ตอนพิเศษ : My dear Snow White

   ข้าอยู่ที่นี่มานาน… นานจนจำไม่ได้ว่านานเท่าไรแล้ว รู้แต่ว่าก็อยู่มาตั้งแต่ยังหายใจและดื่มกินอาหารอย่างสิ่งมีชีวิตทั่วๆ ไปนั่นแหละ แต่ในบรรดาพวกเราทั้งเจ็ดก็มีข้าเพียงผู้เดียวที่เลือกจะปกป้องที่นี่ต่อตราบนานเท่านาน วันคืนของข้าเลยน่าเบื่อชะมัด!

   แต่แล้วป่าที่เคยสงบสุขกลับเปลี่ยนไปเพราะเจ้าเด็กโง่นั่นดันไปเล่นของสูง รักใครไม่รักดันไปรักผู้ที่ไม่สมควรแตะต้องเข้า แล้วที่ข้าไม่เข้าใจก็คือฝ่ายนั้นก็ดันเล่นด้วยนี่สิ แค่สบตากันความรักของพวกเขาก็มีอานุภาพมากพอให้หนีตามกันกลับมาเนี่ยนะ?

   ปล่อยไปแบบนี้ไม่ดีแน่! ข้าไปหาอิเรซเพื่อขอคำชี้แนะเพราะผืนดินถิ่นนี้เป็นเขตแดนของนาง แต่เจ้าเหลืองกลับบอกข้าว่าอิเรซไม่ต้องการให้ข้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคนในราชวงศ์นี้อีกไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น นางต้องการให้ข้าอยู่ห่างๆ จากเรื่องวุ่นวายนี้

   ข้าไม่เข้าใจเลย! ข้าเป็นผู้พิทักษ์ดินแดนแห่งนี้ไม่ใช่หรือ?!

   ข้าทำได้แค่เพียงเฝ้ามองอาณาจักรที่รักของข้า หายนะตามมาอย่างที่คิด อาณาจักรที่เคยสงบสุขของพวกเราเลยกลายเป็นที่ทำการแม่มดดำ

   ข้าแอบสืบจนได้ความ คิดไม่ถึงว่าเบื้องหลังของนางแม่มดจะซับซ้อนเช่นนี้ แต่ถ้าแผนการของนางสำเร็จลุล่วง ความสงบสุขจะกลับมาเยือนผืนป่าแห่งนี้อีกครั้ง แต่ก็แลกกับอาณาจักรที่รักของข้าจะสูญสิ้นสายเลือดของสหายผู้นั้น

   ข้าต้องทนเฝ้ามองเด็กคนนั้นเติบโตโดยที่รู้อยู่แก่ใจว่าเธอต้องตายในวันข้างหน้า รู้ตัวอีกทีสายตาของข้าก็คอยติดตามยัยเด็กเพี้ยนไปทุกหนทุกแห่ง ยัยนี่เป็นเจ้าหญิงที่อาภัพที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งราชวงศ์มา เสื้อผ้าของหล่อนเก่าซีดไม่พอดีตัว หรือบางทีอาจเป็นเพราะนางแม่มดดำปล่อยให้เธออดข้าวก็เป็นได้

   แต่ทั้งๆ ที่ลำบากแทบตายแต่เธอก็ยังมีอารมณ์มานั่งร้องเพลงกับบรรดาเพื่อนตัวเล็กๆ ในปราสาท คนอะไรคุยกับหนู! คนในปราสาทไม่คบเธอแล้วรึไงยัยเจ้าหญิงเพี้ยน!

   ยัยหนูนี่สามารถคุยกับพวกเราได้เนื่องจากสายเลือดของเธอเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังบริสุทธิ์ เพราะแบบนี้ไงยัยหนูนี่ถึงต้องตายเพื่อส่งคืนพลังให้กับผู้ให้กำเนิด ข้าไม่รู้ว่านางแม่มดดำตั้งใจทำเช่นนั้นไปเพื่ออะไร แต่ก็เอาน่ะ… ไม่ใช่เรื่องของข้า

   ข้าควรอยู่ห่างๆ เธอเข้าไว้แต่ข้าอดไม่ได้ ข้ารู้ว่าอีกหน่อยยัยหนูนี่ต้องตายแต่ใจคอนางแม่มดดำจะปล่อยให้เด็กหญิงตัวเล็กๆ อดข้าวจนตายหรือไง!

   ข้ามันพวกขี้สงสารก็เลยอดไม่ได้ … แค่แอปเปิลสักลูกสองลูกคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง … อิเรซห้ามข้ายุ่งกับราชวงศ์ ข้าก็ไม่ได้ยุ่ง ข้าแค่ฝากแอปเปิลไปกับพวกกระรอกเท่านั้นเอง … ไม่เป็นไรน่า!

   ข้าทำตัวเป็นคนส่งแอปเปิลอยู่หลายปี แต่แล้วข้าก็มีอันต้องเปิดเผยตัวจนได้ วันนั้นเวรยามในปราสาทหละหลวมรึไงเจ้าหญิงที่ควรจะถูกคุมขังถึงได้ออกมาเดินเล่นป่า แถมยังโผล่มาด้วยทางลับซะด้วยสิ

   เล่นเอาข้าทำตัวไม่ถูกเลยเมื่อถูกดวงตากลมโตสีดำคู่นั้นจ้องมอง “อ๊ะ! คุณกวางล่ะ” เธอกะพริบตาปริบๆ แล้วมองข้าก่อนจะจ้องไปที่แอปเปิลในปากของข้า “นั่นมันแอปเปิลแบบที่ข้าชอบเลยนี่นา น่าอร่อยจัง”

   ข้าจะทำอะไรได้ ก็จำใจส่งแอปเปิลให้เธอโดยไม่ผ่านตัวกลางอย่างเจ้าหนูพวกนี้นะสิ ขณะเดียวกันพวกหนูก็แย่งกันเล่าให้ข้าฟังว่านางแม่มดมีแผนร้าย นางจะฆ่าเจ้าหญิง พวกมันเลยพาเธอมาซ่อน

   ไอ้พวกหนูเวร! พวกเจ้าจะพายัยหนูนี่หนีไปไหนก็ไปสิทำไมต้องพามาซ่อนในป่าของข้าด้วย!

   ข้าเป็นผู้พิทักษ์แห่งผืนป่า แผ่นดินและผืนป่าคือบ้านของข้า ส่วนร่างกายของข้าก็คือต้นไม้ทุกต้นในป่านี้เพราะจิตวิญญาณของข้าแทรกซึมอยู่ในทุกอณูของป่า ดังนั้นข้าไม่มีถ้ำให้ยัยหนูนี่ซ่อนตัวหรอกเว้ย!

   ที่สำคัญ อิเรซห้ามข้ายุ่งกับเธอ … ข้าจึงทำได้เพียงแค่หันหลังให้แล้วเดินจากมา

   แต่เธอกลับวิ่งตามข้ามาด้วย สองมือของเธอกุมแอปเปิลลูกนั้นขณะที่สองเท้าพยายามก้าวตามข้าให้ทัน สองตาของเธอจ้องมองเขาบนหัวข้าไม่หยุด พอข้าเผลอเธอก็แอบจับเขาของข้าพลางทำตาโต

   “โอ้โห! ทองจริงๆ นี่นา!”

   ข้าก็เข้าใจนะว่าเจ้าอยู่อย่างอัตคัด แต่ถึงขนาดนี้ก็เกินไปไหม! เจ้าเป็นเจ้าหญิงนะเว้ยยัยหนู!

   ข้าก็เลยแอบเหล่กลับไปบ้าง ข้าพึ่งสังเกตว่ากาลเวลาผ่านไปหลายปีจนยัยหนูตัวเล็กบอบบางคนนั้นกลายเป็นสาวรุ่นแล้ว ส่วนที่ควรมีก็นูนขึ้นจนเสื้อผ้าชุดเก่าๆ นั่นตึงรั้งไปหมด

   เฮ้อ! ถึงอีกเดี๋ยวเธอจะต้องตายแต่อย่างน้อยเธอก็สมควรได้รับเสื้อผ้าดีๆ ใส่นะ ข้าเห็นใจยัยหนูนี่ชะมัด

   วันนั้นข้าเลยเก็บเจ้าหญิงได้ ข้าแกล้งนำทางเธอไปยังกระท่อมเก่าของสหายข้า หวังว่าที่นี่คงพอให้เธอได้นอนหลับพักผ่อนและได้กินอาหารจนอิ่มสักมื้อสองมื้อกับเขาบ้าง

   ยัยเจ้าหญิงใช้ชีวิตที่นี่อย่างมีความสุข ดูเหมือนเธอไม่เดือดร้อนอะไรกับการต้องมาอยู่ในกระท่อมเก่าๆ โทรมๆ ข้าละอนาถใจจริงๆ แต่อย่างน้อยที่นี่ก็มีผ้าห่มอุ่นๆ และเตาผิงซึ่งมีไม้ฟืนมากมายให้เธอใช้ก่อไฟ

   เจ้าพวกหนูจอมจุ้นขนเสบียงอาหารมาให้เธอมากมาย พอสัตว์น้อยใหญ่ได้ข่าวว่ามีสาวงามมาอาศัยในกระท่อมก็เลยแย่งกันหาผลหมากรากไม้มาประเคนยัยนี่ เอาเป็นว่ายัยเจ้าหญิงไม่อดตายแล้วล่ะ กระท่อมร้างเลยกลายเป็นลานชุมนุมสารพัดสัตว์

   ข้าเองก็แวะมาดูเธอบ้าง… อันที่จริงก็ทุกวันนั่นแหละ มันแย่หน่อยที่เธอรับรู้สิ่งที่มนุษย์ปกติมองไม่เห็น ข้าเลยหลบซ่อนจากสายตาเธอไม่ได้ เธอทักข้าทุกวัน แต่ข้าไม่ตอบกลับไปหรอกนะ

   ข้าเปล่าหยิ่ง ข้าแค่ทำตามคำสั่งของอิเรซ ข้าไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับราชวงศ์ ข้าแค่เดินตรวจตราป่าของข้าแล้วบังเอิญเจอลูกนกลูกกาที่พลัดหลงมาแค่นั้นเอง… ข้าแค่เผลอทำแอปเปิลหล่นแถวๆ กระท่อมทุกวัน … บ้าจริงข้าไม่ควรมาหาเธอเลย! ข้าจะไม่มาที่นี่อีก!

   แต่แล้วความสงบสุขก็หายไปในเวลาไม่นาน วันหนึ่งเสียงร้องไห้ดังระงมไปทั่วทั้งป่า สรรพสัตว์ต่างโศกเศร้าเพราะเจ้าหญิงสโนว์ไวต์ผู้น่ารักของพวกมันล้มลงหลังจากกัดแอปเปิลของโปรดไปได้เพียงคำเดียว … เกิดอะไรขึ้น?! อย่าบอกนะว่ายัยหนูนี่ตะกละจนกินแอปเปิลแล้วติดคอตาย!

   ข้ารีบไปดูอาการของเธอ แต่สีหน้าของเธอซีดเผือด ริมฝีปากมีสีคล้ำ นี่มันอาการของคนถูกพิษชัดๆ ข้าต้องพานางไปหาอิเรซ!

   “อดทนไว้นะยัยเจ้าหญิงเพี้ยน!”

   ข้าพาเธอไปหาอิเรซได้ทัน นางช่วยแก้พิษให้สโนว์ไวต์ แต่ข้าถูกตำหนิ แม้แต่เจ้าเหลืองสหายรักของข้าก็ไม่เข้าข้าง

   “นางเตือนเจ้าแล้วว่าให้อยู่ห่างๆ เจ้าสะกดคำว่าห่างๆ ไม่เป็นหรือสหาย!”

   “อย่ามาทำอวดรู้ไปหน่อยเลย เจ้าไม่เคยเรียนอ่านเขียนอย่างมนุษย์เจ้าก็สะกดไม่เป็นหรอก”

   “เจ้ากวางเผือกหน้าโง่นี่! เจ้าไม่ฟังคำเตือนของอิเรซ เจ้าก็รู้ว่าอิเรซไม่เคยทำนายพลาด นางมีเหตุผลเสมอ และนางก็บอกให้เจ้าอยู่ห่างๆ จากเรื่องวุ่นวายพวกนี้”

   “แค่ช่วยเด็กคนหนึ่งไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่!”

   จริงๆ ข้าก็รู้ว่าอิเรซย่อมต้องมีเหตุผลที่ดีนะ แต่ข้าไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดนางถึงไม่ต้องการให้ข้าช่วยปกป้องสายเลือดแห่งคาราบาส ราชวงศ์นี้คือสายเลือดของสหายมนุษย์ผู้นั้น ข้าทำใจปล่อยให้ราชวงศ์นี้สูญสิ้นไปไม่ได้

   “เจ้าคือผู้ก่อตั้ง ‘คาราบาส’ เชียวนะสหาย เจ้าจะทนมองสายเลือดของเขาสิ้นสุดได้จริงหรือ? ข้าทนอยู่เฉยๆ ไม่ได้หรอก เด็กคนนี้เป็นสายเลือดของบาร์ตี้ผู้อารี ราชวงศ์นี้ก็เปรียบเสมือนลูกหลานของพวกเราเช่นกัน นอกจากนี้เธอยังเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ ซึ่งกำพร้าพ่อแม่ ดูสภาพของเธอสิสหาย บอกข้าทีว่าเจ้าหญิงของอาณาจักรสมควรตกอยู่ในสภาพนี้หรือไม่!”

   “โอ้ไม่นะ! เจ้าหลงรักนางเข้าแล้วจริงๆ!”

   หา!? เจ้าเหลืองมันพูดบ้าอะไรของมัน!?!

   “ข้าว่าเจ้าเพี้ยนแล้วแหละสหาย!”

   ข้าหนีหน้าเจ้าเหลืองเพราะมันบังอาจมาพูดแปลกๆ กับข้า ข้านะหรือจะรักมนุษย์?! จะบ้าหรือข้าเป็นกวาง! กวางไม่รู้จักความรักหรอก เรามีแต่สัญชาตญาณการสืบพันธุ์ นอกจากนี้ข้ายังอยู่มานานจนลืมไปแล้วว่าการจับคู่ผสมพันธุ์เป็นอย่างไร แถมตอนที่ข้าตาย … รู้สึกข้าจะตายอย่างเปล่าเปลี่ยวซะด้วยเพราะสีกายข้าไม่ตรงสเปกกวางสาวๆ ในป่า

   “คุณกวาง…นี่นา”

   ยัยเจ้าหญิงเพี้ยนตื่นตอนที่ข้ากำลังฟุ้งซ่านพอดี เสียงของเธอทำให้ข้าสับสนมากกว่าเดิม ข้าก็เลยเผลอดุเธอด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง

   “ยัยเจ้าหญิงเพี้ยน เจ้าเกือบจะตายแล้วรู้ไหม ถ้าข้าพาเจ้ามาให้อิเรซรักษาไม่ทันเจ้าได้ตายแน่! ไม่รู้หรือว่านั่นเป็นแอปเปิลพิษ! ยัยเด็กโง่!”

   “ขะ…ข้าไม่ทราบนี่คะ ข้านึกว่านั่นเป็นแอปเปิลที่คุณกวางนำมาฝากข้า” แต่แล้วจู่ๆ ยัยเจ้าหญิงเพี้ยนก็ร้องไห้ “ข้าอยากขอบคุณคุณกวางที่คอยดูแลข้ามาตลอด แต่ว่า…แต่ข้ากลับก่อเรื่องให้คุณกวางต้องลำบาก ข้าขออภัยค่ะ ฮือๆ อุตส่าห์ได้คุยกันแล้วแท้ๆ คุณกวางอย่าเกลียดข้าเลยนะคะ”

   ทำไมข้ารู้สึกแปลกๆ วิญญาณอย่างข้าควรจะมีความรู้สึกเช่นนี้หรือ?

   “ช่างมันเถอะ… ต่อไปนี้เจ้าก็ต้องระวังตัวหน่อยล่ะ ราชินีใจร้ายจะต้องตามมาเล่นงานเจ้าอีกแน่ๆ”

   ข้าพายัยเจ้าหญิงเพี้ยนไปหลบในที่ปลอดภัย ในป่าแห่งนี้มีรังกำเนิดภูตอยู่รังหนึ่ง ด้วยสายเลือดในตัวเธอทำให้เหล่าภูตให้การยอมรับ ยัยเพี้ยนดูตื่นตาตื่นใจไปกับไข่ทองคำในรังเหลือเกิน ข้าเลยต้องกำชับเธอว่าห้ามแตะต้องไข่ของเหล่าภูต พวกมันหวงไข่ยิ่งกว่าสิ่งใด

   ภาพของเจ้าหญิงแห่งคาราบาสร้องเพลงคลอไปกับเสียงดนตรีของเหล่าภูตทำให้ข้าตกตะลึง ยัยหนูนี่สามารถสร้างสันติภาพด้วยเสียงเพลงกับสิ่งมีชีวิตทุกชนิดแน่ๆ ขนาดกวางที่ตายมานานแล้วอย่างข้ายังเผลอเคลิ้มเลยยามได้ยินเสียงเพลงของเธอ ไพเราะจับใจจริงๆ

   “อ๊ะคุณกวาง!”

   ตอนที่เธอร้องเพลงจบเธอดันหันมาเห็นข้าแอบมองอยู่พอดี ข้าไม่อยากเดินหนีให้เด็กร้องไห้อีกข้าก็เลยเข้าไปคุยกับเธอ

   “ข้าเอาผลไม้มาฝาก … เป็นอะไรไปไม่ดีใจหรือ?” นี่ข้าอุตส่าห์เอาแอปเปิลของโปรดเจ้ามาฝากเชียวนะ แต่ทำไมยัยหนูทำหน้าแบบนั้นล่ะ?

   “อืม… ข้าไม่ชอบแอปเปิลแล้วล่ะค่ะ ข้า…”

   สีหน้าของยัยหนูนี่ดูอมทุกข์ เอาเถอะข้าเคยตายมาก่อนข้ารู้ว่าช่วงเวลาก่อนที่คนเราจะสิ้นใจมันทรมานขนาดไหน โดยเฉพาะยัยเพี้ยนนี่ถูกวางยาพิษซะด้วยสิ

   “เอาเถอะ แล้วข้าจะหาผลไม้อย่างอื่นมาฝาก เจ้าชอบกินอะไรล่ะ? เบอร์รีป่าเป็นไง?”

   “ขอบคุณนะคะคุณกวาง แต่ข้ามีเรื่องอยากขอร้องคุณกวางอีกหนึ่งเรื่องจะได้ไหมคะ?”

   “เอาเถอะ ข้าช่วยเจ้าถึงขนาดนี้แล้ว จะให้ข้าทำอะไรล่ะ?”

   “คุณกวางมาคุยกับข้าบ่อยๆ ได้ไหมคะ คนอื่นๆ ไม่กล้าเข้ามาที่นี่กัน ข้าเหงาค่ะ”

   “ยัยเจ้าหญิงเพี้ยน คุยกับกวางจะไปสนุกอะไร แต่เอาเถอะแล้วข้าจะแวะมาหาเจ้าบ่อยๆ ละกัน”

   “เย้! คุณกวางใจดีจัง ข้ารักคุณกวางที่สุดเลยค่ะ”

   ยัยหนูยิ้มจนแก้มปริ ข้าเผลอจ้องมองรอยยิ้มของเธอจนลืมกะพริบตา ว่าแต่เมื่อครู่นี้เธอบอกว่าอะไรนะ?!

   ตอนที่ข้ากำลังคิดฟุ้งซ่าน อยู่ๆ ก็มีสัมผัสนุ่มนิ่มมาโดนแก้มข้า! เฮ้ย! ข้าโดนลวนลาม! ยัยเจ้าหญิงเพี้ยนหอมแก้มข้า!

   “อ๊ะ! คุณกวางขาวกลายเป็นคุณกวางตัวแดงไปแล้ว!”

   ช่วงเวลาที่ได้สนทนากับสโนว์ไวต์เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในความทรงจำของข้า มันเป็นความสุขคนละแบบกับตอนที่ข้าและเหล่าสหายได้ใช้เวลาร่วมกับบาร์ตี้ ข้ารู้สึกราวกับว่าตัวข้ามีหัวใจ มันสามารถเต้นแรงได้ยามข้ามองสบตากับเธอ ข้าไม่น่าประมาทความน่ารักของยัยเพี้ยนเลย เธอเป็นเจ้าหญิงที่ทรงสิริโฉมงดงามที่สุดในแดนมนุษย์แท้ๆ

   สงสัยเป็นเพราะข้าเคยด่าเจ้าทึ่มบาร์ตี้เอาไว้แน่ๆ หมอนั่นมีความรักแล้วถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะเป็นห่วงหญิงสาวที่ตนแอบรัก นางถูกยักษ์จับไป เดือดร้อนพวกข้าต้องวางแผนช่วยจนผืนดินนี้กลายเป็นดินแดนคาราบาส ราชวงศ์ที่เจ้าเหลืองเพื่อนข้าอุปโลกน์ยึดอำนาจมาจากราชายักษ์ชั่ว ราชวงศ์นี้เกิดขึ้นเพราะความรักของบาร์ตี้

   เฮ้อ! ข้าไม่ขออะไรมากหรอก ข้าขอแค่ได้ฟังเสียงร้องเพลงอย่างมีความสุขของยัยเจ้าหญิงเพี้ยนทุกวันก็พอ ขอให้เธอมีความสุขอย่างนี้ตลอดไปข้าก็เป็นสุขตามเธอแล้ว

   แต่ช่วงเวลาแห่งความสุขของข้าก็มีอันต้องจบลงเมื่อนางแม่มดตามหาพวกเราเจอจนได้ ข้าสู้นางไม่ได้เลย แม้ข้าจะเป็นเจ้าแห่งป่าคาราบาสแต่ผู้พิทักษ์อย่างข้าไร้ร่างกาย ข้ามิอาจต้านทานนางได้ สโนว์ไวต์ถูกจับตัวไปอีกแล้ว คราวนี้เธอถูกควักหัวใจเป็นเครื่องสังเวยแน่นอนเพราะนางแม่มดเตรียมการทุกอย่างพร้อมแล้ว

   ข้าอยากช่วยเธอ… จะมีวิธีใดบ้างที่ข้าจะช่วยสโนว์ไวต์ได้ … ต่อให้ต้องแลกกับอะไรข้าก็ยอม!

   “ข้าคิดอยู่แล้วว่าเจ้าจะต้องมาหาข้า กวางขาว”

   “อิเรซ ช่วยข้าที ข้าอยากช่วยสโนว์ไวต์”

   “แม้ว่าการช่วยเธอจะทำให้เจ้าถึงแก่ความตายเจ้าก็ยอมหรือ?”

   ตาย? ข้าก็ตายอยู่แล้วนี่นา พอข้าตายเจ้าก็เสนอให้ข้าหลอมรวมวิญญาณตัวเองกับป่าคาราบาสกลายเป็นผู้พิทักษ์แผ่นดินนี้อย่างไรเล่า?! ข้าไม่เข้าใจอิเรซเอาเสียเลย แต่ช่างมันเถอะ ตายแล้วตายอีกไม่เห็นเป็นอะไรถ้ามันจะทำให้ข้าช่วยเหลือเธอได้

   “ข้ายอมทุกอย่าง ข้าไม่กลัวอะไรทั้งนั้น แต่ข้าไม่อยากให้สโนว์ไวต์ตาย จริงอยู่นางเป็นลูกครึ่งที่ดูดกลืนพลังของมารดาจนทำให้ธรรมชาติเสียสมดุล แต่นางไม่ผิดอะไร เหตุใดนางถึงต้องสังเวยตัวเองเพื่อพิธีกรรมบ้าๆ นั่น เทพธิดาอีวาเลือกหนทางนี้เอง … และข้าไม่คิดว่าความรักเป็นเรื่องที่ผิด”

   “เจ้ากำลังหลงรักเธอ กวางขาว อย่างไรเสียจิตวิญญาณผู้พิทักษ์อย่างเจ้าก็ไม่อาจสมหวังกับเธอได้หรอก ตัดใจเสีย”

   “งั้นก็ทำให้ข้ากลายเป็นมนุษย์สิ สร้างร่างกายให้ข้า แล้วข้าจะไปช่วยเธอเอง”

   “การต่อลมหายใจของหัวใจที่หยุดไปแล้วเจ้าจะต้องเสียสละอายุขัยของตัวเอง ต่อให้เจ้าช่วยเธอได้เจ้าก็อยู่กับเธอได้ไม่นาน กาลเวลาของมนุษย์นั้นสั้นกว่าพวกเรานัก และสโนว์ไวต์ก็เป็นถึงเจ้าหญิง เธอถูกจับตัวไปโดยแม่มดซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึงราชินี เจ้ามีอุปสรรคมากมายนัก บทสรุปอาจไม่ได้จบลงอย่างมีความสุขดังที่เจ้าคิด”

   “ไม่เป็นไร แค่ช่วยเธอให้ได้ก็พอ ทีเหลือจะเกิดอะไรขึ้นข้าจะแก้ปัญหาไปทีละอย่าง อย่างน้อยกระท่อมร้างในป่านั่นก็พอให้ข้ากลับมาอาศัยซุกหัวนอนได้น่ะ ถ้าหากข้ายังเหลือชีวิตในฐานะมนุษย์นะ หึๆ”

   “ข้าหมดปัญญาจะทัดทานเจ้าแล้ว … เจ้าไม่รู้หรอกว่าการตัดสินใจของเจ้าจะทำให้อาณาจักรนี้วุ่นวายมากแค่ไหน”

   “ข้าเชื่อในตัวท่าน อิเรซ ท่านคือแม่ทูนหัวของอาณาจักรนี้ ท่านไม่ปล่อยให้อาณาจักรที่ก่อตั้งโดยลูกสมุนของท่านล่มจมหรอก ข้าฝากลาเจ้าเหลืองด้วย บอกมันว่าข้าขอโทษ”

   ชั่วขณะข้าคิดถึงเพื่อนรักของข้าขึ้นมา พวกเราเจ็ดตัว ต่อไปนี้จะเหลือแต่มันเพียงลำพัง มันต้องโกรธจนอยากฝากรอยเล็บไว้บนสีข้างข้าแน่ๆ

   “เขาโกรธเจ้ามาก แต่เขาก็ฝากข้ามาบอกเจ้าเช่นกันว่าถ้าเจ้ายอมใช้ชื่อว่า ‘เจ้าชายเลโอ’ เขาจะยอมให้อภัยเจ้า อ้อ! เขายกดาบเวทมนตร์ของเขาให้เจ้ายืมใช้ด้วยนะ”

   “ท่าน! … ท่านรู้อยู่แล้วว่ามันจะต้องเป็นอย่างนี้หรือ? ท่านเห็นอะไรอีกบ้าง?! ข้าจะช่วยสโนว์ไวต์สำเร็จไหม? ข้าต้องช่วยเธออย่างไร?”

   “ข้าบอกเจ้าไม่ได้ แต่ข้าขออวยพรให้เจ้าโชคดี ลาก่อน กวางขาว”

   อิเรซชูของสิ่งหนึ่งมาตรงหน้าข้า นางแตะมันเข้ากับเขาของข้า แล้วทันใดนั้นข้าก็รู้สึกราวกับตัวเองสลายไป ข้ากระจัดกระจายอยู่ในก้อนอะไรสักอย่างที่นางถือเอาไว้ นางพาข้ามายังรังกำเนิดภูติ และวางสิ่งที่ห่อหุ้มวิญญาณของข้าลงในดอกไม้ซึ่งอยู่ใจกลางของรัง

   อิเรซกระซิบกับข้าก่อนนางจะจากไปว่า “แล้วพบกัน เลโอ”

   บทสรุปของข้าจะเป็นเช่นไรข้าไม่รู้ ข้ารู้แต่ว่าตอนนี้ข้าต้องปลุกยัยเจ้าหญิงเพี้ยนขึ้นมา ข้าจูบเธอด้วยรักแท้ ข้าถ่ายทอดชีวิตให้เธอด้วยลมหายใจของข้าเอง

   ตอนที่สโนว์ไวต์กะพริบตาแล้วจ้องมองข้าด้วยดวงตากลมโตคู่เดิม นางทำหน้างงเหมือนวันนั้นเป๊ะ ริมฝีปากของเธอขยับด้วยความสงสัย แต่ข้าดีใจจนไม่อาจรอให้เธอถาม ข้ารู้ว่าเธอรู้

   แล้วมือใหม่ไร้ประสบการณ์อย่างข้าก็ทำพลาดจนได้ สโนว์ไวต์อุทานเพราะข้าเผลอกัดริมฝีปากของเธอเข้า เมื่อข้าถอนริมฝีปากออก ข้าก็เลยบอกกับเธอว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่ากวางที่อาณาจักรคาราบาสเป็นสัตว์กินเนื้อ”

 

 

ตอนพิเศษ : พ่อมดเกเรหมวกแดง ==>
<== บทที่ 3
กลับหน้าหลัก

Facebook Comments
Wishlist 0
Open wishlist page Continue shopping