The Dark Elf | บทที่ 3 : ดาร์กเอลฟ์ ใช่ว่าจะไม่ผูกมิตรกับพวกแฟร์รี่

3

ดาร์กเอลฟ์ ใช่ว่าจะไม่ผูกมิตรกับพวกแฟร์รี่

 

       ข้ายิ้มอย่างลำพองใจกับซากตะขาบยักษ์กองอยู่ตรงหน้า ขบคิดว่าจะเอาส่วนไหนของหัวมันกลับไปอวดแม่ดี…

       ทว่ายังไม่ทันได้นั่งพักใต้โคนต้นโอ๊กให้หายเหนื่อยจากการต่อสู้กับตะขาบยักษ์เจ้ากรรม เสียงกระพือปีกเบา ๆ ก็ดังขึ้นเหนือศีรษะ บางสิ่งบางอย่างปรากฏตัวกลางอากาศ บินมาหยุดระหว่างข้ากับฮากิ เราสองตนมองสิ่งนั้นด้วยความตะลึง

       ตะลึงแน่ล่ะ ในเมื่อแฟร์รี่ตนหนึ่งบินมาจ้องข้าเขม็งเหมือนมองเห็นข้าชัดเจน

       ฟังจากคำเล่าลือแล้ว นางต้องเป็นแฟร์รี่ไม่ผิดตัวแน่ แถมยังเป็นแฟร์รี่ตนแรกที่ข้าเคยพบอีกต่างหาก

       “สุดยอดมาก การต่อสู้ของพวกเจ้าช่างน่าทึ่ง”

       เสียงหวานของนางเอ่ยขึ้น ก่อนจะกระพือปีกสีม่วงอ่อนบางใสของตนบินลงมาหยุดยืนตรงหน้าข้า เว้นระยะห่างออกไปสองสามก้าวทำให้ข้ามองเห็นนางได้ถนัดตา

       นางเป็นแฟร์รี่รูปร่างเล็กเช่นเดียวกับเผ่าพันธุ์ผู้พิทักษ์มวลดอกไม้ทั่วไป เส้นผมสีชมพูอมส้มต้องแสงแดดกระจ่างเป็นมันเงาราวกับกุหลาบแรกแย้ม นางผูกผมสองข้างด้วยเถาวัลย์เขียวอ่อนซึ่งยังไม่แห้งเปราะจนกลายเป็นสีน้ำตาล แต่งกายด้วยชุดกระโปรงบาน ๆ คงทำจากกลีบดอกไม้ตัดเย็บอย่างประณีต รองเท้าก็ทำจากเถาพืชล้มลุกแห้งที่ร้อยพันเป็นรูปทรง ในมือนางถือช่อไอวี่เหี่ยวเฉากำหนึ่ง นัยน์ตาม่วงเข้มสีองุ่นหวาด ๆ ปราดมองข้าไม่กะพริบ สีหน้าของนางดูประหม่าอยู่บ้าง แถมมือก็ยังสั่นน้อย ๆ ด้วย

       “เจ้าว่าไงนะ”

       ข้าถามเสียงเข้มออกไปด้วยความตื่นเต้น แฟร์รี่… แฟร์รี่จริง ๆ ด้วย ! แฟร์รี่เป็นเผ่าพันธุ์ที่ชอบเร้นอำพรางกายอยู่ตามกลีบดอกไม้หรือกระทุ่งยอดหญ้าพรมหยดน้ำค้างแรงอรุณ ไม่ค่อยจะปรากฏตัวให้ใครเห็นได้ง่าย ๆ ยิ่งแฟร์รี่สาวน้อยน่ารักอย่างนางยิ่งไม่น่าจะยืนอยู่ตรงหน้าข้าได้เลย

       ว่าแต่… นี่นางมองเห็นข้าจริง ๆ ใช่ไหม !

       “พวกเจ้าทั้งสอง… เอ่อ… ข้าเฝ้าดูพวกเจ้าต่อสู้กับตะขาบยักษ์อยู่บนยอดไม้มาสักพักหนึ่งแล้ว” นางแฟร์รี่พูดด้วยแก้มระเรื่อสีเหมือนแดดแดงเจืออยู่บนฟ้ายามอัสดง “พวกเจ้าฝีมือไม่เลวทีเดียว คือ… ข้าอยากขอความช่วยเหลือจากดาร์กเอลฟ์มีฝีมืออย่างพวกเจ้าทั้งสองตน ไม่ทราบว่าจะพอมีเวลาสนทนากับข้าไหม” คำพูดสุภาพออกมาจากริมฝีปากกระจุ๋มกระจิ๋มของนาง เล่นเอาข้ามึนหัวไปหมด

       “เมื่อกี้เจ้าบอกว่า… พวกเจ้าทั้งสองตนงั้นรึ”

       ข้าก้าวไปหานาง แต่นางถอยหนีไปหลายคืบ บ่งบอกว่านางมองเห็นข้าจริง ๆ น้ำตาจะไหล

       “คะ… ค่ะ” แฟร์รี่น้อยพยักหน้าหงึกหงัก

       “นี่เจ้ามองเห็นข้าด้วยรึ !” ข้าเอานิ้วชี้ที่หน้าตัวเองอย่างแทบไม่อยากเชื่อ

       สวรรค์ ! ในที่สุดก็มีผู้มองเห็นข้าด้วยตาเปล่าเพียงครั้งแรกที่พบกันแล้วรึเนี่ย ! ข้าตะโกนลั่นอยู่ในใจ แต่สีหน้าขรึม ๆ ของข้าคงไม่ได้แสดงออกถึงความยินดีนั้นเลย มันกลับเหมือนภาพดิบเถื่อนของผู้ชายร่างสูงตนหนึ่งที่กำลังจะขู่กรรโชกทรัพย์เด็กสาวตัวน้อยที่ไร้ทางสู้

       ดูนางหวั่นกลัวว่าข้าจะเข้าใกล้นางเกินไปแล้ว เมื่อข้าก้าวไปหา นางก็ถอยไปอีก หึ ! แน่จริงก็บินหนีไปเลยสิ

       แฟร์รี่ห่อไหล่เล็ก ๆ ของนาง สะบัดผมสีโอลด์โรสพลางพูดด้วยเสียงสั่นเครืออย่างตะกุกตะกักว่า “ขะ… ข้ามองเห็นจะ… เจ้า… ชัดเจน มองเห็นอย่างชัดเจนว่าเจ้าฆ่าตะขาบยักษ์ด้วยดาบเล่มนั้น ฝีมือการต่อสู้ของเจ้าเก่งกาจไม่เบาเลย”

       ไม่รู้ทำไม ข้าไม่ได้ดีใจกับคำชมของนางเรื่องฝีมือต่อสู้สักนิด ข้ากำลังตัวลอยเพราะนางบอกว่า ‘มองเห็นข้าชัดเจน’ ต่างหาก

       อา… ใจบาง

       “เจ้ามองเห็นข้า ! มองเห็นข้าชัดเจน !” ข้าพล่ามเหมือนคนเสียสติ ก่อนจะเข้าไปคว้าข้อมือนางมาจับไว้ ยิ้มกว้างด้วยความดีใจ ไม่สนว่ารอยยิ้มแถมเขี้ยวทรงเสน่ห์ของข้าจะทำให้นางหวาดกลัวหรือไม่

       โอ้… ตอนนี้มีแฟร์รี่มองเห็นข้าแล้ว ข้าไม่สนว่าดวงตาของนางทำด้วยอะไร แต่นางสมควรจะเป็นพยานบอกแม่ข้า ว่าข้าไม่ได้มีผิวมืดหม่นมากนัก อย่างน้อยก็มีผู้มองเห็น !

       “ปล่อยข้านะ !” แฟร์รี่ตนนั้นหน้าถอดสีเมื่อมือข้าถูกตัวนาง

       นางทำหน้าเหมือนจะเป็นลม ผิวของนางจากสีน้ำผึ้งเข้มดูมีชีวิตชีวา บัดนี้เปลี่ยนเป็นสีซีดราวกับสีของก้อนหิน ข้าจับข้อมือนางไว้ได้ไม่กี่ชั่วอึดใจ นางก็กำดอกไม้แห้งเหี่ยวในมืออีกข้างฟาดใส่หน้าข้าเต็มเปา

       “แค่ก ๆ ! เจ้าทำบ้าอะไรของเจ้า !” ข้าสำลักเกสรเข้าจมูกเข้าปาก อีกทั้งหัวเสียที่ถูกผู้หญิงปาดอกไม้เหี่ยวใส่หน้า ความรู้สึกเสียหน้าเหมือนสุนัขถูกน้ำร้อนสาดก็ไม่ปาน “กล้าดียังไงมาฟาดดอกไม้ใส่หน้าข้า ข้าทำอะไรให้เจ้ารึยัง !” ข้าตะคอกออกไปอย่างเดือดดาล อุตส่าห์ยินดีว่ามีคนมองเห็นข้า แต่กลับโดนปาดอกไม้ใส่หน้า แบบนี้ข้าชักไม่ดีใจแล้วนะ

       “เจ้าห้ามมาแตะต้องตัวข้านะ !” สาวน้อยแฟร์รี่สะบัดข้อมือออกจากมือหยาบกร้านของข้า นางวิ่งไปหลบหลังต้นไม้ข้าง ๆ

       สีหน้าหวาดหวั่นนั่นมันอะไรกัน บัดซบจริง ๆ เลย ข้าน่ารังเกียจขนาดนั้นเชียวรึ

       “อะไรของเจ้า แค่จับข้อมือเนี่ยมันจะอะไรกันนักหนา ข้าไม่ได้ลวนลามเจ้าสักนิด แล้วที่เอาดอกไม้แห้งฟาดหน้าข้า หากข้าเป็นโรคภูมิแพ้เกสรดอกไม้ตายไป เจ้าจะรับผิดชอบชีวิตข้าไหม ! แค่ก ๆ”

       ให้ตาย… ข้าไม่เคยตำหนิผู้หญิงซึ่งหน้าแบบนี้มาก่อน นางทำให้ข้าเสียจรรยาบรรณสุภาพบุรุษดาร์กเอลฟ์หมด

       แล้วหมอนี่จะยืนนิ่งเป็นสากกะเบือไม่รู้ร้อนรู้หนาวอีกนานไหมหา ไอ้ฮากิ

       “ขอโทษที่ฟาดดอกไม้ใส่เจ้า…” สาวน้อยแฟร์รี่ได้สติกลับคืนมา สีผิวกลับมาเป็นสีน้ำผึ้งดังเดิม ทว่าเสียงของนางยังสั่นอยู่ “แต่เจ้าช่วยยืนอยู่ห่าง ๆ อย่าแตะต้องตัวข้าเป็นอันขาด ข้าแค่มาขอความช่วยเหลือจากพวกเจ้าเท่านั้น ได้โปรด” แฟร์รี่ร่างเล็กยังยืนหลบอยู่หลังต้นไม้ด้วยสีหน้าหวาดกลัวพวกเรา …หรือข้าตนเดียว ?

       นางคงนึกว่าข้าจะฉีกเนื้อนางกินล่ะมั้งถึงได้ทำหน้าซีดขนาดนั้น สีหน้าเชิงรังเกียจของนางนั่นมันอะไรกัน หน้าตาข้ามันน่ากลัวขนาดนั้นเลยรึ ทำไมต้องวิ่งไปหลบหลังต้นไม้ด้วย นางแฟร์รี่ตนนี้น่าโมโหเป็นบ้า ข้ากำมือแน่นอย่างมีน้ำโห ก่อนจะกัดฟันพูด

       “เสียใจด้วยนะ ไม่ใช่ธุระกงการอะไรที่ข้าต้องช่วยเจ้า ข้าไม่ว่างมาเล่นกับเด็ก กลับบ้านกินนมนอนซะไป !”

       ข้าปัดมือปัดไม้ไล่นางอย่างหงุดหงิด ก่อนจะหันหลังเดินไปทางศพตะขาบยักษ์ ไม่ได้การ ข้าต้องหั่นศพตะขาบให้หายโมโหสักหน่อยแล้ว ไม่อยากทำร้ายผู้หญิงระบายอารมณ์โมโหซะด้วย

       ไม่ทันไรฝ่ามือของฮากิก็วางลงบนบ่าข้า

       “โวนล์… นางกำลังขอความช่วยเหลือจากเราอยู่นะ เจ้าจะนิ่งดูดายกับคำวิงวอนของหญิงสาวได้อย่างไรกัน”

       เงียบไปตั้งนาน ไอ้หมอนี่พูดได้แล้วเหรอ แต่ฮากิคงนึกว่าตัวเองเป็นนักแสวงบุญไปแล้วถึงได้พูดออกมาแบบนั้น ข้าทำปากเบ้ก่อนจะตอบกลับไป

       “อยากช่วยนาง เจ้าก็ช่วยไปตนเดียวแล้วกัน ข้าไม่ขอข้องเกี่ยวด้วย”

       “ทำไมล่ะโวนล์ เจ้าอย่าใจจืดมืดดำนักเลย” ใจจืดใจดำไม่ใช่เรอะ ! แม้จะพูดน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่ข้าจับสัมผัสการเน้นคำว่า ‘มืดดำ’ ได้หน่อย ๆ หมอนี่มันร้ายนัก

       “ไม่เห็นหรือไงนางฟาดดอกไม้แห้งใส่หน้าข้า แถมทำหน้ารังเกียจเหมือนข้าเป็นสัตว์ประหลาด รู้จักกันรึก็ไม่ จะไม่ให้ข้าโมโหได้ไงล่ะ” ข้ามองค้อนไปทางนางแฟร์รี่ตนนั้นจนตาจะเป็นตะคริว นางมองข้าเหมือนข้าเป็นสิงโตที่กำลังคำรามใส่นางไม่มีผิด

       “เรื่องแค่นั้นไม่เห็นจะน่าโกรธเลย การช่วยเหลือพวกแฟร์รี่น่ะถือเป็นความดีงามอย่างหนึ่งนะ ไม่แน่เราอาจจะได้พรจากนางก็ได้ ข้าเคยได้ยินมาว่าพวกแฟร์รี่มีพรวิเศษประจำกาย หากนางมอบมันให้เจ้าหรือข้าละก็… เราอาจจะสุขสบายไปตลอดชีวิต”

       “ฮากิ อย่าพูดเรื่องคุณงามความดีด้วยน้ำเสียงเหมือนนักบวชกับข้าได้ไหม ที่จริงเจ้าแค่หวังผลประโยชน์ อยากได้พรจากนางไม่ใช่หรือไง… เดี๋ยว ! พรวิเศษ… พรวิเศษอะไร ?” ข้าทำตาโตมองไปยังนางแฟร์รี่ผมสีชมพูอมส้มที่ยืนหลบอยู่หลังต้นไม้ต้นเดิมไม่ไกลจากข้าและฮากิ สายตาของข้าทำให้นางตัวสั่นขึ้นอีก ดูแล้วน่าแกล้งชะมัด ถ้าข้าเป็นสิงโตจริง ข้าคงเลือกตะปบนางเป็นเหยื่อรายแรก

       “พรวิเศษของพวกแฟร์รี่ไง เจ้าไม่เคยได้ยินเรื่องเล่าเหรอ” หากใครทำให้แฟร์รี่สักตนไว้ใจถึงขนาดยอมมอบพรวิเศษของตนให้แก่ผู้นั้นแล้วละก็… ได้ยินว่าผู้ได้รับพรวิเศษจากแฟร์รี่บ้างก็สมปรารถนา บ้างก็สุขสบายไปตลอดชาติ ใครเล่าไม่ต้องการพรวิเศษ”

       ขนาดกำลังจะเล่าเรื่องน่าระทึกตื่นเต้น หมอนี่ยังทำเสียงราบเรียบเหมือนสวดวิงวอนเทพเจ้า แวบหนึ่งข้าคิดว่าเจ้านี่น่าจะไปแสวงบุญมากกว่ามาทำงานล่าหนอนล่าแมลง

       “หมายความว่าหากข้าช่วยนางแฟร์รี่ตนนั้น นางอาจจะยอมมอบพรวิเศษของนางให้เป็นค่าตอบแทนงั้นรึ” ข้าลูบคางตัวเองอย่างครุ่นคิด แบบนี้ก็เยี่ยมสิ หากข้าได้พรวิเศษจากแฟร์รี่มาครอง ความฝันที่จะมีสุราดองดื่มไปตลอดชาติก็ไม่ไกลสินะ ไม่สิ ! ข้าจะขอให้แม่ข้ากลับมามองเห็นเหมือนเดิมก็ย่อมได้ เห็นทีแฟร์รี่จะมีค่าเกินกว่ามองข้ามซะแล้ว

       ฮากิเจ้าเอาโอกาสดี ๆ มาให้ข้า คิดดังนั้นข้าก็หันกระซิบบอกฮากิอย่างมีลับลมคมในทันที

       “จับแฟร์รี่ตนนั้นมัดไว้กับต้นไม้ แล้วบังคับให้นางมอบพรวิเศษให้พวกเรากันเถอะ” ขณะที่ข้ากำลังลังเลว่าจะบังคับให้นางแฟร์รี่ตนนี้มอบพรมา หรือจับนางไปขายทอดตลาดเพื่อเรียกราคาค่าตัวดี ฮากิก็ตะคอกใส่หน้าข้า

       “เจ้าบ้าไปแล้วรึไงโวนล์ !”

       ฮากิแทบจะเอาดาบสองคมฟาดหัวข้า แต่หมอนี่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับข้าไม่ได้หรอก เพราะเขาไม่รู้ตำแหน่งที่แน่ชัดว่าข้าอยู่ตรงไหนเบื้องหน้าเขากันแน่ ถือว่าความอับแสงของข้ายังเหนือชั้นเขาอยู่ แต่ก็ไม่เคยเห็นฮากิหลุดขึ้นเสียงถึงเพียงนี้มาก่อน

       “ทำแบบนั้นเดี๋ยวก็ถูกแฟร์รี่สาปเอาหรอก การจะรับพรจากแฟร์รี่ ต้องทำให้นางไว้เนื้อเชื่อใจเสียก่อน เราจึงควรช่วยเหลือสิ่งที่นางกำลังจะขอร้องเรายังไงล่ะ ! การจะได้ของมีค่าในครอบครอง เราต้องค่อย ๆ วางแผนอย่างแนบเนียนไม่ใช่หรือ ขืนขู่และทำร้ายนาง ผลอาจตรงกันข้ามก็ได้ เราไม่รู้ว่าแฟร์รี่มีพลังร้ายกาจใดบ้าง เจ้าคงไม่คิดเสี่ยง”

       “ฮากิ พอเป็นเรื่องผลประโยชน์นี่แยบยลเชียวนะ” ข้าหัวเราะ ก่อนจะเดินฉับ ๆ กลับไปหานางแฟร์รี่ตนที่หลบอยู่หลังต้นไม้

       มองแววตาใสซื่อขลาดกลัวของนางทีไร ข้าอยากจะกระอักเลือดออกมาทางจมูกเสียจริง เข้าใกล้นางก็ไม่ได้ แตะตัวนางก็รังเกียจ แบบนี้ ต่อมขี้แกล้งของข้าถูกกระตุ้นอย่างรุนแรงเข้าให้แล้ว ไม่ได้… ก่อนอื่นต้องเจรจาขอพร เอ้ย ! เจรจาช่วยเหลือ ‘แฟร์รี่น้อยผู้น่าสงสาร’ ตนนี้เสียก่อน

       “เอาล่ะแฟร์รี่น้อย ที่เจ้าบอกจะขอความช่วยเหลือจากข้า ข้าจะช่วยก็ได้ แต่มีข้อแม้ว่าเจ้าต้องมอบพะ…”

       ยังไม่ทันที่ข้าจะพูดจบ ฮากิก็ถลาเอามือมาปิดปากข้าเสียก่อน ปิดดี ๆ ก็ไม่ได้ คงเพราะหมอนี่คงมองเห็นปากข้าไม่ชัดนัก มือจึงกึ่งโปะกึ่งฟาดเข้ามาเต็มหน้า นิ้วของเขาจิ้มเข้าเบ้าตาข้าแสบจนตาแดงก่ำ

       “เรื่องมันเป็นมาอย่างไร เจ้าช่วยอธิบายให้พวกเราฟังอย่างละเอียดที หากไม่เป็นการรบกวนเวลาของเจ้าจนเกินไป” ฮากิพูดกับนางแทนข้าด้วยน้ำเสียงดุจเทพบุตร “ข้าอยากทราบว่า… เจ้าเป็นใครมาจากไหน แล้วอยากให้เราช่วยเหลือเจ้าอย่างไร หากข้าช่วยเจ้าได้ ข้าก็ยินดีช่วยสุดความสามารถ”

       หึ ! ข้าอยากจะเอาดาบปาดคอฮากิเหลือเกิน แย่งบทพระเอกของข้าไปเฉยเลยนะเอ็ง ทีกับข้าละชอบปากเสีย กวนประสาท ทีพูดกับสาวละทำเป็นเก๊กเสียงนุ่มนวลสุภาพ ฟังแล้วอยากจะหั่นศพมันแทนตะขาบยักษ์เต็มทน ข้าแกะมือฮากิออกจากเบ้าตาที่แสบจนน้ำตารื้น ก่อนจะเหยียดริมฝีปากแขยงใส่เอลฟ์ผมเงิน

       ฝ่ายแฟร์รี่สาว เมื่อได้ยินฮากิพูดเสียงนุ่มเข้าหน่อย ก็ค่อย ๆ ย่างเท้าเดินออกมาจากหลังต้นไม้อย่างเชื่องช้าตามประสาคนขี้ระแวง นางกะพริบตาปริบ ๆ มองข้าสลับกับฮากิอย่างชั่งใจว่าจะเชื่อเราดีหรือไม่ สักพักสีหน้านางก็สงบลงและถอนใจ ก่อนบินมาแนะนำตัวเอง

       ความลับในแววตาฉายมาถึงพวกเรา ดูเหมือนนางพยายามปิดซ่อนมันไว้ นางดูเก็บซ่อนความจำเป็นบางอย่าง ข้าไม่ทันคิดว่านางจะแบกภาระหนักอึ้งกว่าหินผา แฟร์รี่เป็นพวกรักสงบ การที่นางหาญกล้ามาบินอยู่ต่อหน้าดาร์กเอลฟ์หนุ่มตัวโตถึงสองนาย คงต้องมีความจำเป็นอย่างสาหัสแน่

       “ข้าชื่อ เฟบิเดล วิงก์ พวกเจ้าเรียกข้าว่าวิงก์ได้ ข้าอาศัยอยู่ในป่าแถบนี้ บ้านเล็ก ๆ ของข้าตั้งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่นัก ใกล้เขตของป่าของพวกไลต์เอลฟ์ พงไพรเขียวขจีอันแสนอุดม… บังเอิญบินผ่านมาแถวนี้ เห็นการต่อสู้ของพวกเจ้า เลยต้องการดาร์กเอลฟ์มีฝีมือการต่อสู้อย่างพวกเจ้าไปช่วยปกป้องบ้านข้าจากพวกชนเผ่าจันทรา”

เสียงที่สั่นเครือจากความกลัวแปรเปลี่ยนเป็นความกังวลและสิ้นหวัง สาวน้อยแฟร์รี่เอ่ยต่อ

       “บ้านของข้าผลิตยาสมุนไพรรักษาบาดแผล สมุนไพรทำจากเห็ดมีค่า หากถูกพวกชนเผ่าจันทราโจมตี เห็ดต่าง ๆ อาจถูกพวกมันชิงไปจนหมด ข้าเกรงว่าสักวันเราจะไม่มียาวิเศษรักษาแผลให้ชาวเอลฟ์หรือแฟร์รี่ด้วยกันอีก เมื่อนั้นเงามืดแห่งความตายจะยิ่งมาครอบงำดินแดนของเราเร็วขึ้น” วิงก์อธิบายด้วยนัยน์ตาอันสั่นไหว

       ให้ตายเถอะ… อย่ามาร้องไห้ตรงหน้าข้าเด็ดขาด ข้าเบือนหน้ามองไปทางอื่น ก่อนจะพูดลอย ๆ ออกมา

       “ทำไมเจ้าไม่ไปขอความช่วยเหลือจากพวกนักรบไลต์เอลฟ์ล่ะ ในเมื่อไลต์เอลฟ์ก็ทำสงครามกับชนเผ่าจันทราอยู่เป็นประจำ พวกเขามีอาวุธล้ำเลิศ มีชุดเกราะแข็งแกร่งและนักรบก็ได้ยินมาว่าเก่งกาจนัก พวกข้าเป็นเพียงดาร์กเอลฟ์ตัวเปล่าเปลือย ไร้ศาสตราวุธสู้รบกับศึกใหญ่ มีหรือจะปกป้องบ้านเจ้าได้ดีกว่าไลต์เอลฟ์ผู้เจิดจรัส” ข้าแดกดันนางแล้วส่ายหัวยิ้มสาแก่ใจ ให้ไปปราบชนเผ่าจันทรา บ้าไปแล้ว เชิญบินไปขอความช่วยเหลือเจ้าแห่งป่าอันสว่างไสวได้เลย ข้ายังอยากอยู่ดีโลกมืดของพวกข้าเท่านั้นเอง

       “หาใช่ไม่คิดแบบเจ้า… ข้าเคยเข้าป่าของพวกไลต์เอลฟ์ แต่ยังไปไม่ทันถึงเมืองก็เกือบถูกพวกไลต์เอลฟ์รังแกเสียก่อน ยังไม่มีไลต์เอลฟ์ตนใดยอมรับฟังข้าเลย ท่านตากับท่านยายของข้าก็แก่ชรามากแล้ว พวกท่านรักและหวงแหนเห็ดที่ปลูกแถวบ้านอย่างมาก หากสมุนไพรถูกพวกชนเผ่าจันทราทำลายจนย่อยยับเข้าสักวันหนึ่ง ข้ากลัวตากับยายของข้าจะตรอมใจตายเสียก่อน ชีวิตข้าไม่มีอะไรเป็นสมบัติมากนัก มีแต่เห็ดและบ้านของเรา”

       ข้ามองประกายตาสั่นสะท้านของนางแล้วเงียบพักหนึ่งก่อนทำหน้าโรยแรงเหมือนตัวด้วงที่ขี้เกียจสันหลังยาว “ที่พูดมาก็น่าเห็นใจอยู่ แต่ข้าไม่ช่วยเหลือใครฟรี ๆ หรอกนะ คอข้าชักแห้งผากซะแล้ว ท้องก็หิวจนแสบไปหมด” ข้าพูดพลางส่งรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ให้แฟร์รี่วิงก์ผู้น่าสงสาร ก่อนจะลูบไล้ลำคอของตัวเองและตบที่หน้าท้องเบา ๆ

       “ที่บ้านของข้ามีสุราดองและผลไม้น่ากินจำนวนหนึ่งเก็บสะสมไว้ หากพวกเจ้าไม่รังเกียจ เย็นนี้จะไปบ้านข้าก็ได้ ข้าจะพาพวกเจ้าไปเอง ถือเป็นการเลี้ยงตอบแทนน้ำใจของพวกเจ้าทั้งสอง” วิงก์พูดอย่างเบาใจขึ้นบ้าง “หากพวกเจ้ายินดีจะช่วยเหลือข้า ปกป้องบ้านข้าจากพวกชนเผ่าจันทราที่จะโจมตีอัล์ฟเฮมในอีกไม่กี่วันข้างหน้า”

       “ตกลง ข้าจะช่วยเจ้า…” ความจริงข้าอยากตอบสวนไปตั้งแต่สิ้นคำว่าสุราดองแล้ว “งั้นข้าขอเวลาจัดการกับศพตะขาบยักษ์ก่อน เรียบร้อยเมื่อไร ข้าจะไปกับเจ้า” ข้ารู้สึกเหมือนจะมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นกับชีวิต โดยไม่ได้ไตร่ตรองว่าควรช่วยนางหรือไม่อีกต่อไป

       “โวนล์ เจ้านี่เป็นเอลฟ์ที่มีจิตใจงดงามจริง ๆ เลย ไม่เคยเอาเปรียบใคร ช่วยเหลือใครก็ไม่เคยหวังผลตอบแทน” ฮากิมองข้าหน้าไร้อารมณ์ พลางเอ่ยช้า ๆ

       “แน่นอนอยู่แล้ว” รู้สึกข้าจะถูกฮากิหลอกด่าเข้าอีกครั้ง “เจ้าอยากจะต่อยกับข้าไหมฮากิ” ข้าจิกหางตาไปยังดาร์กเอลฟ์หนุ่ม ดูมันประชดประชันหักหน้าข้า แผนนี้มันเป็นต้นคิดนะ

       “ไม่ล่ะ วันนี้ข้าหมดอารมณ์ต่อสู้กับใครแล้ว” ฮากิโบกมือไหว ๆ

       ครู่ต่อมา เฟบิเดล วิงก์ ยืนมองข้ากับฮากิจัดการกับศพตะขาบ และรอให้เราเอาหัวตะขาบลงไปรับค่าตอบแทนจากชาวบ้านในอุโมงค์ใต้ดิน พวกเจ้าของบ้านที่เกือบได้รับอันตรายจากตะขาบพากันเอาผลไม้และน้ำหวานสารพัดชนิดมาให้ ข้ารู้สึกชินเสียแล้วกับการที่พวกชาวบ้านเอาผลไม้ให้ฮากิแทนที่จะเป็นข้า ทั้งที่ข้าลงแรงมากกว่าหมอนั่นด้วยซ้ำ เหตุผลเดิม ๆ … พวกเขามองไม่เห็นข้า

       หากมองโลกในแง่ดี ฮากิก็น่าเวทนาที่ต้องแบกรับน้ำหนักของไหน้ำหวานและผลไม้กองโตจนหลังแอ่น ส่วนข้าเดินตัวปลิวตลอดทาง เมื่อพ้นจากสายตาของพวกชาวบ้านที่กล่าวขอบคุณ (ฮากิ) แล้ว ข้าก็ตกลงส่วนแบ่งกับหมอนี่จนได้ผลไม้กับน้ำหวานมาครึ่งหนึ่ง การร่วมงานกับเขาครั้งนี้ประสบความสำเร็จราบรื่น ผีสางในป่าคงเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยนานปีของข้ากับเขา ถึงแม้คราวนี้จะไม่มีสุราดองเป็นของตอบแทน แต่ข้าก็หน้าชื่นตาบาน รีบขนส่วนแบ่งกลับไปฝากแม่อย่างภาคภูมิ

       จะไม่ให้อารมณ์ดีได้ไง ในเมื่อข้าฆ่าตะขาบยักษ์ได้ แถมยังกำลังจะได้ไปสวาปามของดี ๆ ที่บ้านของสาวน้อยแฟร์รี่วิงก์อีกทอดหนึ่ง ไม่ใช่ ๆ ข้าหมายถึงอาจกำลังจะได้รับพรวิเศษจากแฟร์รี่ และขอให้แม่ข้าหายตาบอดได้ ข้านี่ช่างเป็นลูกกตัญญูดีจริง ไม่เสียชาติเกิดมาเป็นไอ้เอลฟ์มืด

       “แม่ ข้าจะไปค้างบ้านเพื่อนสักระยะ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะ ข้าเอาผลไม้กับไหน้ำหวานสำรองไว้เผื่อแม่เพียบเลย” ข้าบอกแม่ด้วยรอยยิ้มพริ้มพราย พร้อมกับทำความสะอาดดาบคู่กายอย่างมีความสุข

       “อย่ามาอ้างดีกว่า เจ้ามีเพื่อนกับเขาด้วยรึไง คราวนี้จะหนีไปเที่ยวที่ไหนอีก” แม่ทำหน้ายักษ์ใส่ข้าอีกแล้ว

       “เห็นข้าเป็นพวกชอบเที่ยวรึไงแม่ แม่ก็รู้ว่าข้าชอบนอนมากกว่าเที่ยว พอดีข้ามีธุระนิดหน่อยน่ะ”

       “ธุระอะไรของเจ้า อย่าบอกนะว่าจะออกไปเสี่ยงอันตรายหาหนอนเพิ่มอีก แม่บอกแล้วใช่ไหมอยู่อย่างพอมีพอกินแม่ก็พอใจแล้ว ข่าวลือเยอะแยะว่าพวกหาหนอนแมลงบางตนก็กลายเป็นบ้าเพราะถูกพิษแมลงร้ายเข้า แม่ไม่อยากให้เจ้าไปทำอีกแล้วนะ”

       “ไม่ใช่ออกไปหาหนอน ข้าแค่มีนัดน่ะ”

       “น้ำเสียงเจ้าเริงร่าแบบนี้ หรือว่า… มีนัดกับนางเอเวนที่ไหน ในที่สุดลูกแม่ก็จะได้เป็นฝั่งเป็นฝากับเขาซะที”

       “นัดกับนางเอเวนที่ไหนล่ะแม่ ไม่มี ๆ” ข้าเกือบหลุดปากไปว่านัดกับนางแฟร์รี่ต่างหาก เรื่องแบบนี้ต้องอุบไว้ก่อน ขืนแม่ข้ารู้ว่าลูกตัวเองไปเสี่ยงตายช่วยแฟร์รี่ปกป้องบ้านนางจากพวกชนเผ่าจันทรา มีหวังแม่ไม่ยอมให้ข้าไปแน่

       พูดถึง ‘ชนเผ่าจันทรา’ ข้าขอเล่าหน่อยแล้วกันว่าชนเผ่านี้โหดร้ายอย่างไรกับอัล์ฟเฮม อันที่จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญที่ข้าต้องข้องเกี่ยวอะไร แต่เพราะเมื่อสามร้อยปีก่อนที่ข้าจะเกิด หลังจากราชาเทพเฟรย์สิ้นพระชนม์ไปเฝ้าเทพเจ้าบนสวรรค์ ชนเผ่าหนึ่งบนดวงจันทร์ก็ค้นพบวิธีเดินทางมายังโลกนี้ได้สำเร็จ ข้าก็ไม่รู้ทำไมพวกมันถึงได้ค้นพบตอนที่อาณาจักรไลต์เอลฟ์ขาดแคลนกษัตริย์ผู้ปรีชาสามารถ แต่ชนเผ่าจันทราก็ได้บุกมายังโลกนี้เพื่อทำสงครามกับเหล่าเอลฟ์และฉกฉวยเอาพืชพรรณธัญญาหารไปจากอัล์ฟเฮมเป็นระยะ ๆ

       ส่วนรูปร่างของชนเผ่าจันทรา ข้ายังไม่เคยเห็นกับตาตัวเองหรอกนะ แต่ได้ยินว่าเป็นพวก ‘มีขนเยอะ’ ก็เท่านั้น เฮ้ย ! ข้าไม่ได้อำเล่น บรรพบุรุษของชนเผ่าจันทราพัฒนาสายพันธุ์มาจากกระต่ายบนดวงจันทร์นั่นแหละ เพียงแต่ไม่ได้รักสงบอย่างกระต่ายน่ารักซุกซนทั่วไป พวกมันชอบการต่อสู้แย่งชิงเป็นที่สุด เป็นกระต่ายจอมโหดเชียวล่ะ

       น่าแค้นใจอยู่หรอกที่บรรดาเทือกสวนไร่นาของไลต์เอลฟ์ต้องถูกพวกชนเผ่าจันทราเผาเกลี้ยงหลังจากถูกพวกมันเอาผลผลิตทั้งพืชผักผลไม้และสมุนไพรไปจนสิ้น บรรดาเอลฟ์ที่เฝ้ารักษาพืชผลไว้เป็นอาหารต่างหวงแหนผลผลิตที่เสียไปเท่าชีวิต สงครามสามร้อยปีจึงถือกำเนิดขึ้นนับจากนั้น ไม่มีทีท่าว่าไฟสงครามจะมอดดับง่าย ๆ เหตุนี้เอง ยุคอัปยศอดสูของเหล่าไลต์เอลฟ์จึงเกิดขึ้น ข้าไม่อยากสมน้ำหน้าหรอก แต่พวกไลต์เอลฟ์ก็เคยทำไม่ดีกับดาร์กเอลฟ์มาก่อน หากจะถูกรุกรานบ้าง คงไม่ใช่เรื่องอยุติธรรมอะไร

       เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับดาร์กเอลฟ์เท่าไร เพราะชนเผ่าจันทรามักจะโจมตีเฉพาะบนดินเท่านั้น ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับรากไม้หรือแร่ธาตุใต้ดินที่ไม่มีประโยชน์อะไรต่อพวกมัน ข้านึกไม่ถึงว่าสงครามนี้จะเดือดร้อนถึงพวกแฟร์รี่ผู้พิทักษ์หมู่มวลผกาด้วย ลามมาเดือดร้อนถึงดาร์กเอลฟ์อย่างข้าจนได้ ก็ใครจะเป็นพันธมิตรกับพวกแฟร์รี่ที่เอาแต่เก็บเนื้อเก็บตัวซุกหัวซ่อนอยู่แต่ในรูโพรงบ้างล่ะ ไลต์เอลฟ์ที่เอาตัวไม่ค่อยจะรอดคงไม่แยแสประชากรแฟร์รี่ไม่กี่ตนอยู่แล้ว เดี๋ยวจะกลายเป็นเตี้ยอุ้มค่อมเปล่า ๆ

       ไหน ๆ ก็ขอเล่าถึงลักษณะของพวกแฟร์รี่สักนิด แฟร์รี่ต่างจากพวกเอลฟ์ตรงที่มีรูปร่างเล็กกว่า มีปีกบาง ๆ ที่แผ่นหลัง และบินได้ แฟร์รี่ไร้เวทมนตร์ใช้ต่อสู้หรือปกป้องตนเอง แต่กลับมีพรวิเศษประจำกาย แฟร์รี่ที่โตแล้วจะดูแลดอกไม้เป็นงานหลัก ทำหน้าที่คอยควบคุมการผลิบานของดอกไม้และการเก็บน้ำหวานของแมลง แต่พวกไลต์เอลฟ์จะดูแลพืชชนิดอื่นที่เหลือทั้งหมด ส่วนดาร์กเอลฟ์อย่างข้าก็ทำงานกาก ๆ พวกล่าศัตรูพืช เก็บกวาดวัชพืช และทำเหมืองแร่

       แม่ข้าทำเสียงกรุ้มกริ่มว่า “ตามใจเจ้าเถิด จะนัดสาวที่ไหนไว้ก็อย่าให้นางคอยนาน”

       “ก็บอกแล้วไง ว่าไม่ใช่อย่างนั้น !”

       “เสร็จธุระแล้วรีบกลับมาอย่างปลอดภัยก็แล้วกัน” แม่พูดเป็นลางไม่ดีชอบกล แต่จะมีสิ่งไม่ดีเกิดขึ้นกับข้าได้อย่างไรล่ะ ช่วงนี้ข้ากำลังดวงขึ้นสุด ๆ

       เมื่อพร้อมเดินทาง ข้ากับฮากิก็ปรากฏตัวบนผิวดินตามนัดหมาย เวลานี้ใกล้พลบค่ำแล้ว แฟร์รี่วิงก์ยืนรออยู่ตรงจุดเดิมไม่ไหนไป นางพร้อมจะพาเราเดินทางไปยังบ้านของนาง

       “ที่จริง ปกติข้าจะบินกลับบ้าน แต่วันนี้ข้าจะเดินเท้ากลับบ้านสักวันเป็นเพื่อนพวกเจ้า” วิงก์ยิ้มจาง ๆ ให้ข้ากับฮากิ เดินบนดินไม่ว่า ขอแค่เดินให้ทันพวกข้าก็แล้วกัน ไม่งั้นขาเล็ก ๆ ของเจ้าคงเหนื่อยแย่

       ข้ารอจะเขมือบผลไม้กับสุราดองแทบไม่ไหวแล้ว คราวนี้ต้องลาภปากข้าแน่ ข้าไม่ได้ตะกละเลยนะ แต่ชายโสดอย่างข้า บางครั้งก็ต้องการอาหารบำรุงกำลังวังชาเพื่อเก็บแรงไว้ปกป้องผู้อื่น หรือเพื่อหาเลี้ยงผู้บังเกิดเกล้า ข้าทำไปเพราะเสียสละต่อส่วนรวม หากสังคมขาดข้าไปสักตนจะต้องเสียใจภายหลัง บ้านเมืองต้องเกิดโศกนาฏกรรม ดังนั้นโปรดเข้าใจข้าใหม่ด้วย

       วิงก์ยิ้มเขิน ๆ ให้ข้ากับฮากิ ก่อนวิ่งล่วงหน้านำไป ยิ่งพวกข้าเดินตามนางเร็วเท่าไร นางก็เร่งฝีเท้าห่างออกไปเท่านั้น เจ้าตัวจิ๋วนี่ก็ไวเหมือนกัน มิน่าเผ่าถึงอยู่รอดมาได้จนบัดเดี๋ยวนี้

       “ขอโทษด้วยที่ข้าต้องอยู่ห่างจากพวกเจ้า ไม่ใช่ข้าไม่ไว้ใจพวกเจ้านะ แต่ข้าไม่คุ้นเคยกับผู้ชาย ข้าคงทนไม่ได้หากพวกเจ้าอยู่ใกล้ข้าเกินไป ข้าเป็นโรคกลัวผู้ชายน่ะ อาการเหมือนภูมิแพ้ แม้กับพวกแฟร์รี่หนุ่มก็เป็นเหมือนกัน ไม่ใช่แค่พวกเอลฟ์อย่างเจ้าหรอก อย่าถือสาข้าเลย”

       คำพูดของนางช่างบาดความรู้สึกข้ากับฮากิเหลือเกิน ข้าหันมองหน้าฮากิราวกับจะพูดใส่กันและกันว่า ‘นางเห็นว่าพวกเราไม่น่าไว้ใจแหง ทำไมไม่บอกกันตรง ๆ เลยล่ะ พูดอ้อมค้อมไปเราก็เข้าใจแบบนั้นอยู่ดี’

       ฮึ เฟบิเดล วิงก์ ยิ่งเจ้าทำเหมือนเว้นระยะห่างจากข้า ข้ายิ่งรู้สึกอยากแกล้งเข้าใกล้เจ้าข้ามันพวกยิ่งว่ายิ่งยุ โรคแพ้ผู้ชายอะไรกัน โรคนั้นมันมีจริงซะที่ไหน เห็นหน้าตาเราดิบเถื่อนไม่น่าวางใจล่ะไม่ว่า

       “จริงสิ ข้ายังไม่รู้ชื่อของพวกเจ้าเลย” วิงก์หันมายิ้มเป็นเส้นตรง ต่อให้มองรอยยิ้มของเจ้าจากดวงจันทร์ข้าก็รู้ว่าเจ้าไม่อยากเป็นมิตรกับพวกข้านักหรอก จะฝืนยิ้มเป็นมิตรก็ให้มันเนียน ๆ หน่อยไม่ได้รึไงกัน

       “ข้าชื่อ…” ยังไม่ทันที่ข้าจะแนะนำชื่อตัวเองกับวิงก์ ฮากิก็พูดแซงขึ้นตัดหน้า

       “ฮากิ ! ข้าชื่อฮากิ”

       “ฮากิหรอ ยินดีที่ได้รู้จักนะฮากิ” วิงก์ยิ้ม “เจ้าชอบกินผักหรือผลไม้อะไรล่ะ ข้าจะได้เตรียมไว้ให้”

       “ข้าชอบกิน…”

       “ผักกาด ! ข้าชอบกินหัวผักกาดต้ม” คราวนี้ข้าพูดแทรกฮากิขึ้นบ้าง

       “โวนล์ เจ้าจะพูดตัดหน้าข้าทำไม เสียมารยาท” ฮากิบ่น

       “แน๊ เจ้าต่างหากที่ตัดหน้าข้าก่อน !” ข้าเริ่มยัวะแล้วนะ หมอนี่จะกวนประสาทข้าอวดสาวรึไง ทว่าแฟร์รี่วิงก์กลับหัวเราะเมื่อเห็นข้ากับฮากิเถียงกัน เวลานางหัวเราะดูแจ่มใสกว่าตอนทำหน้าหวาดกลัว หลายเท่า

       “เจ้าชื่อโวนล์สินะ ชื่อเจ้าออกเสียงยากจัง” วิงก์ยิ้มให้ข้า

       “ออกเสียงยากก็ไม่ต้องมาเรียกข้า” ข้ามองนางด้วยหางตา

       “ข้าไม่ได้หมายความว่าจะไม่เรียกชื่อเจ้านะโวนล์ ขอบคุณพวกเจ้าทั้งสองมากที่ยอมตกลงช่วยเหลือข้า” วิงก์พลางรีบเดินนำหน้าไป

       ฮากิพูดตามหลังนางว่า “เจ้าไม่ต้องกังวลนะวิงก์ โวนล์แค่น้อยใจที่ถูกสาวเมินหนีก็เท่านั้นเอง ปกติก็หาสาวมาควงไม่ได้อยู่แล้ว เห็นใจเขาเถอะ”

       “ข้าไม่ได้น้อยใจโว้ย ! เจ้าฮากิปากสว่าง อย่าเอาเรื่องข้าไปบอกใครมั่ว ๆ นะ”

       เห็นทีข้าต้องคิดบัญชีกับฮากิเป็นการส่วนตัวซะแล้ว พูดออกมาได้ไงว่าข้าหาสาวควงไม่ได้ ถึงจะเป็นเรื่องจริงก็ไม่ควรเอามาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งจนข้าดูน่าเวทนาขนาดนั้น จะหักหน้าข้าให้มันน้อย ๆ หน่อยเถอะ

       “ฮากิ คิดดูอีกที ข้ายังไม่ขอรับเจ้าเป็นเพื่อน” ข้าขบกรามกรอด ๆ

       “อือ ข้าก็เช่นกัน” การที่ฮากิตอบกลับด้วยใบหน้าที่นิ่งเฉยเกินกว่าพรรณนาได้ช่างหงุดหงิดเหลือเกิน แต่เมื่อเห็นหน้าหวาน ๆ ราวกับนางเอเวนของมันแล้วข้าทำใจชกหน้ามันไม่ค่อยจะลง

       ให้ตาย ทำไมเวลาจะได้สุราดอง ไม่ใช่ ! เวลาจะหาพรวิเศษมารักษาตาแม่สักที ต้องแลกด้วยแรงกายและพันธมิตรแบบแปลก ๆ ขนาดนี้เลยหรือ นี่ข้าต้องร่วมมือกับเจ้าฮากิจอมปากเสีย แต่งกายเกือบวิตถาร และมองข้ามหัวข้ายังไม่พอ ยังต้องช่วยปกป้องบ้านของนางแฟร์รี่วิงก์ตัวน้อยผู้รังเกียจบุรุษเพศรูปงามอีกต่างหาก กว่าจะได้สุราดอง… โขลก ๆ ! กว่าจะได้ทำความดีทั้งที ทำไมมันเริ่มปวดหัวแบบนี้ วันนี้น่าจะเป็นวันดีของข้าถึงจะถูก

       ลางสังหรณ์ของแม่เริ่มสะกิดต่อมตุบ ๆ ละ

       หวังว่าต่อจากนี้ ชีวิตที่เหลือของข้าจะสงบสุขนะ

 

(ติดตามตอนต่อไป) บทที่ 4 ==>
<== บทที่ 2
กลับหน้าหลัก

 

 

 

Facebook Comments
Wishlist 0
Open wishlist page Continue shopping