The Dark Elf  | บทที่ 2 : ดาร์กเอลฟ์ ใช่ว่าจะได้ทำงานสบายเหมือนพวกไลต์เอลฟ์

2

ดาร์กเอลฟ์ ใช่ว่าจะได้ทำงานสบายเหมือนพวกไลต์เอลฟ์

 

     ทำไมตอนเกิดข้าถึงมีแสงเปล่งประกายเจิดจ้าออกมาจนทำให้แม่ข้าตาบอด…

     แน่นอนว่าต้องไม่ใช่แสงสว่างปกติ แม้จะน่าแปลก แต่คิดยังไงก็คิดไม่ตก ข้าหาคำตอบสารพัดมาอธิบายชีวิตห่วย ๆ เอ่อ… ชีวิตไม่ค่อยสมประกอบของตัวเอง ว่าทำไมข้าซึ่งเป็นทารกแรกเกิดถึงมีร่างกายสว่างเจิดจ้าจนแม่ข้ามองเห็นแล้วตาบอด

     หากข้ายังมีแสงเจิดจ้าเวอร์แบบตอนแรกเกิด ป่านนี้ดาร์กเอลฟ์ทุกตนที่ข้าเดินผ่านคงจะตาบอดกันหมดสินะ ข้าคงไม่ต้องเดินล่องลอยเหมือนไร้ตัวตนอยู่ในอุโมงค์ที่พวกดาร์กเอลฟ์สัญจรผ่านไปมาแบบนี้

     ทำไมน่ะรึ เพราะ… ไม่มีใครเห็นข้าในสายตา

     ต่อให้เป็นดาร์กเอลฟ์ แต่เมื่อมาอาศัยอยู่ใต้ดินที่มิดสนิทแบบนี้ เนื้อตัวย่อมพอมีแสงเรืองออกมาให้มองเห็นกันได้ไม่ยากนัก แต่ตัวข้าเป็นกรณียกเว้น ต่อให้มืดมิดแค่ไหนก็ไม่มีแสงใดเรืองออกมาจากผิวกายเลย ทำให้มีเอลฟ์ซื่อบื้อเดินชนข้าบ่อยครั้ง

     ตอนเด็กข้าเคยถูกเดินชนจนลงไปนอนกองกับพื้นให้พวกดาร์กเอลฟ์เดินเหยียบหลังข้าไปมาโดยไม่รู้ว่ามีข้านอนกระอักเลือดอยู่กับพื้นอุโมงค์มืดทึบ กว่าจะลุกขึ้นมาได้ตัวข้าก็มีแต่รอยเท้าดำปี๋

     นับจากวันนั้น ด้วยความแค้นใจข้าจึงฝึกฝนการเดินหลบหลีกพวกดาร์กเอลฟ์ตนอื่นในอุโมงค์ทุกวัน กระทั่งข้าทำได้จนเชี่ยวชาญ ตอนนี้ต่อให้ต้องเดินสวนกับเอลฟ์ร่างสูงใหญ่ถึงยี่สิบตนที่กรูกันวิ่งมาหาในอุโมงค์แคบแค่ไหน ข้าก็สามารถเอนกายสูงโปร่งหลบหลีกเอลฟ์ทุกตนไม่ให้กระทบไหล่ข้าได้สบาย

     ข้าว่องไวมากกว่าพวกดาร์กเอลฟ์ด้วยกันหลายสิบเท่า บอกแล้วว่าข้ามีพรสวรรค์

     ถึงข้าจะหลบหลีกว่องไวคล่องตัว มีพละกำลังมากขนาดต่อยเอลฟ์หนุ่มปลิวไปสิบหลาได้ แต่ก็มีข้อเสียในตัวเองอย่างหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องน่าอายไม่น้อย คือข้า… ใช้เวทมนตร์ของดาร์กเอลฟ์ไม่เป็น ไม่ใช่ไม่เป็น แต่ใช้ไม่ได้ต่างหากพลังเวทของพวกดาร์กเอลฟ์นั้นมีสีดำ เวลาเสกลำแสงออกมาจากกาย แสงเหล่านั้นจะมีสีดำ ส่วนพวกไลต์เอลฟ์จะมีลำแสงสีขาวเป็นพลังเวทประจำกาย ใครมีพลังมากก็มีแสงมาก แต่ข้าเสกพลังเทือกนั้นไม่เป็น ไม่ใช่ว่าข้าไม่เคยร่ำเรียนการเสกลำแสงของดาร์กเอลฟ์ แต่สอบตกทุกปีเพราะไม่เคยมีพลังสากกะเบือเรือรบอะไรออกมาจากกายข้าเลย พลังช่างดับสนิทพอ ๆ กับผิวกายซีด ๆ ของข้า

          เรื่องนั้นช่างมันเถอะ ยังไงข้าก็ฉับไวและแรงเยอะก็แล้วกัน

     พูดถึงพลังเวทของเหล่าเอลฟ์ หากไม่มีพรสวรรค์จริง ๆ แล้วละก็ เอลฟ์ที่ใช้พลังเวทของตนทำร้ายสิ่งมีชีวิตได้น่ะหายากมาก อย่างเก่งก็สร้างเกราะป้องกันตนเองหรือพรางตัวเท่านั้น ยิ่งดาร์กเอลฟ์อย่างพวกข้า ยิ่งไม่ต้องพูดถึง พลังเวทที่บอกว่าเหมือนลำแสงสีดำของพวกดาร์กเอลฟ์นั้นอ่อนแอซะจนไม่รู้จะมีไว้ทำไม คงมีไว้เสกอวดสาวเรียกร้องความสนใจเท่านั้นล่ะมั้ง เหตุนี้ข้าจึงไม่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอะไรมากนักที่ตนไม่สามารถเสกแสงอะไรออกมาจากปลายนิ้วหรือฝ่ามือได้ เพราะมันไม่มีประโยชน์กับข้าเลย แม้ว่าจะน่าอายหน่อย ๆ ก็ตามที

     ข้าไม่ต้องการพลังเวทไว้ใช้อำพรางตัว ใคร ๆ ก็มองไม่ค่อยเห็นข้าอยู่แล้ว ส่วนเรื่องเกราะป้องกัน ข้าไม่สนหรอกเพราะถนัดลุยซึ่ง ๆ หน้ามากกว่าป้องกันตัว

     นอกเรื่องไปมาก… กลับมาที่ประเด็นเรื่องแม่ข้าตาบอดกันดีกว่า แม่ข้าเป็นนางดาร์กเอลฟ์ที่อยู่ในความมืดใต้ดินมานาน หลังจากพ่อข้าสิ้นใจก็ไม่ได้ขึ้นไปดูเดือนดูตะวันบนผิวดินเลย ดวงตาของแม่รวมทั้งดวงตาหมอตำแยที่วัน ๆ คงเอาแต่อุดอู้ซุกหัวอยู่ในรูใต้อุโมงค์มืดสนิท จึงไม่อาจจะปรับสภาพได้ทันยามเจอแสงสว่างมาก ๆ แยงเข้าตา ทำให้ตาบอดโดยทันที

     ถึงกระนั้นก็ยังอธิบายไม่ได้อยู่ดีว่าทำไมตัวข้าตอนแรกเกิดจึงมีแสงจ้า… แถมจ้าอยู่แค่สองชั่วโมงก็ดับ ! ดับธรรมดาก็ไม่ได้ เล่นดับซะข้ากลายเป็น ไอ้เอลฟ์มืด ที่สุดในรอบสามร้อยปี เอาเถอะ… ไม่อยากคิดหาคำตอบให้ปวดหัวอีกแล้ว ตอนนี้ต้องหาหนอนมาเตะแก้เซ็งเสียหน่อย

     ข้าเดินคิดอะไรไปเพลิน ๆ ก็มาถึงอุโมงค์เส้นที่พวกดาร์กเอลฟ์ขุดหาแร่กันอยู่

     อาชีพนักขุดแร่เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ดาร์กเอลฟ์นิยมทำรองจากอาชีพขัดรากไม้หรือกำจัดวัชพืชใต้ดิน เพราะอาชีพนักขุดแร่มีหน้าที่หาแร่ทองคำ อัญมณี หรือแร่ชนิดอื่น ๆ เพื่อนำไปขายทอดตลาด ซึ่งตลาดของดาร์กเอลฟ์ส่วนมากจะขึ้นตรงต่อพวกไลต์เอลฟ์ ดังนั้นแร่ทองคำและอัญมณีถูกขายให้พวกไลต์เอลฟ์ที่เอาธัญพืชดี ๆ จากป่าข้างบนมาแลก ฟังดูไม่คุ้มค่าแรงเท่าไร แต่พวกดาร์กเอลฟ์ก็หลังขดหลังแข็งขุดหาแร่กันในอุโมงค์ไม่ต่างจากคนแคระ เพียงแต่รูปร่างของพวกเขาไม่แคระเท่านั้นเอง

     ดาร์กเอลฟ์บางรายหาแร่เยอะจนร่ำรวยเป็นนายหน้าก็มี แต่มีน้อยจนนับนิ้วได้ พวกเขามักจะถูกพวกพ่อค้าหัวหมอหน้าเลือดชาวไลต์เอลฟ์ขูดรีดเงินทองไปจนหมดตัว แม้แต่ชุดชั้นในก็ถูกปล้นไปไม่เหลือด้วยสิ่งที่เรียกว่าการพนันชั้นต่ำ ส่วนไลต์เอลฟ์ที่ลงมาใต้ดินนอกจากจะเป็นพวกพ่อค้าก็คือพวกนักเล่นแร่แปรธาตุ

     ข้าคิดว่าดาร์กเอลฟ์โง่ไปหน่อยที่ปล่อยให้พวกไลต์เอลฟ์นิสัยแย่กดขี่เป็นชนชั้นแรงงาน แต่ทำอย่างไรได้ล่ะ ในเมื่อเอลฟ์โง่ย่อมตกเป็นเหยื่อของเอลฟ์ฉลาด ข้าตนหนึ่งล่ะ ไม่ขอเลือกอาชีพนักขุดแร่

     เดินมาอีกอุโมงค์ก็ถึงตลาดกลางของเหล่าดาร์กเอลฟ์ ที่นี่เป็นที่เดียวที่มักมีพวกไลต์เอลฟ์เดินเปล่งแสงจ้า ๆ อยู่ ข้าเดินไปเพลิน ๆ มองดูร้านค้าไปพลางมองพวกไลต์เอลฟ์ที่เดินผ่านไปพลาง รู้ว่าพวกนี้ต้องเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุแน่นอน เพราะดูจากการแต่งกายตกแต่งด้วยอัญมณีของพวกเขา ผิวขาวผ่องของพวกไลต์เอลฟ์ที่เดินผ่านข้าไปล้วนแต่เรืองรองสว่างในความมืด พวกเขาโดดเด่นต่างจากดาร์กเอลฟ์ซึ่งขายของอยู่ข้างทางลิบลับ

     จะว่าไปแสงของพวกไลต์เอลฟ์สาดบดบังข้ามิด หึ ! ข้าอยากจะโบกปูนใส่พวกไลต์เอลฟ์น่าหมั่นไส้พวกนี้จริงๆ

     “ไลต์เอลฟ์ ต้องมีผิวส่องสว่างดั่งแสงรุ่งอรุณ” ข้าปั้นปากพูดประชดชีวิต

     ว่าแล้วก็ไม่อาจปล่อยให้ความเกลียดชังปนริษยาอยู่ในหัวข้าได้นาน ข้าจึงรีบเดินไปให้พ้น ๆ จากพวกไลต์เอลฟ์ แต่กลับต้องชะงักหยุดเหล่หางตาไปทางนางเอเวนสองสามตนที่เดินผ่าน พบว่าพวกนางเป็นนางเอเวนไลต์เอลฟ์ ผิวพรรณช่างผุดผ่องเป็นยองใยดีแท้

     โอ้… ไลต์เอลฟ์นี่ก็มีข้อดีเหมือนกัน แค่เฉพาะไลต์เอลฟ์ผู้หญิงนะ

     ข้าแอบเหล่สาวไลต์เอลฟ์ไม่ทันไร สายตาก็ไปสะดุดกับดาร์กเอลฟ์ตนหนึ่ง เส้นผมของเขามีสีเงินโดดเด่นในความมืด แม้จะไม่เด่นเท่าพวกไลต์เอลฟ์ แต่สีผมแปลกตานั้นก็แปลกพอ ๆ กับผมสีทองซีด ๆ ของข้านั่นแหละ หมอนี่กับข้าจึงมีบางอย่างเหมือนกัน เรียกว่าเป็นพวกแปลก ๆ เหมือนกันจะถูกกว่า

     “ฮากิ…”

     ข้าหยุดเหล่สาวแล้วเดินไปหาดาร์กเอลฟ์ผมเงินที่ดูเหมือนจะเป็นเพื่อนร่วมงานแบบไม่สนิท แต่เมื่อเห็นเขาใกล้ ๆ ก็เบ้ปากทันที เจอกันทีไรฮากิก็ไม่สวมเครื่องแต่งกายท่อนบนทุกครั้ง ย้ำ ! ทุกครั้ง เขาไม่เคยใส่เสื้อเลย ใส่แต่กางเกงผ้าที่คลุมทับด้วยกระโปรงหนังยาวแบบพวกนักรบเอลฟ์โบราณ หมอนี่แต่งตัวย้อนยุคได้เชยชะมัดยาด มือข้างหนึ่งถือดาบสองคม ที่จับอาวุธอยู่ตรงกลางด้าม มือทั้งสองของเขาสวมถุงมือหนังสีดำเป็นเงา

     เรียกว่าเป็นพวกวิตถารนิด ๆ คงอยากจะเปลือยกล้ามหน้าท้องอวดสาวสิท่า ถึงฮากิจะหุ่นดี แต่ข้าตัวสูงกว่าเขาเล็กน้อย แม้กล้ามหน้าท้องข้าสู้เขาไม่ได้ แต่กล้ามแขนข้าใหญ่กว่าแน่นอน อันที่จริงข้าก็ไม่เคยเปรียบเทียบกับฮากิหรอกว่าหุ่นใครเจ๋งกว่ากัน แต่ข้าก็ไม่ใช่พวกชอบอวดเนื้อหนังขนาดเดินถอดเสื้อเปลือยอกแบบหมอนี่ก็แล้วกัน นอกจากหนาวแล้ว ยังดูป่วยทางจิตเกินความจำเป็น

     “เฮ่ ! ฮากิ !”

     ข้าส่งเสียงเรียกขณะเดินเข้าไปหาฮากิ เห็นฮากิทำท่าเหมือนได้ยินเสียงข้าเรียก และกำลังพยายามมองหาตัวข้าอยู่

     ไม่ต้องแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นข้าก็ได้ ข้าอยู่ตรงหน้าเจ้าแล้ว

     ข้าเดินไปหยุดตรงหน้าฮากิ แต่เขาทำทีคล้ายยังมองหาข้าในความมืดอยู่ นั่นทำให้ข้าที่ยืนหัวโด่โมโหหนักขึ้น

     “ฮากิ ! ข้าอยู่ตรงหน้าเจ้า… มองตรงมาสิ !” ข้าตะคอกใส่หน้าเอลฟ์หัวเงิน

     “เจ้าอยู่ไหนน่ะโวนล์ ข้าได้ยินเสียงเจ้า… ข้าจำเสียงเจ้าได้”

     ฮากิยังคงมองข้ามไหล่ข้าไป หมอนี่ชักหาเรื่องตายเกินไปหน่อยแล้ว ข้าเกือบจะชกเสยคางฮากิ แต่เมื่อเห็นสีหน้าที่ดูซื่อบื้อตายซากของเขาแล้วก็ทำไม่ลง จึงเปลี่ยนเป็นวางมือบนบ่าของฮากิเพื่อให้เจ้าตัวรู้ว่าข้ายืนอยู่ใกล้ปลายจมูกมันแค่คืบเดียว

     “ข้าอยู่นี่เว้ย ไอ้โคตรตาถั่ว” ข้ากัดฟันกรอด ๆ ระงับความเดือดดาล

     “อ้อ ที่แท้เจ้าก็อยู่ตรงหน้าข้าแค่นี้เอง” ฮากิทำเสียงโล่งใจจนน่ากระทืบให้ดิ้นตาย “ข้ากำลังหาเจ้าอยู่พอดีเลยโวนล์ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” แม้แต่เวลาแจ้งข่าวฆ่ากันตาย ฮากิก็ยังพูดด้วยใบหน้าเรียบเฉย ใบหน้าที่คมสวยละม้ายหญิงสาวของเขาทำให้ข้านึกอยากตบด้วยหลังมือเสียมากกว่าบีบคอให้ตาย

     “มีเรื่องอะไรก็บอกมา กำลังจะถามเจ้าว่ามีหนอนอ้วน ๆ ให้ขยี้เล่นรึเปล่าอยู่พอดี”

     ข้าชักมือออกจากบ่าของฮากิผู้ทำหน้าตาราวกับพยายามเพ่งมองข้าผ่านความมืดรอบกาย

“ข้าจะบอกเจ้าว่า… ตอนนี้ที่อุโมงค์สายสี่สิบสามมีสัตว์ชนิดหนึ่งหลุดเข้ามาในเขตบ้านเรือนของดาร์กเอลฟ์ ข้าต้องการกำลังของเจ้าเพื่อไปช่วยจัดการมัน”

     “สัตว์ที่ว่าคืออะไร” ข้าเบิกตารอฟังคำตอบ นึกไปก็คงไม่พ้นพวกหนอนแมลงอีกตามเคย อย่างเก่งก็ตัวตุ่นจมูกดาว

     “…ตะขาบยักษ์”

     เห็นไหมก็แค่ตะขาบยักษ์ สบายมากอยู่แล้ว…

     เฮ้ย ! ตะขาบยักษ์เชียวรึ !

     ข้าชักลูกตากลับมามองหน้านิ่งเฉยของฮากิที่ยังคงพยายามเพ่งมองข้า เห็นแล้วอยากเอานิ้วจิ้มตามันซะจริง รู้แล้วว่าข้ามันอับแสง ไม่ต้องตอกย้ำข้าด้วยสายตาเพ่งมองของเจ้าก็ได้

     “สัตว์อันตรายขนาดนี้เจ้าหัดทำสีหน้าให้ตกใจเวลาพูดบ้างสิฮากิ !” ข้าไม่รีรอให้ฮากิพูดใหม่อีกรอบด้วยสีหน้าตกใจสุดขีด รีบออกวิ่งไปตามอุโมงค์สุดฝีเท้า ฝุ่นฟุ้งตลบตามหลังเลยทีเดียว

     “รอด้วยสิ” เสียงฮากิวิ่งตามมาติด ๆ ขณะสำลักฝุ่นไปด้วย ขนาดสำลักฝุ่นใบหน้ายังนิ่งเฉยอะไรขนาดนั้น

     วิ่งผ่านอุโมงค์แล้วอุโมงค์เล่า สายตามองหาป้ายหมายเลขสี่สิบสาม เนื่องจากอุโมงค์เชื่อมต่อกันเป็นเส้นสายซับซ้อน ซ้ำร้ายอุโมงค์แต่ละเส้นยังไม่ใช่ทางตรงซะทีเดียว แถมมีอุโมงค์สายย่อยแยกต่อ ๆ กันไปอีก หากไม่ใช่ผู้ชำนาญทางย่อมหลงเป็นธรรมดา ขนาดข้าอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิด ยังต้องมองป้ายบอกเลขอุโมงค์เพื่อหาอุโมงค์เป้าหมายให้เจอเลย ก็เลขมันเรียงกันซะที่ไหน เล่นซ่อนหากันสิบวันยังหากันไม่เจอเลย

     ที่พวกข้าต้องรีบวิ่งขนาดนี้ เพราะตะขาบยักษ์เป็นสัตว์หายากมากน่ะสิ นาน ๆ จะโผล่ออกมาที แบบนี้หากข้ากำจัดมันได้ย่อมเท่ากับจัดการสัตว์ร้ายหายาก อีกอย่างตะขาบยักษ์เป็นสัตว์มีพิษร้ายแรงมาก หากมันกัดดาร์กเอลฟ์ตนใดเข้า เอลฟ์โชคร้ายจะตายทันที ถ้าฆ่ามันสำเร็จก็แสดงว่าข้าจะได้รับค่าตอบแทนจากพวกชาวบ้านมากเป็นพิเศษ ดีไม่ดีอาจจะได้สุราดองถึงสิบไห แค่ก ๆ ! ข้าหมายถึงน่าจะได้ผลไม้ดี ๆ มีสารอาหารไปฝากแม่ผู้น่ารักของข้าทำนองนั้น

     อุโมงค์เส้นที่อับทึบเป็นแหล่งของพวกหนอนแมลงยักษ์ ปากทางเลี้ยวหัวมุมของอุโมงค์มีโคลนเน่า ๆ ส่งกลิ่นเหม็นหืนน่าสะอิดสะเอียนพอ ๆ กับบ่ออุจจาระหนอน ข้ากระโดดด้วยกล้ามขาอันผอมเพียวสูงยาวเข่าดี ถีบตัวเองตีลังกาข้ามโคลนเหม็นเน่าไปได้อย่างง่ายดาย ซึ่งฮากิก็ทำแบบเดียวกัน… อย่างง่ายดายเช่นกัน

     เฮ้… เจ้าอย่าเลียนแบบข้าสิ ฮากิ

     จากนั้นพวกเราทั้งสองก็ถีบเท้าวิ่งไปตามผนังอุโมงค์อย่างว่องไวดั่งจิ้งจอกล่าเนื้อ อะแฮ่ม ! จริง ๆ ดูเหมือนสุนัขวิ่งลิ้นห้อยพุ่งใส่กระดูกมากกว่า

     “มีนักล่ามาจัดการมันก่อนพวกเรารึยัง !” ข้าร้องถามฮากิที่วิ่งตามมาติด ๆ

     “คิดว่ายังนะ” ฮากิตอบ เสียงก้องสะท้อนไปทั่วอุโมงค์

     ไม่นานก็มาถึงอุโมงค์ที่สี่สิบสาม ข้ามองเห็นรากไม้แก่ขนาดใหญ่ที่ถูกขุดเป็นโพรง ภายในนั้นมีบ้านของดาร์กเอลฟ์สามครอบครัวอาศัยอยู่ ดูเหมือนเจ้าของบ้านจะหนีเตลิดไปตั้งแต่รู้ว่าตะขาบยักษ์มาเยือนถิ่น นับเป็นเรื่องดี เพราะข้าจะได้ไม่ต้องคอยระวังความปลอดภัยของพวกดาร์กเอลฟ์ที่ไม่มีอาวุธติดมือ

     “โวนล์ ! มันอยู่นั่นไง” ฮากิชี้ไปยังตะขาบตัวโตคลานผ่านปลายอุโมงค์ออกไปอย่างรวดเร็ว เสียงขาของมันกระทบกันดังถี่ไปตามอุโมงค์นั้น

     “ตามมันไปเร็ว !” ข้าแผดเสียงลั่น ก่อนจะวิ่งตามตะขาบยักษ์ซึ่งคลานรวดเร็วด้วยขาแดงแปร๊ดนับสิบ ๆ ขาของมัน

     ใครไม่เคยเห็นตะขาบใกล้ ๆ จนชินตา ไม่มีทางรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ต่อหน้าตะขาบยักษ์น่าสะพรึงกลัวตัวนี้แน่ มันทั้งยาวทั้งใหญ่ ตาสีแดงก่ำ ขายั้วเยี้ยคลานไปตามอุโมงค์ เขี้ยวของมันยาวแหลม ลำตัวเป็นปล้องสีเหลือบแดงเหลือบดำ ไม่รู้นรกส่งมันมาหาข้ารึไง

     ข้ารวบรวมสมาธิ ทำใจกล้าเข้าไว้เมื่อเผชิญหน้ากับตะขาบยักษ์ ข้าพุ่งไปฟันขาข้างหนึ่งของมันเพื่อให้มันหันมาสนใจ แต่ดาบข้าดันตัดปลายขาของมันเฉียดเพียงนิดเดียวเท่านั้น ฮากิหันมาจ้องเหมือนข้าทำสิ่งผิดพลาดใหญ่หลวงเข้าให้แล้ว

     “เจ้าไม่ควรให้มันเห็นตัวถึงจะถูก เล่นงานมันทีเผลอไม่ได้รึไง” ฮากิโวยวาย เป็นครั้งแรกที่หน้าเขาถอดสีขนาดนี้

     “ขอโทษทีนะ ข้าไม่ชอบเล่นงานใครข้างหลัง”

     ฟังข้าพูดดูเหมือนข้ากำลังเก๊กหน้าเท่ได้สบาย แต่เหงื่อข้าแตกพลั่ก ๆ แม้ว่าเอลฟ์ทั้งหลายจะไม่เห็นข้าในสายตา แต่ไม่ใช่กับตะขาบร้ายตัวนี้ มันจ้องข้าเขม็ง เจ้าตะขาบยักษ์ออกอาวุธโจมตีด้วยเขี้ยวพิษ หนวดของมันตวัดฉับไปมาใส่ข้า ข้าวิ่งหลบด้วยความเร็วเหนือดาร์กเอลฟ์ด้วยกัน ก่อนจะกระโดดไปฟันหนวดของมันขาดกระเด็นทั้งสองข้าง เอาแล้วไง ! ดูเหมือนมันจะโกรธเข้าให้จึงพุ่งเขี้ยวใส่ข้าไม่ยั้งอย่างเกรี้ยวกราด

     ฮากิวิ่งหลบไปมา มองหาจุดอ่อนของตะขาบอยู่ ข้าจึงล่อมันให้ตามข้ามา โชคดีที่ดาบคมกริบพอจะฟันเปลือกของมันขาด เมื่อได้จังหวะข้าเบี่ยงตัวกระโดดเหยียบหัวมันและวิ่งไปตามลำตัวเพื่อตัดขาของมันซะ ขาของตะขาบยักษ์ขาดได้ไม่กี่ขา มันก็หันมาโจมตีกลับด้วยเขี้ยวอีกครั้งด้วยความรวดเร็ว

     ข้าอาจจะตายเพราะพิษรุนแรงนั่น หากโดนพิษของมันแม้เพียงหยดเดียว คิดได้ดังนั้นข้าจึงรีบวิ่งหลบการโจมตีอีกครั้ง คราวนี้เจ้าตะขาบร้ายคงไม่อยากเล่นกับข้าแล้ว มันสลัดข้ากระเด็นตกจากหลัง ก่อนจะคลานหนีขึ้นไปยังรูอุโมงค์ที่เป็นช่องโหว่สู่ผิวดินด้านบน

     “ฮากิ ! มันจะหนีแล้ว !” ข้ารีบตะกายผนังอุโมงค์เพื่อปีนตามตะขาบยักษ์ตัวนั้นทันที

     เสียงฮากิโวยตามมาติด ๆ “เจ้าจะตามมันไปทำไม มันหนีขึ้นไปก็ดีแล้ว !”

     “ไม่ได้ เดี๋ยวมันเคยตัวจะลงมากัดเอลฟ์ข้างล่างตาย !” ข้าพูดดีไปอย่างนั้นเอง แท้จริงข้าอยากได้หัวมันกลับไปอวดแม่ต่างหาก แม้ว่าแม่ไม่ค่อยภูมิใจที่ลูกรอดตายมาได้หวุดหวิดก็เถอะ แต่ข้าก็ยังอยากได้ค่าตอบแทนจากชาวบ้านอยู่ เพื่อนำอาหารดี ๆ ไปให้แม่ ไม่ใช่เพื่อสุราดองสักนิดเดียว… จริง ๆ นะ

     เมื่อข้ากับฮากิปีนขึ้นมาจากอุโมงค์ได้ก็รีบวิ่งตามตะขาบยักษ์ ข้าถึงตัวมันก่อนฮากิจึงเอาดาบแทงเข้าก้นตะขาบยักษ์ แทนที่มันจะหยุดการเคลื่อนไหวกลับทำให้มันหันมาพุ่งเขี้ยวใส่เราอย่างรวดเร็ว พ่นพิษกระจายไปทั่วอย่างบ้าคลั่ง ข้าถีบตัวถอยหลบสูงขึ้นจากพื้น ก่อนจะเตะสีข้างของตะขาบจนมันพลิกตัวหงายท้อง ข้าแรงเยอะพอทำได้ไม่ยาก แต่หัวตะขาบยักษ์ยังไม่ถูกตัด มันกระเสือกกระสนพุ่งหัวอ้าปากหมายฉีกเขมือบร่างข้า

     เมื่อหมดหนทางรอด ข้าจึงคว้าดาบออกมาชูไว้

“ตายซะเถอะ !” ข้าคำราม พร้อมกำดาบวาดแขนไปสุดแรง

     โชคร้ายข้าช้าเกินไป การโจมตีอย่างโกรธแค้นของมันไวกว่าที่ข้าคิด แต่ยังไม่ทันที่ตะขาบยักษ์จะได้เขมือบหัวข้า เสียงห้าวของฮากิก็ดังลั่น

     “ลำแสงแห่งดาร์กเอลฟ์ เกราะป้องกัน !”

     ทันใดนั้นกรงสีดำก็ปรากฏขึ้นปิดล้อมรอบกายข้าชั่วขณะ กำแพงเวทมนตร์แข็งแกร่งขนาดที่ฟันเคลือบพิษร้ายของตะขาบยักษ์ไม่อาจทำอันตรายได้ มันกระแทกกับกรงแสงสีดำอย่างแรง ข้าทิ้งตัวลงบนท้องตะขาบ ก่อนจะใช้คมดาบผ่ากรีดเป็นเส้นยาวไปตลอดตัวมัน ตวัดตัดหัวเจ้าตะขาบยักษ์ขาดกระจุยในพริบตาเดียว ร่างไร้วิญญาณของสัตว์ขนาดยักษ์ล้มดิ้นพล่าน กระทั่งขาดใจแล้วมันยังไม่วายดีดดิ้นน่าแขยงเสียพักใหญ่ก่อนร่างจะนิ่งสนิท

     ข้าเซไปทรุดตัวลงหอบหายใจอยู่ข้างโคนต้นไม้ใหญ่ ฮากิวิ่งเข้ามาดูอาการทันที จับข้าพลิกตัวไปมาเหมือนย่างเนื้อ คล้ายจะมองหาแผลบนร่างกายข้าซึ่งโดนขาแหลม ๆ ของสัตว์ดึกดำบรรพ์ข่วนจนเป็นรอยตามเนื้อตัว ซึ่งข้าไม่ได้บาดเจ็บอะไรมาก แค่จุกนิดหน่อย โชคดีที่ข้าว่องไวพอเอาตัวรอดมาได้

     “เกราะเวท… ป้องกัน… ขอบใจ” เสียงข้าหอบสั่นด้วยความเหนื่อย ผสมความระทึกเมื่อสักครู่

     “เรื่องเล็กน่ะ เจ้ากล้าบ้าบิ่นยิ่งกว่าที่คิดไว้ซะอีกโวนล์” ฮากิมองข้าด้วยสายตาหวาด ๆ “ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะเสี่ยงตายเพื่อฆ่าสัตว์ร้ายที่น่ากลัวพรรค์นั้น เจ้าเกือบตายแล้ว หากข้าเสกเกราะป้องกันไม่ทัน” ฮากิท่าทางทึ่งในตัวข้า

     “เจ้าเองก็มีพลังเวทแห่งดาร์กเอลฟ์ยอดเยี่ยมกว่าที่คิดนะ” ข้าเองก็ทึ่งในตัวหมอนี่เช่นกัน เพราะเกราะป้องกันของฮากิสุดยอดมาก มันแข็งแรงและป้องกันผู้ที่อยู่ภายในจากศัตรูได้อย่างนุ่มนวล ทำให้ข้าฆ่าตะขาบยักษ์ได้อย่างปลอดภัยครบสามสิบสอง

     ข้าเองก็ไม่เคยเห็นฮากิปล่อยลำแสงพลังเวทมาก่อน แอบเปลี่ยนทัศนคติเล็กน้อยเลยแฮะ เคยบอกว่าพลังเวทมนตร์ของพวกเอลฟ์ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไร เวลานี้ข้าชักอยากให้ตัวเองมีพลังแบบนั้นขึ้นมาบ้างแล้ว มันอาจช่วยชีวิต ทำให้ข้าไม่ต้องตายในหน้าที่หรืออย่างน้อยก็ยืดเวลาทำศพข้าได้อีกยาว

     “เจ้าเองมีความเร็วและแรงควายกว่าที่ข้าคาดไว้” ฮากิเอ่ยหน้าตาย “เมื่อก่อนข้านึกว่าเจ้าแค่คุยโวว่าตัวเองเก่งซะอีก” ฮากิเริ่มปากไม่ดี นี่คงเป็นอีกนิสัยเสียของเขาแน่ ๆ ข้าเพิ่งจะเคยรู้ว่านอกจากเขาชอบมองข้ามหัวข้าและแต่งตัวกึ่งวิตถารแล้ว ยังต้องรับรวมเรื่องปากเสียของหมอนี่ไว้คิดบัญชีด้วย

     “ตกลงเจ้าชมหรือด่าข้ากันแน่” ข้ากัดฟันพูด

     “ทั้งสองอย่าง” ฮากิยิ้ม

     โอ๊ะ… เป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นเขายิ้ม ใบหน้าสวย ๆ ยิ้มบาง ๆ มันทำให้เขาดูหล่อขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ห่างไกลจากรัศมีข้านัก

     แค่ก ๆ !

     ข้าหมายถึง ข้าดูเท่กว่าฮากิตามมุมมองของข้าก็เท่านั้น

     โขลก ๆ !

     …วันนี้ข้าไอบ่อยจัง

 

บทที่ 3 ==>
<== บทที่ 1
กลับหน้าหลัก

 

Facebook Comments