” ฮิวม์พูดจาประหลาด ๆ แบบมนุษย์อีกแล้ว ฟังดูไม่ไพเราะเอาเสียเลย

ปึ้ง !

    บานประตูห้องของข้าเปิดออกโดยไม่มีผู้ใดผลักเปิด ไม่เพียงแต่ห้องของข้า แต่ประตูของทุกห้องในหอพักแห่งนี้ถูกพลังอำนาจบางอย่างที่ยิ่งใหญ่และไม่อาจมองเห็นได้กระชากเปิดออกพร้อมกัน

    มันคือสัญญาณจากฟากฟ้าเพื่อยอกกับนักเรียนกามเทพอย่างพวกข้าว่า บัดนี้ถึงเวลาสำคัญแล้ว…

    พวกข้าได้แต่หันมองหน้ากันแวบหนึ่ง สีหน้าไคต์เครียดเขม็งขึ้นทันที “ได้เวลาสอบครั้งสุดท้ายแล้วเหรอ”

    “พวกเราถูกเรียกแล้วสินะ”โปโกะยิ้มตื่นเต้น ก่อนกางปีกและโปบินออกไปทางประตูห้องที่เปิดกว้าง ด้านนอกห้องไม่ได้มีระเบียงทางเดินแบบอาคารทั่วไปบนโลกมนุษย์ และห้องของข้ากับห้องอื่น ๆ ก็ไม่ได้มีผนังติดกัน ทว่าแต่ละห้องเป็นเพียงกล่องสีเหลี่ยมสีขาวแยกเป็นเอกเทศลอยอยู่ท่ามกลางปุยเมฆกว้างไกลโอบล้อมรอบบริเวณ

    พวกข้ากางปีกและโบยบินขึ้นไปยังสนามสอบกลางเวหา ซึ่งเป็นภูเขาขนาดใหญ่ลอยอยู่เหนือปุยเมฆ เมื่อมองไปรอบ ๆ ก็พบกับนักเรียน กามเทพจํานวนมากกําลังบินไปยังสนามสอบเช่นกัน

     มีบางสิ่งบินวนอยู่เหนือสนามสอบกลางเวหา แต่สิ่งเหล่านั้นมิใช่กามเทพ…

    กล่องสีขาวขนาดไม่ใหญ่มากแต่มีจำนวนมหาศาลกำลังลอยมาอย่างเป็นระเบียบจากบนฟากฟ้าลงมาสู่สนามสอบ แต่ก็มีบางกล่องที่ลอยไปยังปุยเมฆซึ่งอยู่ห่างออกไป ปุยเมฆสีเทาบริเวณนั้นมีแสงแวบวาบและเสียงฟ้าคำรามแผ่วเบา หากฟากฟ้าฝั่งที่ข้าอยู่ตอนนี้คือยามเช้าสว่างสดใส ฟากฟ้าอีกฝั่งก็คือท้องฟ้ายามค่ำที่เต็มไปด้วยพายุฝนบ้าคลั่ง

    นั่นคือพรมแดนที่กั้นระหว่างโรงเรียนกามเทพกับโรงเรียนยมทูต

    “ช่วงนี้โรงเรียนยมทูตเองก็ต้องสอบเหมือนกัน พวกเทพระดับสูงเลยวุ่นวายกันยกใหญ่” ฮิวม์พูดกับข้าขณะมองไปยังกล่องจำนวนหนึ่งที่ลอยข้ามฟากฟ้าไปยังโรงเรียนยมทูต

    “นั่นสิ ข้าได้ยินมาว่าเบื้องบนกำลังวุ่นกับการจัดส่งเคียวยมทูตให้นักเรียนเหมือนกัน” ไคต์พึมพำ ขณะมองกล่องซึ่งภายในมีเคียวยมทูตกำลังลอยหายไปในกลุ่มเมฆสีเทา

    “ช่างโรงเรียนยมทูตเถอะ ถึงอย่างไรก็มีกฎห้ามเรายุ่งเกี่ยวกับพวกยมทูตอยู่แล้วนี่” ข้าพูดขณะมองไปยังกล่องสีขาวซึ่งลอยลงมายังสนามสอบ ภายในกล่องนั้นมีสิ่งที่ข้าหมายปอง นั่นก็คือคันศรกามเทพสำหรับใช้สอบรอบสุดท้ายนั่นเอง

    พวกข้าบินขึ้นไปเหนือภูกเขาที่ลอยอยู่บนฟากฟ้า ก่อนจะค่อย ๆ ร่อนลงมายังสนามสอบซึ่งปูด้วยหญ้าสีเขียวชอุ่ม ฝ่าเท้าของพวกเราเหยียบลงบนผืนหญ้าที่อ่อนนุ่ม ก่อนที่สรเสียงหนึ่งดังขึ้น

    “และแล้วก็ถึงเวลาสอบวัดระดับครั้งสุดท้าย”

    เสียงจากเทพเบื้องบนที่พวกเราเรียกขานกันว่าครูใหญ่ดังขึ้นจากบนฟากฟ้า พวกเราเหล่ากามเทพยืนเข้าแถวกันอย่างเป็นระเบียบตามลำดับที่ได้รับมาตั้งแต่เข้าเรียนวันแรก ก่อนที่กล่องสีขาวจะค่อย ๆ ร่อนลงตรงหน้าของพวกเราแต่ละคน

    “ก่อนอื่นข้าขอตรวจสอบนามของพวกเจ้าก่อน” ครูใหญ่กล่าวต่อก่อนที่เมฆบนฟ้าจะแหวกออก แสงแดดสีทองจากเบื้องบนส่องลงมายังกามที่อยู่หัวแถวแรกสุด “เริ่มจากกามเทพตนแรกแถวหน้าสุด เจ้ามีนามว่า ?”

    “ไซคริสครับ” เสียงกามเทพแถวหน้าสุดขานรับอย่างแข็งขัน

    “กามเทพตนถัดมา เจ้ามีนามว่า ?” เสียงของครูใหญ่ถามต่อ ขณะที่แสงแดดสีทองเลื่อนไปส่องยังกามเทพตนถัดมา

    “ออร์คาค่ะ” เสียงกามเทพหญิงอีกคนพูดตอบ

    การถามและขานชื่นดำเนินไปอีกครู่ใหญ่ จนกระทั่งมาถึงคราวของข้า แสงสีทองจับจ้องลงมายังตัวข้าซึ่งมีรัศมีเจิดจ้าอยู่ก่อนแล้ว แสงนั้นยิ่งขับเน้นให้รัศมีของข้าเจิดจรัสเปล่งประกายยิ่งขึ้น ข้าเอามือกอดอกพลางหลับตาพริ้มอย่างภาคภูมิใจ

    เสียงครูใหญ่ดังกังวาน “เจ้ามีนามว่า ?”

    ข้ากระแอมอย่างไว้ตัวก่อนตอบอย่างมันใจ “จูปิเตอร์ครับ”

    “ฮะ ! ลูซิเฟอร์ !?” ครูใหญ่ตกใจเมื่อได้ยินนามของปีศาจ

    ข้าเลิกทำตัวสง่างามและแผดเสียงตวาดด้วยความโกรธ  “จูปิเตอร์ !”

    ฮิวม์ซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ ใช้ข้อศอกกระทุ้งเบา ๆ เพื่อเตือนสติข้า “ใจเย็นไว้ ลูซิเฟอร์… ไม่สิ จูปิเตอร์ ท่องไว้ เจ้าเป็นผู้ดี… เจ้าเป็นผู้ดี…”

    “อ่า ใช่ ข้าเป็นผู้ดี ฮึ… ฮึ… ฮึ…” ข้าส่งเสียงหัวเราะแบบผู้ดีแล้วส่ายหน้าพลางมองแสงสีทองที่ส่องสว่างจากเบื้องบนด้วยสายตาเวทนาตามฉบับของผู้ดี ก่อนจะหันมาพูดกับฮิวม์ “ข้าว่าการหัวเราะแบบผู้ดีเนี่ย ช่วยแก้ปัญหาได้ทุกอย่างจริง ๆ”

    ใช้เวลาอีกสักครู่การขานนามก็จบลง กามเทพทุกตนยืนในตำแหน่งที่ถูกต้อง ทุกอย่างเงียบสงัดเนื่องจากพวกเราต้องยืนสงบนิ่งเพื่อแสดงความเคารพต่อคันศรในกล่องขาวซึ่งจะมาเป็น ‘อาวุธคู่กาย’ ของพวกข้าในอีกไม่นานนี้

    บรรยากาศเงียบสนิทอย่างน่าเกรงขาม ไร้ซึ่งสรรพเสียงใด

    “ฮึ… ฮึ… ฮึ..” ยกเว้นเสียงหัวเราะของข้า

    ฮิวม์กระซิบถามอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าจะหัวเราะทำแมวอะไรอีกล่ะเนี่ย”

    “ข้ากำลังฝึกหัวเราะแบบผู้ดีตอนได้ถือคันศรไว้ในมือน่ะ” ข้าตอบ “ว่าแต่ หัวเราะทำแมว เนี่ยคือะไร”

    เจ้ากามเทพขี้หงุดหงิดยักไหล่แบบมนุษย์ “ภาษาแบบไม่เป็นทางการของมนุษย์น่ะ ช่างมันเถอะ”

    “การหัวเราะสามารถผลิตแมวได้ด้วยเหรอ”

    “ข้าบอกว่าช่างมันยังไงละว้อย !”

    เสียงฟากฟ้าดังขึ้น ครูใหญ่พูดอย่างน่าเกรงขามว่า “บัดนี้ถึงเวลาแห่งการลั่นสัตย์สาบาน”

    กามเทพทุกตนรวมถึงข้าเปล่าเสียงพร้อมกันจนแผดก้องไปทั่วนภา “ข้าจะภักดีต่ออาวุธคู่กาย ตราบถึงวันที่การทดสอบจบสิ้น”

    นั่นหมายความว่า หลังจากนี้ไป ข้ากับอาวุธที่อยู่ภายในกล่องสีขาวจะต้องอยู่คู่กันตลอดไปจนกว่าการสอบจะจบสิ้น หากอาวุธเสียหายก็ไม่สามารถใช้คันสรอื่นแทน และไม่สามารถสลับคันศรกับผู้อื่น ดังนั้นข้าจะต้องรักษาคันศรนี้ยิ่งกว่าชีพของตน

    กล่องสีขาวทุกใบสั่นอย่างบ้าคลั่งพร้อมกันชั่วขณะหนึ่งราวกับจะขานรับสัตย์สาบานของพวกข้า ก่อนเปล่าแสงสว่างวาบเพียงเสี้ยวอึดใจแล้วดับวูบลง ทุกอย่างกลับสู่ความสงบอีกครา

    “และบัดนี้การให้สัตย์สาบานก็จบลง” ครูใหญ่พูด

    ฮิวม์หลับตาแน่นราวกับพยายามข่มความตื่นเต้น เพราะรู้ดีว่าการสอบใกล้จะเริ่มต้นเข้ามาทุกที กามเทพทุกตนโน้มตัวไปจับฝากล่องสีขาวเพื่อเตรียมเปิดมันออก ข้าเองก็เช่นกัน แม้อยากจะเปิดกล่องเสียตั้งแต่ตอนนี้เลยเพราะอยากเห็นว่าคันศรของข้าจะงดงามกว่าของผู้อื่นเพียงใด แต่ต้องหักห้ามใจไว้เพื่อมิให้พิธีอันมีเกียรตินี้ต้องเสื่อมมนต์ขลังลง

    อดใจอีกเพียงครู่หนึ่ง เวลานั้นก็จะมาถึงเอง อักเพียงอึดใจเดียวเท่านั้น…

    “พวกเจ้าจงเปิดกล่อง” ครูใหญ่ให้สัญญาณเริ่มต้นการสอบในที่สุด “และหยิบคันศรที่คู่ควรกับพวกเจ้าออกมา ณ บัดนี้”

    กามเทพทุกตนเปิดกล่องพร้อมกัน ข้าเองก็เช่นกัน มีแสงสว่างวาบออกมาจากกล่องจนทำให้มองเห็นสิ่งที่อยู่ภายในไม่ชัดนัก แต่ก็รับรู้ได้ว่าสิ่งนั้นกำลังลอยขึ้นมาจากกล่องอย่างนุ่มนวลเพื่อเข้าสู่อุ้มมือของข้า

    อา.. นี่สินะ คันศรของข้า ! ข้าคิดในในพลางคว้าสิ่งนั้นขึ้นมาจากกล่อง ชูมันขึ้นเบื้องหน้ากามเทพทุกตน บัดนี้… ถึงเวลาแล้วที่ข้าจะหัวเราะอย่างผู้ดีตามแผนที่ได้วางไว้

    “เคี้ยก ! เคี้ยก ! เคี้ยก !” ข้าหัวเราะชั่วร้ายขณะคว้าเคียวยมทูตขึ้นมา ก่อนจะสยายปีกแล้วเหินฟ้าพลางเหวี่ยงเคียวไปมาท่ามกลางความตื่นตะลึงของทุกคน แค่นี้ทุกคนจะต้องหวาดกลัวกับความน่าพรั่นพรงของข้า

    ไม่สิ… ทำไมถึงกลายเป็นความน่าพรั่นพรึงไปได้ล่ะ

    “น่ากลัว !” บรรดากามเทพหญิงต่างพากันมองมาที่ข้าด้วยแววตาตื่นกลัว แม้แต่ฮิวม์และไคต์ก็ดูตกใจมาก ข้ามองไปรอบ ๆ และพบว่ากามเทพทุกตนต่างก็ต่างถือคันศรที่ทำจากไม้สีขาวสลักลวดลายวิจิตรงดงาม มีเพียงข้าเท่านั้นที่ถือเคียวอยู่ในมือ

    “นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย” ข้าสติแตกไปแล้ว

    ไคต์รีบเข้ามาห้ามปราม “ลูซิเฟอร์ ใจเย็นไว้ เจ้าเป็นผู้ดี…”

    “ข้าชื่อจูปิเตอร์ต่างหาก !”

    “เกิดอะไรขึ้น” ครูใหญ่ส่งเสียงถามจากบนฟากฟ้า ก่อนที่จะพูดต่อด้วยความประหลาดใจ “นั่นมันเคียวยมทูตนี่นา”

    “เคียวยมทูต ?”

    “น่ากลัวจัง”

    “ไม่อยากเข้าใกล้เลย”

    “ทำไมเป็นเคียวยมทูตล่ะ”

    บรรดากามเทพพากันกระซิบอย่างตระหนกระคนอยากรู้อยากเห็นแล้วลอบมองมาที่ข้า แม้ปกติข้าจะชอบตกเป็นเป้าสายตาของใคร ๆ แต่ก็ไม่ใช่การถูกมองและถูกพูดถึงแบบนี้ เพราะพวกนั้นไม่ได้ชื่นชมข้าอยู่แน่นอน เมื่อเหลืออดข้าจึงแกว่งเคียวยมทูตชี้หน้ากามเทพคนอื่น ๆ

    “อย่ามองข้าด้วยสายตาแบบนั้นนะ เจ้าพวกบ้า !”

    “ใจเย็นนะ จูปิเตอร์ อย่าไปคิดมาก ไม่ต้องใส่ใจคำพูดของเจ้าพวกนั้นหรอก” โปโกะพยายามปลอบข้า พลางชี้นิ้วมาที่ข้ากับเคียวยมทูตและพูดให้กำลังใจข้า “เคียวนี่ก็เหมาะกับเจ้าดีออก”

    “ไม่เหมาะสักนิดเฟ้ย !” ข้าเผลอตวาดออกไป

    ฮิวม์ประหลาดใจ “ข้าว่าติดมาจากเจ้านี่แหละฮิวม์”

    ครูใหญ่เงียบไปสักพักก่อนพูดขึ้น “ข้าได้สอบถามไปยังเทพระดับสูงแล้ว เกิดความผิดพลาดบางอย่างขึ้น กล่องใส่คันศรของจูปิเตอร์จึงสลับกับกล่องใส่เคียวยมทูตของนักเรียนโรงเรียนยมทูตที่มีกำหนดสอบครั้งสุดท้ายในวันนี้เหมือนกัน น่าจะเป็นเพราะความวุ่นวายในการจัดส่งอุปกรณ์ของทั้งสองโรงเรียนพร้อมกัน จึดได้เกิดความผิดพลาดเช่นนี้”

    “งั้นท่านก็ให้พวกระดับสูงลงมาเอาเคียวกลับไป แล้วเอาคันศรกลับมาให้ข้าซะทีสิ !” ข้าโวยวาย

    “อย่าพูดก้าวร้าวใส่ครูใหญ่แบบนั้นสิ จูปิเตอร์ใจเย็นไว้ สหายข้าทุกปัญหาต้องมีทางออกแน่ ๆ” ไคต์เตือนอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ

    ข้าตะโกน “เจอเรื่องแบบนี้แล้วเจ้าจะให้ข้าแก้ปัญหานี้ยังไง !?”

    “ลองหัวเราะแบบผู้ดีสิ บางทีคงช่วยได้” ไคต์ตัวสั่นเทาขณะพยายามเลียนแบบเสียงหัวเราะของข้า “ฮึ… ฮึ… ฮึ.. ไงล่ะ”

    “ใครมันจะไปหัวเราะงี่เง่าแบบนั้นได้ !?” ข้าถาม

    “ก็เจ้าไง” โปโกะตอบปราศจากพิษภัย “วันนี้เจ้าหัวเราะแบบนั้นมาหลายสิบครั้งแล้วนี่”

    “โปโกะ เจ้าไม่ต้องพูดทุกอย่างที่คิดในใจออกมาก็ได้นะ” ฮิวม์กระซิบ

    “พวกเจ้าเงียบไปเลย” ข้าเอาเคียวชี้หน้าทุกคนก่อนจะเงยหน้ามองฟ้า “ท่านครูใหญ่ ว่าไงล่ะ ท่านจะแก้ไขปัญหาให้ข้ายังไง”

    “ต่อให้พวกเทพระดับสูงสลับอาวุธกลับคืนก็คงไม่มีประโยชน์” ครูใหญ่พูดอย่างสิ้นหวัง “เพราะเจ้ากับยมทูตจากโรงเรียนยมทูตที่ได้คันศรจากเจ้าไปต่างก็ให้สัตย์สาบานกับอาวุธเรียบร้อยแล้ว”

    ข้าเบิกตาโพลง “ท่านครูใหญ่หมายความว่า ?”

    ครู่ใหญ่ตอบอึกอัก “ใช่… จนกว่าการสอบจะสิ้นสุด เจ้าจะต้องใช้เคียวยมทูตนั่นเป็นอาวุธคู่กายแทนคันศรเพื่อทำให้คนอื่นรักกัน จูปิเตอร์”

    ข้าบ่นด้วยความรู้สึกไม่อยากเชื่อ “จะให้กามเทพใช้เคียวยมทูตเนี่ยนะ ไม่มีทาง ข้าจะไปขอแลกเคียวยมทูตกับเจ้ายมทูตบ้านั่น หรือต่อให้แลกอาวุธกันไม่ได้ แต่ถ้าร่วมมือกันก็อาจจะพอเป็นไปได้”

    “ตามกฎของโรงเรียน ห้ามกามเทพข้องเกี่ยวกับยมทูต มิเช่นนั้นปีกของเจ้าจะต้องมอดไหม้จนเจ้าตกจากสวรรค์” ครูใหญ่ปราม

    “แล้วทางโรงเรียนไม่คิดจะรับผิดชอบความผิดพลาดนี้เลยหรือไงนี่ไม่ใช่ความผิดของข้านะ !” ข้าโวย

    “ทางโรงเรียนกามเทพขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น” ครูใหญ่เริ่มพูดเสียงไร้อารมณ์ราวกับกำลังอ่านข้อความที่มีคนอื่นเขียนให้

    ฮิวม์หันไปพูดกับไคต์ “โอ้โห อย่างกับบทพูดที่พวกมนุษย์ชอบท่องโพยพูดกันเลยแฮะ”

    “ท่องโพยคืออะไร” โปโกะถาม

    “ข้าไม่ต้องการการแสดงความเสียใจ แต่ข้าอยากรู้ว่าแล้วข้าจะต้องทำอย่างไรต่อ” ข้าแกว่งเคียวอาละวาดไปมาจนกามเทพตนอื่นพากันบินหนีเพื่อกลับไปยังห้องพักของตน

    ครูใหญ่ถอนหายใจ “ข้าแนะนำให้เจ้าเตรียมตัวให้ดีสำหรับการสอบรอบหน้า”

    ข้าตกใจไปครู่หนึ่ง “ท่านหมายความว่าจะให้ข้าสอบตกปีนี้ ?”

    “ข้าไม่ได้จะให้เจ้าสอบตก” ครูใหญ่รีบปฏิเสธ “แต่ในเมื่อเจ้ามีเคียวยมทูตเป็นอาวุธแบบนี้ ปีนี้เจ้าสอบไม่ได้หรอก เจ้าไม่สามารถทำให้ใครรักกันได้ด้วยเคียวยมทูตนี่”

    ข้า… ผู้เป็นกามเทพตัวอย่างจะต้องเรียนซ้ำชั้นและปล่อยให้กามเทพตนอื่นที่เป็นรองข้าจบการศึกษาไปก่อนอย่างนั้นหรือ

    “พวกเจ้าอย่ามาหัวเราะเยาะข้านะ เดี๋ยวฟันหัวแบะเลย” ข้าเหวี่ยงเคียวไปรอบ ๆ แม้ความจริงจะไม่มีกามเทพตนไหนหัวเราะเยาะข้า แต่เจ้าพวกนั้นจะต้องกลับไปหัวเราะในห้องของพวกมันแน่

    “นั่นไง ข้าบอกแล้วเห็มไหม เคียวนี่เหมาะกับจูปิเตอร์จริง ๆ” โปโกะพึมพำกับฮิวม์ที่พยักหน้ายอมรับ

    “นั่นสิ เหมือนเกิดมาเพื่อคู่กนัลเย”

    ไคต์ซึ่งเงียบมานานถึงกับหลุดปากพูดออกมา “จรงๆ เทพเบื้องบนอาจจะไม่ได้ส่งอาวุธผิดก็ได้นะ…”

    “เป้าหมายการสอบในปีการศึกษานี้คือการให้มนุษย์รักกันได้รวมแต้มห้าร้อยคะแนนภายในสิบห้าวัน โดยแต้มที่พวกเราจะได้รับขึ้นอยู่กับเงื่อนไขความยากง่ายของการที่แต่ละคู่รักจรักกันได้” ไคต์อ่านสมุดเงื่อนไขการสอบที่อยู่ในกล่องคันศร

    ฮิวม์พึมพำออกมา “เท่ากับว่ายิ่งคู่ไหนที่ดูไม่น่ารักกันได้หรือความรักที่เป็นไปได้ แล้วเราเข้าไปทำให้มันเกิดขึ้นได้ ก็ยิ่งทำให้เราได้คะแนนสูงขึ้นสินะ”

    “แต่ห้าร้อยคะแนนที่ถือว่าสูงมากเลยนะ การสอบรอบที่แล้วกำหนดคะแนนสอบผ่านไว้ที่สามร้อยคะแนนเอง” โปโกะบ่นอุบ

    ฮิวม์นอนไขว้ขาขณะกางปีกลอยอยู่กลางอากาศ “คงเพราะช่างนี้มนุษย์รักกันน้อยลงล่ะมั้ง ว่าแต่จูปิเตอร์ เจ้าจะทำยังไงต่อไป”

    “ข้าไม่มีทางยอมซ้ำชั้นหรอก” ข้าตอบอย่างหงุดหงิด “ข้าจะคิดหาวิธีทำแต้มให้ได้โดยใช้เคียวยมทูตนี่แหละ”

    “ทำได้ด้วยเหรอ” เจ้กามเทพอวบถามข้าอย่างกังวล

    “ก็น่าจะทำได้อยู่ เพราะเงื่อนไขของคะแนนสอบคือกามเทพจะต้องเข้าไปมีส่วนทำให้มนุษย์รักกัน ไม่ได้ระบุว่าต้องแผลงศรเท่านั้นเพียงแต่คันศรกามเทพจะช่วยเพิ่มอากสความสำเร็จในความรักของคนคู่นั้นมากยิ่งขึ้น” ฮิวม์ตอบแทน “แต่ปัญหาก็คือกามเทพจะทำยังไงให้คนรักกันโดยไม่ใช้คันศรเนี่ยสิ”

    “ก็ไปให้คำแนะนำมนุษย์เรื่องความรักกันสิ” ข้ายิ้มอย่างมั่นใจ “ในตำราเคยบอกไว้ว่า มนุษย์ที่เชื่อมั่นในรักแท้จะสามารถมองเห็นกามเทพได้ ข้าก็แค่ไปหามนุษย์พวกนั้นแล้วให้ความเชื่อมั่นจนพวกมนุษย์กล้าบอกรักกัน ถึงการทำแบบนี้อาจจะได้คะแนน้อย แต่ถ้าเน้นปริมาณเข้าว่าก็น่าจะทำให้ถึงห้าร้อนคะแนนได้ละน่า”

    หลังจากข้าพูดจบ ทุกคนก็เงียบไปชั่วขณะ ก่อนที่ฮิวม์จะถอนหายใจ “ลูซิเฟอร์”

    “หือ ?” ข้าหันมาตามเสียงเรียก ก่อนจะรู้สึกเจ็บใจนิด ๆ ที่เริ่มรู้สึกชินราวกับว่านั่นเป็นชื่อจริงของข้าไปเสียแล้ว

    “เจ้าไม่เคยไปโลกมนุษย์บ่อย ๆ สินะ ถึงได้อ่อนต่อโลกแบบนี้ ถ้าเจ้าไม่รังเกียจละก็ การสอบครั้งนี้ข้าจะช่วยด้วยแล้วกัน”

    ข้ารู้สึกคล้ายถูกสหายรักหยามเกียรติ “ทำไมข้าต้องให้เจ้าช่วยด้วย ในเมื่อคะแนนสอบของเจ้าต่ำกว่าข้าหลายเท่านัก”

    ไคต์พูดตะกุกตะกัก “ตะ… แต่ฮิวม์รู้เรื่องโลกมนุษย์ดีมากเลยนะเขาน่าจะช่วยเจ้าได้นะ จูปิเตอร์”

    “ข้าเป็นถึงกามเทพตัวอย่างของโรงเรียนนี้ ข้าไม่จำเป็นต้องให้ใครมาช่วย” ข้าเหวี่ยงเคียวไปมาอย่างหงุดหงิด ก่อนจะเบิกตาโพลงเพราะนึกอะไรบางอย่างออก อา.. ข้ามองข้าเรื่องนี้ไปได้อย่างไรกัน “จริงด้วยต้องเป็นเช่นนี้แน่นอน ในที่สุดข้าก็เข้าใจแล้ว ที่เทพเบื้องบนส่งเคียวมาให้ข้าไม่ใช่ความผิดพลาดหรอก”

    โปโกะขมวดคิ้ว “แล้วเพราะอะไรเหรอ”

    “ทางเบื้องบนจงใจส่งเคียวให้ข้าต่างหาก เพราะรู้ดีว่าข้าเก่งกว่าพวกเจ้ามากเกินไป ก็เลยให้เคียวมาเพื่อถ่วงความสามารถของข้าแทนถือว่าเป็นการต่อแต้มให้พวกเจ้า” ข้ากอดอกและหัวเราะอย่างผู้ดี “ฮึ… ฮึ… ฮึ… ต้องเป็นเช่นนั้นแน่ ๆ”

    ฮิวม์ถอนหายใจ “ข้าเกลียดเสียงหัวเราะของเจ้าชะมัด”

    “เจ้าไปเอาความมั่นใจแบบนั้นมาจากไหนกันนะ” แม้แต่ไคต์ยังมองข้าด้วยสีหน้าระอาใจ

 

 (ติดตามตอนต่อไป) บทที่ 2 ==>
<== ศรที่ 1
กลับหน้าหลัก

 

Facebook Comments